วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดัชนีวัดความสุขจากในหลวง รวมธนบัตรรัชกาลที่ 9

ผมเพิ่งได้รับวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับเดือนพฤศจิกายน คงเป็นเล่มที่ผมต้องเก็บไว้เป็นที่ระลึกตลอดไป เพราะได้ รวมธนบัตรที่ออกใช้ในรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด 44 แบบ ไว้ในฉบับนี้ เป็นการรวมธนบัตรในรัชกาลที่ 9 ที่ครบถ้วนทั้ง ธนบัตรที่ระลึกในวาระสำคัญ ธนบัตรที่ออกใช้ในช่วงต้นรัชกาล เช่น ธนบัตรใบละ 50 สตางค์ ธนบัตรใบละ 1 บาท ที่คนรุ่นปัจจุบันอาจไม่เคยเห็น และ ธนบัตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ใครอยากเก็บ ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไว้เป็นที่ระลึก ก็ต้องเก็บหนังสือเล่มนี้ครับ

เรื่องที่ผมจะเขียนในวันเสาร์วันนี้ก็คือ “ดัชนีแห่งความสุขจากในหลวง” จากบทบรรณาธิการของวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับนี้ ที่เขียนถึง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดัชนีแห่งความสุข” ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นจริง ไม่ว่าคน องค์กร ประเทศ ถ้ารู้สึกว่ามีความพอเพียง ทุกคน ทุกองค์กร ทุกประเทศ ย่อมมีแต่ความสุข “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็น “ดัชนีวัดความสุข” อย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาเรามักพูดถึง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในแง่ของปัจเจกบุคคล แต่บทบรรณาธิการ “การเงินธนาคาร” ฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ได้ทรงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. ความพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว เป็นความพอเพียงระดับพื้นฐาน คือ มีกิน มีเงินใช้ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีงานทำ แล้วค่อยขยับฐานะขึ้นไปเรื่อยๆ

2. ความพอเพียงระดับชุมชนและองค์กร เป็นความพอเพียงที่เริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะมีคนเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น ระดับหมู่บ้านจะต้องมีถนนที่ดีในการสัญจร มีการเกษตรที่สามารถเลี้ยงตัวเองในหมู่บ้านได้ และมีเหลือพอที่จะนำไปแลกเปลี่ยนขายให้หมู่บ้านอื่นเพื่อสร้างรายได้

3.ความพอเพียงระดับประเทศ เป็นความพอเพียงที่ซับซ้อนที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกิจและวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ เช่น มีเครือข่ายถนน รถไฟ เครื่องบินทั่วประเทศที่พอเพียง เพื่อการเดินทางและการขนส่ง มีโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่พอเพียงต่อการบริโภคในประเทศ มีเหลือที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศ เพื่อหารายได้เข้าประเทศ มีระบบการเงินการลงทุนที่พอเพียง เพื่อให้ประชาชนและประเทศมั่งคั่งมั่นคงแข็งแรง เป็นต้น

ความพอเพียงของคนในระดับต่างๆก็คือ ดัชนีวัดความสุข ของแต่ละระดับนั่นเอง

คุณนวพล วิริยะกุลกิจ ก็ได้เขียนไว้ใน “การเงินธนาคาร” ฉบับนี้ถึง “บทเรียนผู้นำ 4 ประการจากพ่อของแผ่นดิน” โดยแบ่งบทเรียนของพ่อออกเป็น 4 ส่วนในวงกลมได้อย่างน่าสนใจยิ่งก็คือ “ดีแล้วต้องถูกต้องด้วย ใช้ปัญญากำกับอำนาจ มุ่งประโยชน์สุขส่วนรวมเหนือส่วนตน”

วันนี้ทุกคนอยากทำดีเพื่อพ่อ แต่เมื่อทำดีแล้ว ต้องทำให้ถูกต้องด้วย จึงจะเป็นความดี ใครมีอำนาจ ก็ต้องใช้ปัญญามากำกับอำนาจ ไม่ให้ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ ที่สำคัญที่สุดในการทำดีก็คือ ต้องมุ่งประโยชน์สุขส่วนรวมเหนือส่วนตน

ถ้าคนไทยทุกคน รวมทั้งผู้บริหารองค์กร ผู้บริหารประเทศ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการ ใช้บทเรียนผู้นำ 4 ประการที่พ่อสอนไว้ แล้วเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมเชื่อว่าแผ่นดินนี้จะมีแต่ความสงบสุขอย่างแน่นอน

วันนี้ชาวไร่ชาวนาเดือดร้อน พืชผลราคาตกต่ำ ก็เพราะละเลยการปฏิบัติตาม “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ทั้ง รัฐบาล และ ชาวไร่ชาวนา คือ ขาดความพอประมาณ ขาดเหตุผล และ ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี การแก้ปัญหาของรัฐบาล ก็แก้แบบขายผ้าเอาหน้ารอด ไม่พอเพียง และไม่ยั่งยืน ปีหน้าก็จะเจอปัญหาแบบเดิมๆอีก แล้วแก้ปัญหาแบบเดิมๆอีก ไม่จบสิ้น

ผมอยากให้รัฐบาลนำ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็น “หลักการบริหารประเทศ” และใช้ “ความพอเพียง” เป็น “ดัชนีวัดความสุขของประชาชน” แทนตัวเลขจีดีพีที่ไม่ได้สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่เลย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

11 พ.ย. 2559 10:00 11 พ.ย. 2559 10:04 ไทยรัฐ


advertisement