วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้าน 'ทรัมป์' ลุกลามจลาจล 'พอร์ตแลนด์' หนัก ปะทะตร.-ทุบรถ-พังร้านปล้น

ว่าที่ปธน.พบ‘โอบามา’ชื่นมื่นบิ๊กตู่ลั่นไทยพร้อมรับผันผวน


อเมริกันชนยังป่วนไม่เลิก หลายเมืองรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงชัยชนะของ “โดนัลด์ ทรัมป์” อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เมืองพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน วุ่นวายหนักสุด ผู้ประท้วงหลายพันคนก่อเหตุรุนแรงเลยเถิดถึงขั้นจลาจล คว้าท่อนไม้ก้อนหิน จุดประทัดขว้างปาใส่ตำรวจ แถมยังทุบทำลายรถยนต์ ทุบกระจกร้านค้าปล้นชิง ด้านว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ควงภริยาคนสวยนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเหินฟ้าจากนิวยอร์กมาที่วอชิงตัน ดี.ซี. จับเข่าคุยกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ถึงในห้องรูปไข่ ทำเนียบขาว ต่างฝ่ายต่างอวยกันไปมา ส่งผลให้บรรยากาศการเจรจาชื่นมื่น ขณะที่ “บิ๊กตู่” บอกอย่าไปตกใจ รัฐบาลไทยพร้อมรับมือความผันผวนจากนโยบายใหม่ของพญาอินทรี ย้ำต้องดำเนินการให้สมดุลกับประเทศมหาอำนาจ

สถานการณ์ในหลายเมืองของสหรัฐฯยังวุ่นวาย จากการประท้วง ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 เมื่อวันอังคารที่ 8 พ.ย.ตามเวลาสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกัน คว้าชัยชนะแบบพลิกล็อกช็อกโลกเหนือ นางฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนพรรคเดโมแครต นายทรัมป์คว้าคะแนนคณะผู้เลือกตั้งจากทั้งหมด 538 เสียง ได้ถึงเกณฑ์เกินกว่าครึ่งหนึ่งก่อนคือ 270 เสียง โดยคว้าได้ 290 เสียง ส่วนนางฮิลลารีได้คะแนนเพียง 228 เสียง ทำให้นายทรัมป์คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯไปครอง หลังจากนี้คณะผู้เลือกตั้งจะลงมติเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่อย่างเป็นทางการวันที่ 19 ธ.ค. และนายทรัมป์จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.ปีหน้า

ความคืบหน้าเมื่อวันศุกร์ที่ 11 พ.ย.ตามเวลา ประเทศไทย การประท้วงชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเกิดขึ้นในหลายเมือง แต่ที่รุนแรงที่สุดคือเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนเคลื่อนไหวเป็นคืนที่ 2 ตำรวจระบุการประท้วงอย่างสงบเปลี่ยนเป็นความรุนแรงขั้นจลาจล เนื่องจากผู้ประท้วงบางส่วนถือไม้ถืออาวุธ และก้อนหินทุบทำลายกระจกหน้าต่างห้างร้านต่างๆ และรถยนต์หลายคัน อีกทั้งยังขว้างปาประทัดเข้าใส่ตำรวจ นอก เหนือจากการจุดไฟเผาถังขยะ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ซึ่งเห็นว่าชัยชนะของว่าที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ยิ่งจะสร้างความแตกแยกด้านเชื้อชาติและเพศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เหตุประท้วงต่อต้านชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในอีกหลายเมืองทั่วสหรัฐฯเริ่มทุเลาลง โดยการประท้วงที่เมืองมินเนอาโปลิส รัฐมินเนโซตา ไม่มีรายงานเหตุรุนแรง แม้กลุ่มผู้ประท้วงพากันปิดถนนสายหลักที่แล่นระหว่างรัฐในช่วงสั้นๆ เช่นเดียวกับการประท้วงนายทรัมป์ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย กลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมกันใกล้อาคารที่ว่าการประจำเมือง พร้อมชูป้ายต่อต้านนายทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีของพวกตน รวมถึงป้ายข้อความสร้างอเมริกาให้ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ส่วนการประท้วงที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ดำเนินไปอย่างสงบ กลุ่มผู้ประท้วงราว 600 คนพากันเดินขบวนไปทั่วเมือง ส่งผลให้การจราจรติดขัด ขณะที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย กลุ่มผู้ประท้วงเป็นนักเรียนระดับมัธยมเคลื่อนไหวโบกธงสีรุ้งและธงชาติเม็กซิโกประท้วงนายทรัมป์ ที่นคร ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆเคลื่อนไหวประท้วงบริเวณหน้าอาคารทรัมป์ ทาวน์เวอร์ ของนายทรัมป์ แสดงความไม่พอใจชัยชนะของนายทรัมป์ ทำให้ผู้สนับสนุนนายทรัมป์คนหนึ่งตะโกนจากรถยนต์ เรียกร้องให้ผู้ประท้วงหยุดการกระทำและยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย ขณะที่บริเวณหน้าอาคารทรัมป์ ทาวน์เวอร์ ในมหานครนิวยอร์ก มีผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านชัยชนะของนายทรัมป์เป็นคืนที่ 2 ติดต่อกัน

ด้านความเคลื่อนไหวของว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งได้ไม่ถึง 36 ชั่วโมง นายโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนาง เมลาเนีย ทรัมป์ ภริยา ได้เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากนิวยอร์ก ไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เข้าพบหารือครั้งแรกกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ทำเนียบขาว โดยว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา พบพูดคุยกันแบบส่วนตัวในห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในทำเนียบขาว การพูดคุยกันใช้เวลาเกือบ 90 นาที ทั้งสองคนพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งประเด็นภายในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง ทั้งๆที่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างฝ่ายต่างกล่าวปราศรัยโจมตีกันอย่างดุเดือด นายทรัมป์ระบุถึงนายโอบามา ว่าเป็นผู้นำอเมริกาแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่นายโอบามาช่วยหาเสียงให้นางฮิลลารี ปราศรัยโจมตีนายทรัมป์ไม่มีคุณสมบัติพอจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ภายหลังการพูดคุยกันนานเกือบ 90 นาที นายทรัมป์กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบพูดคุยกับนายโอบามา ทั้งระบุตั้งความหวังจะได้รับคำปรึกษาจากนายโอบามาต่อไป ขณะที่นายโอบามากล่าวพร้อมให้ความช่วยเหลือการทำงานของนายทรัมป์ อ้างว่าความสำเร็จของนายทรัมป์ก็คือความสำเร็จของประเทศ ซึ่งหลังการพบเจรจา กันอย่างชื่นมื่น นายทรัมป์กับประธานาธิบดีโอบามา ได้จับมือแสดงความยินดีต่อกันด้วย ส่วนนางเมลาเนีย ทรัมป์ ว่าที่สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ได้พบพูดคุย กับนางมิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ภายในทำเนียบขาวด้วย ทั้งนี้ นายทรัมป์ได้ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ในเวลาต่อมาระบุ เขากับนายโอบามาต่างรู้สึกได้ถึงองค์ประกอบทางเคมีที่ต้องกัน เช่นเดียวกับนางเมลาเนียก็รู้สึกดีอย่างมากต่อการได้พบพูดคุยกับนางมิเชล โอบามา

วันเดียวกัน นายทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์อีกครั้ง ระบุเพิ่มเติมว่า “ผมเพิ่งประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งอย่างเสรี แต่กลับถูกบรรดา ผู้ประท้วงมืออาชีพปลุกปั่นโดยพวกสื่อมวลชนมาเดินขบวนต่อต้าน ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”

นายจอช เออร์เนสต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ในนามของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เกี่ยวกับการประท้วงว่า นายโอบามาเชื่อในสิทธิของชาวอเมริกันที่จะประท้วงนายทรัมป์ ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจำไว้ว่า ใน 1 วัน หรือ 2 วันแรกหลังการเลือกตั้ง พวกเราแบ่งข้างเป็นเดโมแครตและรีพับลิกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต่างเป็นชาวอเมริกันผู้รักชาติ นี่คือสารที่นายโอบามาหวังว่าประชาชนส่วนใหญ่จะได้ยิน

ส่วนนายทรัมป์ประกาศระหว่างไปเยือนสภาคองเกรสในวันเดียวกันว่า เรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยตามพรมแดน และการสร้างงาน คือความสำคัญ 3 อันดับแรกของตนเมื่อขึ้นกุมอำนาจในทำเนียบขาว ด้านหนังสือ พิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า นายสตีฟ แบนนอน หัวหน้าทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ คือตัวเก็งที่จะได้เป็นหัวหน้าคณะผู้ทำงานประจำทำเนียบขาวของนายทรัมป์ แต่นายเรนซ์ พรีบัส ประธานคณะกรรมการพรรครีพับลิกันแห่งชาติ ก็มีสิทธิเช่นกัน ด้านโฆษกรัฐบาลอังกฤษแถลงว่า นายทรัมป์ได้เชิญนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ไปพบปะเยี่ยมเยือนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ขณะที่นายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ อดีตผู้สมัครชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต คู่แข่งนาง ฮิลลารี คลินตัน กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ที่คนผิวขาวชนชั้นแรงงานนับล้านเลือกนายทรัมป์เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตเข้าไม่ถึงคนกลุ่มดังกล่าวอีกต่อไป ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย เดโมแครตต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ใช่มาบอกว่าเรายืนเคียงข้างชนชั้นแรงงาน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีความกล้าพอที่จะไปท้าชนกับกลุ่มนายทุนและกลุ่มตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ทั้งนี้ ตนพร้อมจะทำงานร่วมกับนายทรัมป์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนชั้นแรงงาน แต่ส่วนตัวเชื่อว่านายทรัมป์เป็นของปลอม หวังว่าตนจะเข้าใจผิดในจุดนี้ ส่วนเรื่องข้อถามว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2563 หรือไม่นั้น มีเวลาอีกตั้ง 4 ปีที่จะตัดสินใจ ตนต้องเจอการเลือกตั้ง ส.ว.ก่อนในปี 2561 ค่อยๆทำไปทีละอย่าง ไม่ตัดความเป็นไปได้อะไรทั้งสิ้น

ส่วนนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัฐบาลมีความหวังว่ายุคที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะทำความสัมพันธ์กับรัสเซียพัฒนาไปในทางดี และตนก็เห็นว่านโยบายต่างประเทศ ของนายทรัมป์มีความคล้ายคลึงกันกับนโยบายต่างประเทศของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเจรจาใดๆ ในอนาคต นอกจากนี้ จากกรณีที่มีข้อกล่าวหาจากรัฐบาลสหรัฐฯว่า รัสเซียได้เข้ามาพัวพันในการเลือกตั้งสหรัฐฯที่ผ่านมา และแฮกระบบอีเมลของพรรคเดโมแครตนั้น นายเพสคอฟยอมรับว่า ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลรัสเซียเคยติดต่อทีมหาเสียงของนายทรัมป์ในช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ติดต่อทีมหาเสียงของนางฮิลลารีเช่นกัน ถือเป็นเรื่องปกติ รัสเซียอยากรับรู้จุดยืนของสองขั้วการเมืองที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม นางโฮป ฮิคส์ โฆษกของนายทรัมป์กล่าวว่า เรื่องการติดต่อจากรัสเซียไม่เคยเกิดขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานด้วยว่า ในขณะที่สำนักโพลจำนวนมากต่างประเมินผลการเลือกตั้งครั้งนี้ผิด แต่ยังมีสำนักโพลขนาดเล็กที่ใช้วิธีการทำโพลแบบใหม่ วิเคราะห์สรุปออกมาอย่างถูกต้องว่านายทรัมป์จะชนะ อย่างสำนักโพลชื่อ “แบรนด์สอาย” จากแอฟริกาใต้ ที่ประเมินผลโพลจากข้อความส่วนตัวผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ และนำมาวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์หาค่าความพึงพอใจต่อนักการเมืองหรือสินค้าชนิดนั้นๆ จนทำให้สำนักโพลแห่งนี้ประเมินผลถูกต้อง ตั้งแต่การลงประชามติอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปมาจนถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กระทรวงการคลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลัง และให้เตรียมรับมือความผันผวนจากนโยบาย หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า เราเตรียมการมานานแล้ว ต้องไปดูว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีคนใหม่พูดถึงนโยบายหลักๆมี 4 ข้อ มีรายละเอียดปลีกย่อยพอสมควร เราเตรียมมาตรการรองรับสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะไปบังคับใครไม่ได้ ตั้งหลักมานานพอสมควรแล้วอย่าไปตกใจ ตอนนี้นโยบายยังไม่มีผลกระทบอะไรกับเรา ที่ผ่านมาไทยไม่ได้ค้าขายกับเขาแค่ประเทศเดียว เราจะไปแยกตัวจากประเทศอื่นไม่ได้ โลกมีทั้งประเทศเล็กและประเทศใหญ่ มีการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆแบบกลุ่มประเทศเพื่อเพิ่มมูลค้า ต้องดำเนินการให้สมดุลกับประเทศมหาอำนาจ รัฐบาลทำแบบนี้มาตลอด 2 ปี

นายกฯกล่าวต่อว่า อย่าไปกลัว เราต้องกล้าคิดและเตรียมการ ถ้ากลัวทุกอย่างก็แตกตื่นกันไปหมด หุ้นจะตก จะไปกลัวทำไม ต้องดูว่าเขาจะทำตามนโยบายที่พูดได้หรือเปล่า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลก มันจำเป็น แต่ไม่อยากให้คนไทยเอาทุกอย่าง จากภายนอกมาตัดสินภายใน เพราะมันจะลำบาก ไปกันไม่ได้ ต้องมองว่าวันนี้เราอยู่ตรงไหนของเขา ที่ผ่านมาทุกประเทศเป็นแบบเรามา แต่เขาเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้เราอยู่ตรงไหนของเขา ถ้าเอากติกาข้างนอกเข้ามาเล่นตรงนี้ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะไม่เข้มแข็งพอ เราต้องแก้ไขของเราว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของเขา รีบอัพเดตจะได้ต่อรองกันได้ตอนนี้ทำตรงนี้อยู่ ไปเพิ่มการรวมกลุ่มในประเทศก็เช่นเดียวกัน

อเมริกันชนยังป่วนไม่เลิก หลายเมืองรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงชัยชนะของ “โดนัลด์ ทรัมป์” อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เมืองพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน วุ่นวายหนักสุด ผู้ประท้วงหลายพันคนก่อเหตุรุนแรงเลยเถิดถึงขั้นจลาจล 12 พ.ย. 2559 00:38 12 พ.ย. 2559 03:47 ไทยรัฐ