วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มองบ้านเขาแลบ้านเรา

ปฏิกิริยาหลักจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45

ที่ปรากฏชัดเจนก็คือ คะแนนป๊อปปูล่าร์โหวตที่ออกมาปรากฏว่า “ฮิลลารี คลินตัน” เหนือกว่า “ทรัมป์” แต่คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งตรงกันข้ามคือ “ทรัมป์” ชนะ “ฮิลลารี”

ตรงนี้กระมังที่ทำให้มีการชุมนุมต่อต้านแสดงความไม่พอใจในหลายรัฐเกิดขึ้น จากฝ่ายที่สนับสนุน “ฮิลลารี” โดยเฉพาะจากคนหนุ่มคนสาวจากรั้วมหาวิทยาลัย

บางส่วนมีการระบุว่า “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของพวกเขา”

สิ่งที่ปรากฏออกมาอย่างนี้ก็เพราะคะแนนเสียงที่ออกมานั้นพบว่าคนหนุ่มคนสาวจะลงคะแนนให้ “ฮิลลารี” เป็นส่วนใหญ่

แต่คนชั้นล่าง ผู้สูงอายุ คนว่างงาน คนด้อยโอกาส คนผิวขาว คนเสียภาษีมากที่ตัดสินล่วงหน้าเลือก “ทรัมป์” มาตั้งแต่ไก่โห่

เป็นความแตกแยกทางความคิดที่ชัดเจนมากที่สุดในสังคมอเมริกาที่จะต้องเยียวยาแก้ไขกันขนานใหญ่

เมื่อภาพที่ปรากฏออกมาอย่างนี้ ด้วยความที่เป็นนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะต่างก็มีความห่วงใยและความรับผิดชอบ

ไม่ว่าจะเป็น “ทรัมป์-ฮิลลารี-โอบามา” ล้วนมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

หลังรู้ผลแพ้-ชนะต่างก็ออกมาแสดงความเห็นที่สอดรับกันคือให้ทุกฝ่ายเปลี่ยนผ่านตรงนี้ไปให้ได้ด้วยการให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจสนับสนุนการทำงานของประธานาธิบดีคนใหม่

นี่เป็นหัวใจสำคัญในความเป็น “นักการเมือง”

เป็น “มาตรฐานการเมือง” ของสหรัฐฯ ที่น่ายกย่อง

จะต้องคิดถึงชาติ-ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ชนะก็ลำพอง แพ้ก็ไม่ยอมแพ้ ผู้นำบางประเทศที่แสดงอาการไม่พอใจประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้เลือกเขา

วัดกันแค่นี้ก็พอจะมองเห็นแล้วว่า คนที่จะเป็น “นักการเมือง” หากจิตใจเป็นอย่างนี้ผลจะลงเอยอย่างไร

ความ “แตกแยก” ของประชาชนในชาติ

ผู้นำแต่ละประเทศต่างแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่อันเป็นเรื่องของมารยาทในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะสหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก

แม้ในวิสัยใจจริงจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น จากนี้ไปยังไม่มีใครคาดเดาได้ เพราะแม้แต่คนอเมริกันเองยังเห็นต่างกันอย่างนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะทำให้เบาใจได้ระดับหนึ่งก็คือ การที่ประธานาธิบดี “ปูติน” แห่งรัสเซียที่ประกาศต่อประชาคมโลกตั้งแต่วันแรกที่ “ทรัมป์” ประกาศลงสนามเลือกตั้งด้วยความยินดี

จนมีเสียงกระแหนะกระแหนจากฝ่ายตรงข้ามว่า รัสเซียกำลังเข้ามาก้าวก่ายจนถึงขั้นระบุว่า “ปูติน” สนับสนุนแทรกแซงกิจการภายใน

เมื่อ “ทรัมป์” ได้เป็นผู้นำสหรัฐฯอย่างเต็มตัว ด้วยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โอกาสที่ 2 ประเทศอำนาจที่เคยเป็นอริกันอย่างชัดเจนคงคลี่คลายไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย

มากกว่าเปิดฉากถล่มใส่กันทุกรูปแบบจนอาจนำไปสู่ศึก สงครามที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น สงครามโลกครั้งที่ 3 ที่ทำท่าจ่อรออยู่ก็สบายใจได้มากขึ้น

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยที่เคยถูกบีบคั้นกดดันก็คงไม่ต้องกังวล

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ที่รัฐบาล “โอบามา” เปิดเกมใส่มาตลอด เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนโยบายก็คงจะหายใจคล่องขึ้น

จะมีปัญหาก็ตรงที่นโยบายชาตินิยม “America First” ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจที่จะปิดกั้นการนำเข้าด้วยการเก็บภาษีมากขึ้นเพราะขณะนี้การส่งออกของไทยก็อาการหนักอยู่แล้ว

มีได้ก็ต้องมีเสีย...แต่ก็ขึ้นอยู่กับศิลปะเอาตัวรอดให้ได้ด้วยมือของเราเอง.

“สายล่อฟ้า”

11 พ.ย. 2559 10:21 11 พ.ย. 2559 10:21 ไทยรัฐ