วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ปฏิวัติเงียบ” ชูทรัมป์สู่อำนาจ

ต้านทรัมป์–กลุ่มผู้ประท้วงชูแผ่นป้ายต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หน้าศาลาเทศบาลในนครลอสแอนเจลิส หลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวอเมริกันจำนวนมาก ที่ก่อหวอดประท้วงในหลายเมือง (เอเอฟพี)

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ทำเอาทั้งกูรูและโพลทุกสำนัก “หน้าแตก” กันถ้วนทั่ว เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต ขาดลอย ทำเอาทั้งโลกงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น!

จากสถิติการเลือกตั้งหนนี้ กลุ่มผู้ชายเทคะแนนให้ทรัมป์ถึง 53% เทียบกับคลินตัน 41% และในหมู่คนผิวขาวซึ่งไปลงคะแนนมากที่สุดราว 70% ของทั้งหมด โหวตให้ทรัมป์ถึง 58% เทียบกับคลินตัน 37% เฉพาะกลุ่มสตรีผิวขาวก็โหวตให้ทรัมป์มากกว่าที่ 53% ต่อ 43% แม้ในหมู่ชนกลุ่มน้อย ทั้งฮิสแปนิก คนผิวดำ คนเอเชียน และคนหนุ่มสาวจะโหวตให้คลินตันมากกว่า แต่ก็น้อยกว่าโหวตให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในปี 2555

นั่นสะท้อนว่า “คนผิวขาว” โดยเฉพาะชนชั้นผู้ทำงานทั้งชายและหญิง คนชนบท และผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นพลังสำคัญที่อุ้มทรัมป์เข้าวิน แต่สาเหตุใหญ่จริงๆ เป็นเพราะอเมริกันชน “เบื่อหน่าย” รัฐบาลเดโมแครตของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่กุมอำนาจมา 8 ปี บวกกับโกรธเคือง “สถาบันการเมืองหลัก” ในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นพวกนักการเมืองชนชั้นสูง ซึ่งนำพาชาติไปผิดทิศทาง ไม่ได้ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น เศรษฐกิจแย่ คนว่างงานสูง อิทธิพลบนเวทีโลกก็ลดลง จนจีนและรัสเซียผงาดขึ้นทาบรัศมี

“พลังเงียบ” ของผู้ขุ่นแค้นที่รู้สึกว่าพวกตนถูกทอดทิ้งเหล่านี้เองที่เทคะแนนให้ทรัมป์!

ทรัมป์ซึ่งเป็นนักธุรกิจไม่เคยรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ยัง “คิดนอกกรอบ” วางยุทธศาสตร์หาเสียงเอง ไม่สนที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญใดๆ โดยเน้นหาเสียงสไตล์มุทะลุดุดัน ชนดะ ไม่เว้นแม้เหล่าแกนนำพรรครีพับลิกันเอง ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาโดดเด่นชัดเจนในฐานะ “คนนอก” ผู้เป็นอิสระจากสถาบันการเมืองหลักน้ำเน่า ผู้อาจสร้าง “ความเปลี่ยนแปลง” (Change) แบบขุดรากถอนโคนได้

สโลแกนหาเสียงของทรัมป์ คือ “สร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) ก็มีพลังโดนใจชาวบ้านกว่าสโลแกนพื้นๆ “เข้มแข็งขึ้นไปด้วยกัน” (Stronger Together) ของคลินตันเยอะ

แม้มีเรื่องอื้อฉาวนับไม่ถ้วน ทั้งพูดจาดูหมิ่น ลวนลามผู้หญิง ชูนโยบายขับไล่คนต่างด้าวผิดกฎหมาย สร้างกำแพงกั้นพรมแดนกับเม็กซิโก ห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศ จะล้มข้อตกลงปารีสแก้ปัญหาโลกร้อนและข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ ฯลฯ แต่ดูเหมือนชาวอเมริกันมากมายมองข้ามเรื่องแย่ๆ เหล่านี้

ทรัมป์ยังโชว์กึ๋นถึงความเป็นนักธุรกิจชั้นอ๋อง โดยใช้งบฯหาเสียงน้อยเป็นประวัติการณ์แค่ราว 270 ล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึง 5 ดอลลาร์ต่อคน ในหมู่ผู้ลงคะแนนให้เขาทั้งหมดกว่า 59 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าคลินตันเกือบครึ่ง (ราว 521 ล้านดอลลาร์) อีกทั้งใช้กลยุทธ์จุดประเด็นเผ็ดร้อนรายวัน ควบคุมโซเชียลมีเดียจนอยู่หมัด และดึงสื่อกระแสหลักให้ทำข่าวให้เขาฟรีๆ คิดเป็นเงินสูงลิบกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าคลินตันกว่า 2 เท่า ขณะที่คลินตันต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาทางทีวีมหาศาลกว่า 237 ล้านดอลลาร์ ไม่รวมค่าทีมงานหลายร้อยคนอีกกว่า 42 ล้านดอลลาร์

ส่วนคลินตันผู้คร่ำหวอดในวงการการเมืองมากว่า 30 ปี ทั้งเคยเป็น รมว.ต่างประเทศให้โอบามา งานนี้กลับกลายเป็นตัวแทน “สถาบันการเมืองเก่า” ของชนชั้นสูงไปโดยปริยาย ยิ่งคุยว่าตนมีประสบการณ์การเมืองสูงก็ยิ่งเข้าเนื้อ เพราะคนเห็นว่าอยู่มานานก็เท่านั้น ไม่มีผลงานโดดเด่นอะไร เลือกเธอก็เหมือนเลือกโอบามาอีกสมัย

สิ่งที่คนภายนอกมองว่าเป็น “จุดด้อย” ของทรัมป์ และเป็น “จุดเด่น” ของคลินตันที่ว่านี้ จึงส่งผลในทางตรงข้าม นอกเหนือจากจุดด้อยอื่นๆ ของคลินตัน รวมทั้งภาพลักษณ์เป็นคนรวย ห่างเหินคนรากหญ้า และธรรมชาติของเธอก็ไม่ใช่นักรณรงค์หาเสียงมืออาชีพ วาทะบนเวทีก็เรียบๆ ทื่อๆ บางทีดูห่างเหินเย็นชาไม่จริงใจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้แพ้โอบามาในการชิงเป็นตัวแทนพรรคไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีปี 2551 มาแล้ว

คลินตันยังมีปัญหาเรื่อง “ความน่าเชื่อถือไว้วางใจ” มาตลอด ไล่ตั้งแต่ช่วยปกป้องสามี อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในคดีอื้อฉาวคาวกาม การพูดบิดเบือนกรณีสถานกงสุลในเมืองเบงกาซีในลิเบียถูกโจมตีจนทูตสหรัฐฯ เสียชีวิตขณะเป็น รมว.ต่างประเทศ และมูลนิธิคลินตันที่ถูกกล่าวหามีผลประโยชน์ทับซ้อน

ดังนั้น เมื่อมีการเปิดโปงว่าเธอใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวแทนของรัฐบาลขณะเป็น รมว.ต่างประเทศในปี 2551-2556 เสี่ยงทำให้ความลับรัฐบาลรั่วไหล เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แม้เอฟบีไอจะเคลียร์ให้ถึง 2 รอบ แต่ภาพลักษณ์ “ขี้โกง” ยิ่งหนักขึ้น สลัดยังไงก็ไม่หลุด

ที่ชาวอเมริกันเลือกทรัมป์ อาจไม่ใช่เพราะชมชอบ แต่เป็นการ “ประท้วง” ชนชั้นสูงผู้เกาะกุมอำนาจมายาวนาน ซึ่งบางคนมองว่านี่คือ “การปฏิวัติเงียบ” โดยประชาชนผู้ถูกทอดทิ้ง!


ทีมข่าวต่างประเทศ

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ทำเอาทั้งกูรูและโพลทุกสำนัก “หน้าแตก” กันถ้วนทั่ว เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต ขาดลอย ทำเอาทั้งโลกงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น! 11 พ.ย. 2559 10:14 11 พ.ย. 2559 10:16 ไทยรัฐ