วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เน้นดับทุกข์ เบื่อสร้างภาพ

เลือกตั้ง “มะกัน” สะท้อนกระแสเรตติ้ง “ประยุทธ์”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือการเมืองระดับโลก

ตามสถานะของชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลทั้งในด้านความมั่นคงทางการทหารและปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเป็นเงื่อนไขกับนานาชาติ

โดยปรากฏการณ์ทำให้เกิดภาวะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

กับผลที่เหนือการคาดหมายในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อ “คาวบอยจอมซ่า” อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน สามารถกำชัยชนะเหนือนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งตัวเต็งจากพรรคเดโมแครต ไปแบบขาดลอย

ด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้งหรืออิเล็กโทรัลโหวต 290 ต่อ 218 เสียง

ล็อกถล่ม เซียนหงายหลังไปตามๆกัน

นั่นยังไม่เท่ากับอาการ “หน้าแหก” ของโพลสำนักข่าวดังๆ ระดับโลกแทบทุกสำนัก ที่เปิดตัวเลขผลสำรวจคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” มีคะแนนตามหลังนางคลินตัน

แบบที่ไม่น่าจะไล่ตามกันทัน แทบจะปิดกล่องฟันธงกันไปแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ฝ่ายของ “ทรัมป์” เจอปัญหาภาพลักษณ์ส่วนตัวที่เคลียร์ลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดูถูกผู้หญิง การทำตัวเป็นเพลย์บอย ประวัติการเลี่ยงภาษี ฯลฯ

แถมยังมีภาวะของพวก “สุดโต่ง” พูด คิด ทำอะไร ไม่เหมือนคนธรรมดา

โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงที่ประกาศออกมาเรียกเสียงฮา นั่นคือการสร้างกำแพงกั้นพรมแดงระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อตัดช่องทางของผู้ลักลอบเข้าเมือง

หรือแนวคิดการห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมเข้าประเทศเพื่อป้องกันลัทธิก่อการร้าย

ยังไม่นับการตั้งท่าหักดิบ ประกาศกีดกันสินค้าจากประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับการพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

หลายแนวคิดเหมือนแค่พูดเอามัน ท้าทายความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

เลยทำให้ถูกมองเป็นคนบ้า เพี้ยนสุดกู่

ดูจากการดีเบตแพ้ทุกรอบ ซ้ำร้ายไม่เฉพาะพรรคคู่แข่งเท่านั้น แม้แต่คนในพรรครีพับลิกันด้วยกันเองยังรับไม่ได้ บางส่วนประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนนายทรัมป์ รู้สึกอับอายกับตัวแทนพรรค

ถ้าเป็นมวย พี่เลี้ยงยังโดดหนี ส่อแววแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีด้วยซ้ำ

แต่ที่ไหนได้ “โดนัลด์ ทรัมป์” กวาดคะแนน เข้าป้ายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

แบบที่ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้จะงัดตำราไหนมาอธิบาย

กับปรากฏการณ์ที่คนอเมริกันหลอกโพล เสียงส่วนใหญ่พากันซ่อนความต้องการที่แท้จริงไว้ในใจ

ถึงเวลาโหวตจริงก็เลือกในสิ่งที่ขัดกับกระแส ค้านกับความรู้สึกของคนทั่วโลก

ไม่นำพากับการชี้นำของพวกโลกสวย

อย่างไรก็ตาม หลังหายจากอาการช็อก แล้วปิดมุมมองของสายตาคนนอกที่อ่านเข้าไปไม่ทะลุ

อ่านใจคนสหรัฐฯ มันก็มีจุดที่พอจะไขคำตอบได้

อันดับแรก ปัจจัยสำคัญเลยก็คือ ความเบื่อหน่ายรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่นำโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ครองเกมอำนาจบริหารมา 2 สมัย 8 ปี

ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เต็มไปด้วยคนว่างงาน

และด้วยนโยบายที่ไม่แตกต่าง ประกอบกับผู้สมัครไม่มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากการสร้างภาพ การปราศรัยด้วยวาทกรรมที่สวยหรู เน้นอิมเมจของผู้นำ

ในความรู้สึกถ้าเลือกนางคลินตันก็เหมือนได้รัฐบาล “โอบามา” สมัยที่ 3

ต่างกันกับ “ทรัมป์” ที่แม้จะถูกมองเป็นคนบ้า เพี้ยนสุดโต่ง

แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่การันตีถึงความสามารถชัดๆก็คือสถานะของมหาเศรษฐีใหญ่ นักธุรกิจคนดังเจ้าของสารพัดกิจการยักษ์ที่อยู่ในกำมือ

นั่นคือสิ่งบ่งบอกกึ๋นในเชิงการบริหารที่คนอเมริกันสัมผัสได้

ที่สำคัญมันมีสิ่งมาชดเชยบทคาวบอยบ้านนอก พูดจาโผงผางพฤติกรรมส่วนตัวฉาวๆ

ในมุมของนโยบายสุดโต่งที่โดนใจ “อเมริกันชน” ที่ชอบบทถึงลูกถึงคน

นอกจากมาตรการจัดการกับผู้อพยพ ที่ดูแข็งกร้าวมากถึงขั้นคิดสร้างกำแพงยาวกั้นพรมแดนเม็กซิโก เพิ่มความเข้มในการสกัดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย พร้อมผลักดันกฎหมายแรงงาน เพื่อให้คนอเมริกัน

มีสิทธิมาก่อน มีสิทธิมากกว่า มีหลักประกันความปลอดภัยในชีวิต รายได้ งานที่ดี

รวมถึงการคัดกรองกลุ่มคนมุสลิมที่สุ่มเสี่ยงต่อการก่อการร้าย เพื่อความปลอดภัยของคนอเมริกัน

ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจและภาษี ก็มีการตั้งเป้าปรับลดเพดานภาษีลงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การตั้งนโยบายภาษีที่ไม่มาก เพื่อทำให้การจ้างงานในสหรัฐฯยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ทรัมป์ยังตั้งเป้าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกถึง 25 ล้านตำแหน่ง

พร้อมกับทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ส่วนงานด้านความมั่นคงและกองทัพ “ทรัมป์” ก็มุ่งไปที่การเพิ่มกำลังทางทหารกองทัพสหรัฐฯ เป็น 540,000 นาย เพิ่มเรือรบอีก 350 ลำ และเพิ่มเครื่องบินรบอีก 1,200 ลำ และยังตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังทหารเรืออีก 36 กองพล รวมทั้งจะมีการลงทุนครั้งใหญ่ในการสร้างขีปนาวุธ เพื่อป้องกันการโจมตีจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากเกาหลีเหนือและอิหร่าน

โดยเน้นความมั่นใจในการป้องกันความมั่นคงภายในประเทศก่อน

รวมถึงนโยบายที่สะท้อนความตั้งใจในการลดสถิติอาชญากรรมในประเทศให้ได้ หลังจากระยะหลังๆประเทศสหรัฐฯ มักเกิดกรณีความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับคนผิวสีหลายครั้ง พร้อมทั้งมีแนวทางในการฟื้นเอาบทลงโทษการประหารชีวิตผู้ต้องหากลับมา เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเมริกา

สารพัดนโยบายที่กระตุกกระแส “ชาตินิยม”

สำทับมอตโตหาเสียงของ “ทรัมป์” ที่จะนำสหรัฐอเมริกากลับมาสู่ความยิ่งใหญ่

“มะกันชน” เห็นด้วยกับการกลับมาดูแลคนอเมริกันภายในประเทศมากกว่าไปสร้างอิทธิพลในเวทีนานาชาติ ทุ่มงบประมาณไปกับการดูแลคนทั้งโลก

หันกลับมารักษาผลประโยชน์ของตัวเองก่อน

ล้อไปกับปรากฏการณ์ “Braxis” ที่คนอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เพราะไม่ต้องการให้ผลประโยชน์ของคนในชาติตกไปอยู่กับผู้อพยพต่างชาติ

แนวทางของทรัมป์จึงเข้าตา “มะกันชน” เข้ากับเทรนด์ชาติตะวันตก

ในสถานการณ์ที่คนในประเทศสหรัฐฯกำลังเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาคนว่างงาน สถานการณ์ความแตกแยกในสังคมจากความเหลื่อมล้ำของคนผิวสีที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

โหยหาผู้นำที่จะมาดับทุกข์ กู้สถานการณ์ภายในก่อนเงื่อนไขอื่นใด

นั่นคือคำตอบสุดท้ายว่าทำไมถึงเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” โดยไม่สนภาพที่ขัดสายตาโลก

แต่แน่นอน โดยการตัดสินใจของคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องยอมรับในระดับมาตรฐานของสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพในด้านความรู้ ความคิดอ่าน

คุณภาพของการลงคะแนนเลือกผู้นำย่อมมาจากการตัดสินใจบนพื้นฐานที่คิดอย่างรอบคอบ

“มะกัน” ชอบคนทำงานถึงลูกถึงคน มากกว่าพวกสร้างภาพ

ไม่สนกระแสโลกสวย อารมณ์ดัดจริต แต่มุ่งทิศทางไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ทั้งนี้ทั้งนั้นในมุมเดียวกัน มันก็ไม่แปลกถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆที่ความนิยมในตัวของผู้นำจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

คนทำให้บ้านเมืองสงบ กู้วิกฤติฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้จะได้ใจชาวบ้าน

ไม่สนว่าผู้นำจะมาจากเส้นทางไหนชอบธรรมหรือไม่

โดยปรากฏการณ์เลือกตั้งมะกันจึงเอื้อเต็มๆกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่กำลังคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

เรตติ้งยังอยู่ในห้วงติดลมบน

เพราะคนไทยส่วนใหญ่พอใจที่ผู้นำรัฐบาลทหารทำให้บ้านเมืองสงบไม่มีม็อบป่วนเมือง

ตามโปรแกรมต่อเนื่อง ที่มีการประเมินข้ามช็อตไปถึงสถานะของ “นายกฯคนนอก” ภายหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ป เป็นหัวขบวนอำนาจพิเศษทอดยาวไปอีก 5 ปี

“บิ๊กตู่” และ “ทรัมป์” ถือฉันทามติในการกอบกู้วิกฤติภายในประเทศ

สวนกระแสโลกสวย ยึดโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ในฐานะของผู้นำประเทศที่ต้องประคองเงื่อนไข คำนึงถึงหลายๆปัจจัย ทั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “บิ๊กตู่” จะเล่นบททะลุกลางปล้องหักดิบ ลุยถั่วไปตามสไตล์เลยก็ไม่ได้

เพราะเบื้องต้นเลยมันมี “พันธะทางสังคม” บังคับอยู่

ตามอารมณ์แบบที่ “ทรัมป์” ต้องปรับท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดภายหลังรู้ผลเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ อาการแข็งกร้าวแบบตอนหาเสียงลดดีกรีลงไป

ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านของชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ยอมรับ “ทรัมป์” เป็นผู้นำ

หรือในมุมของ “บิ๊กตู่” เองที่ต้องยอมเอ่ยปากขอโทษ หลังกล่าวหากลุ่มโรงสีร่วมมือกับนักการเมืองป่วนราคาข้าวตกต่ำกดดันรัฐบาล เลยเจอปฏิกิริยาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีรวมหัวกันบอยคอต

ผลสะท้อนจากการผลักคนไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

ไม่ว่าจะห้าวเป้งแค่ไหน คนเป็นผู้นำต้องไม่เสี่ยงท้าฝ่ายต้าน

ยิ่งเมื่อเทียบกันในสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” มีหลักประกันความมั่นคงน้อยกว่า “ทรัมป์”

เพราะสังคมประชาธิปไตยแบบประเทศอเมริกาที่ไม่มีอำนาจพิเศษนอกกติกา ไม่ว่าม็อบจะพอใจหรือไม่พอใจ การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็มีเวลา 4 ปีในการบริหารตามเทอม

สหรัฐฯมีความเสถียรทางการเมืองมากกว่า

ต่างจากเมืองไทยที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทอมรัฐบาล

กระแสพลิก ผู้นำเปลี่ยนได้ตลอดเวลา.

ทีมการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือการเมืองระดับโลก ตามสถานะของชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลทั้งในด้านความมั่นคงทางการทหารและปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเป็นเงื่อนไขกับนานาชาติ... 12 พ.ย. 2559 08:58 12 พ.ย. 2559 08:58 ไทยรัฐ