วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรงรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยทำต้นแบบให้ดู

สิ่งแวดล้อมมีความจำเป็นต่อมนุษยชาติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระเนตรเล็งการณ์ไกล วางแนวทางดูแลมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

“เพราะว่า สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่ามีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เป็นเหมือนตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น มีหวังว่าน้ำแข็งจะละลายลงทะเลและรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น”

มีพระราชวินิจฉัยสาเหตุว่า “สิ่งที่ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มมากขึ้น มาจากการเผาเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้”

พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2532 เพื่อให้ชาวไทยได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะจะทำให้เกิดมลพิษลอยขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศ ดังที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ “ภาวะเรือนกระจก”

วโรกาสเดียวกัน มีพระราชดำรัสเสริมว่า “ที่ทำให้เกิดพูดเรื่องคาร์บอน เรื่องจะร้อนจะเย็น น้ำจะท่วมไม่ท่วม เพราะว่า ถ้าเรามาศึกษาอย่างใจเย็น อย่างมีเหตุผลแล้ว ก็จะหาทางแก้ไขได้ มันจะดีกว่าที่จะมาขัดแย้งกัน แล้วเมื่อขัดแย้งกันก็มักก่อเกิดปัญหาใหม่ คือปัญหาการเดินขบวนที การประท้วงที การจราจรวุ่นวาย เป็นต้น แล้วก็ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบปวดหัว เลยไม่ต้องคิดแก้อะไร ต้องมาแก้ไขแต่สิ่งวุ่นวาย”

แนวพระราชดำริเรื่องแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรงวางแนวแก้ปัญหาทั้งระบบคือ ป่าไม้ ดิน น้ำ และชั้นบรรยากาศด้วยการ “ทำให้ดู” ดังการตั้งศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ 8,500 ไร่ เมื่อ พ.ศ.2525 และยังพิจารณาให้จัดตั้งพื้นที่ป่าขุนแม่กวงเป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาด้านต่างๆที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ

เมื่อได้ผลดีแล้วก็เผยแพร่ความรู้ให้ชาวบ้านโดยทั่วไป

ศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯนับเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ โดยใช้น้ำที่ไหลลงมาจากยอดเขามาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ด้วยการทำโครงการฝายชะลอน้ำเพื่อให้เกิดความชุ่มชื่น ทำคูน้ำระบบก้างปลาเพื่อรักษาความชุ่มชื่นในฤดูแล้ง แล้วยังนำมาใช้ในการปลูกป่าเมื่อมีความจำเป็น

ส่วนเบื้องล่างทำอ่างเก็บน้ำไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง รูปแบบเหล่านี้ล้วนเป็นแบบอย่างที่ชาวบ้านทั่วไปนำเอาไปใช้ได้อย่างแท้จริง

การปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ ทรงเน้นไม้ปลูกที่เกิดประโยชน์ ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”

นั่นคือ 1.ปลูกไม้สำหรับใช้สอย 2.ปลูกไม้ผล และ 3.ปลูกไม้สำหรับทำเชื้อเพลิง

ส่วนประโยชน์ 4 อย่างนั่นคือ ได้ไม้ใช้สอย ได้ผลไม้รับประทาน ได้ไม้สำหรับทำเชื้อเพลิง และประโยชน์ของป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ประเภทไหนก็ให้ความชุ่มชื่น ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และให้ชาวบ้านในพื้นที่ข้างเคียงได้อาศัยแหล่งน้ำทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งเพื่อการเกษตรและใช้ในชีวิตประจำวัน

หลังดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ปรากฏว่า พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้มีความชุ่มชื่นมากขึ้น ระบบนิเวศป่าไม้ดีขึ้น การระเหยและการคายน้ำลดลง พร้อมกันนั้นยังเพิ่มความชุ่มชื่นให้ป่า ทำให้ป่ามีต้นไม้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ปลูกป่าเพิ่มก็ทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ดินร่วนซุย มีผลไม้ตามฤดูกาล แม่น้ำลำธารใสสะอาด สามารถนำไปใช้ได้ในฤดูแล้ง แม้จะแล้งอย่างไร ด้วยความชุ่มชื่นของป่าก็ส่งผลให้ลำธารมีน้ำไหลตลอดปี

เกี่ยวกับโครงการปลูกป่า มิเพียงแค่ที่ห้วยฮ่องไคร้เท่านั้น หากมีแนวพระราชดำริ “ปลูกไม้อมความชื้น” ให้ชาวบ้านอีกด้วย ดังโครงการการปลูก “ป่าไม้หมู่บ้าน” ที่ต้องการให้ราษฎรมีจิตสำนึกร่วมกันในการฟื้นฟูสภาพป่า แล้วใช้ประโยชน์ร่วมกัน

วิธีการคือ เปลี่ยนระบบการปลูกป่าจากที่ราชการจ้างชาวบ้านปลูกป่า หรือเรียกว่า “หมู่บ้านป่าไม้” ที่เมื่อชาวบ้านปลูกแล้วราชการก็ถอยออกมา ทำให้เกิดปัญหาถูกทอดทิ้งมาเป็น “ป่าไม้หมู่บ้าน” ให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกและดูแลรักษาป่าเอง

ป่าไม้หมู่บ้านให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของเอง ปลูกเอง ดูแลเอง ระยะแรกๆ ราชการเพียงเข้าไปให้ความรู้ อบรม เป็นต้นว่า ให้ชาวบ้านเพาะชำกล้าด้วยตนเอง แล้วขายให้กับราชการเพื่อจะได้มีรายได้
ต่อมาชาวบ้านก็สามารถเพาะกล้าจำหน่ายได้เอง เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

การปลูกป่าเริ่มจากราชการจัดพื้นที่จัดสรรให้ชาวบ้านช่วยกันปลูก และช่วยกันดูแล ผลคือทำให้ชาวบ้านเกิดความผูกพันกับป่า เมื่อป่าไม้เจริญงอกงาม ชาวบ้านก็สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

ด้านการแก้ปัญหาดินแข็งเป็นดินดาน มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2535 ความโดยสรุปว่า ดินที่แข็งเป็นดานทำอะไรไม่ได้ หากปลูกหญ้าแฝกด้วยวิธีการที่เหมาะสม เมื่อฝนตกลงมาความชื้นก็จะอยู่บริเวณเรือนรากของหญ้าแฝก การปลูกหญ้าแฝกบริเวณที่ลาดชัน แนวหญ้าแฝกจะเปรียบเสมือนกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต จะช่วยหยุดยั้งการพังทลายของดิน ชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า สามารถเก็บตะกอนดินทำให้เกิดหน้าดินและความชื้นในดิน

เมื่อดินมีความชุ่มชื่นจะปลูกพืชผักก็ได้ ปลูกต้นไม้อะไรก็ได้

การแก้ปัญหาดินตามแนวพระราชดำริ อีกแนวทางหนึ่งคือ การแกล้งดิน สืบเนื่องจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ.2524 ทรงพบว่า ดินในพื้นที่พรุที่มีการชักน้ำออก เพื่อจะนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตร จะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ผล จึงมีพระราชดำริให้ส่วนราชการต่างๆพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่พรุที่มีน้ำแช่ขังตลอดปีให้เกิดประโยชน์ โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศด้วย

ดังนั้น จึงเกิดแนวพระราชดำริเรื่องการแกล้งดิน เพื่อการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว หรือดินเป็นกรด ในพื้นที่น้ำท่วมขังขั้นตอนคือ ระบายน้ำออก ปรับสภาพฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดินมีสภาพดีพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้

การ “แกล้งดินให้เปรี้ยว” คือทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรต์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น “แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด ”จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้

พระราชอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางแก้ไขตามแนวพระราชดำรินั้นเอื้อประโยชน์ให้พสกนิกรเป็นล้นพ้น.

11 พ.ย. 2559 10:11 11 พ.ย. 2559 10:16 ไทยรัฐ