วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข้าวราคาเดียวเท่ากันทุกภาค ตัวแทนชาวนาเรียกร้องรัฐ

ชาวนาพิจิตรทุกข์หนักรวมตัว 300 คน ร้องศูนย์ดำรงธรรมถึงรัฐบาลช่วยด่วน โอดข้าวหอมมะลิ 105 ขายได้แค่ตันละ 6,000 บาท “อุบลศักดิ์” โวยมาตรการสินเชื่อชาวนาได้ไม่เท่ากัน เสนอเงื่อนไข 5 ข้อให้เร่งแก้ไข “ปู” ไม่สนข้อครหาดราม่าแพ็กข้าวขายช่วยชาวนาลอต2 อีก 10 ตัน อดีต ส.ส.เพื่อไทยหวั่นอุ้มแต่ราคาข้าวเมินราคาผลผลิตอื่น “วรงค์” ปลุกรัฐใช้วิถีไทยเน้นเก็บข้าวเข้ายุ้งฉางดึงราคาโรงสี “บิ๊กตู่” ติวเข้มทูตไทยกำชับกล่อมต่างชาติยอมรับความเป็นไทย ย้ำปรับตัวให้เท่าทันโลกพลิกผัน เน้นยุทธศาสตร์ปฏิรูปสู่ไทยแลนด์ 4.0

แม้รัฐบาลเร่งออกมาตรการปล่อยสินเชื่อชะลอการขายข้าวเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ โดยกันงบประมาณชะลอขายข้าวหอมมะลิ 20,000 ล้านบาท ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อีก 18,000 ล้านบาท แต่ดูเหมือนมาตรการดังกล่าวยังกระจายไม่ทั่วถึง ล่าสุดประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรแห่งประเทศไทยออกมาโวยใช้มาตรการเดียวกันกลับได้เงินสินเชื่อในราคาไม่เท่ากัน พ่วงแนะแนวทาง 5 ข้อให้เร่งปฏิบัติ

ชาวนาเดือดชุมนุมให้รัฐบาลช่วย

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพิจิตรมีกลุ่มชาวนาจาก ต.วังทรายพูน ต.หนองพระ ต.หนองปลาไหล และ ต.หนองปล้อง อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ประมาณ 300 คน ชุมนุมยื่นหนังสือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตรผ่านถึงรัฐบาลโดยระบุว่า ขณะนี้เกษตรกรทำนา อ.วังทรายพูน กว่า 2,900 ราย ประสบปัญหาอย่างแสนสาหัสด้วยราคาข้าวหอมมะลิ 105 ราคาตกต่ำมากเหลือเพียงตันละ 6,000 บาท ทำให้เกษตรกรผู้ทำนาต้องประสบภาวะขาดทุน ถ้าราคาไม่ขาดทุนต้องไม่ต่ำ กว่าตันละ 8,000 บาท จึงเรียกร้องให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ภายหลัง นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.พิจิตร มาพบกับกลุ่มชาวนาพร้อมรับหนังสือร้องทุกข์ และชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้นและความห่วงใยของทางรัฐบาล ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรด้านราคาผลผลิตให้เหมาะสมและเป็นธรรมต่อไปทำให้กลุ่มเกษตรกรพอใจและแยกย้ายกลับ โดยมี พ.ต.อ.วิริยะบัณฑิต สถิตสุวชาติ ผกก.สภ.เมืองพิจิตร พ.ต.ท.ธีระชัย ศรีบุญจันทร์ รอง ผกก. (ป.) นำกำลังตำรวจและกำลังทหาร กกล.รส.จ.พิจิตรมารักษาความสงบ

“อุบลศักดิ์” แนะใช้มาตรการเดียวกัน

ขณะที่นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ลพบุรี ถึงการแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐบาลว่า ตามมติ ครม. วันที่ 8 พ.ย. การช่วยเหลือชาวนาให้ใช้มาตรการเดียวกัน แต่ราคาไม่เท่ากัน ซึ่งตามข้อเท็จจริงชาวนาทุกคนควรจะได้ราคาเหมือนกันทุกคนทั้งภาคเหนือ ใต้ อีสาน หรือภาคกลาง เพราะต้นทุนการผลิตใช้พอกันและพื้นที่ก็คล้ายกัน อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลควรจะมีโครงการที่ถาวรและยั่งยืนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการตลาด ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ชาวนาเกือบทุกรายมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะไม่ได้ทำนามา 4 รอบ หรือ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีรายได้ ตกอยู่ในสภาพล้มละลาย บางคนแก้ปัญหาชีวิตตนเอง และครอบครัวไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตายไปหลายราย

เสนอเงื่อนไข 5 ข้อ รัฐบาลแก้ไข

ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า จากการประชุมเกษตรจังหวัดในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง 31 จังหวัด ที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมาได้มีข้อเสนอยื่นให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดังนี้คือ 1.ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัดให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเดียวกันทั้งประเทศ 2.ข้าวเปลือกเจ้าและข้าว ปทุมธานี 1 ให้รัฐบาลใช้มาตรการช่วยเหลือมาตรการเดียวกันกับข้าวหอมมะลิที่ไม่มียุ้งฉาง ในราคาตันละ 9,000 บาท 3.สำหรับเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางและไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งขายในราคาตลาดและ ข้าวทุกชนิดควรได้ค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพ ตันละ 2,000 บาท 4.ให้สนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ลดพื้นที่ทำนาปรังไร่ละ 4,000 บาท รายละ 10 ไร่ และ 5.ขอให้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานซื้อข้าวสารจากชาวนาโดยตรงเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนาและลดปริมาณข้าวเข้าสู่ตลาดส่วนหนึ่ง

“ปู” แพ็กข้าวขายช่วยชาวนาอีก 10 ตัน

วันเดียวกัน ที่บ้านซอยโยธินพัฒนา 3 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย และสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.ช่วยกันบรรจุข้าวหอมมะลิที่ซื้อจากชาวนาใส่ถุง ถุงละ 5 กิโลกรัมร่วม 10 ตัน เพื่อนำออกไปขาย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โพสต์ภาพที่กำลังบรรจุข้าวใส่ถุงและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กว่า “ขอขอบคุณจิตอาสาและชาวนาจากที่ร่วมแรงร่วมใจกันมาช่วยบรรจุข้าวใส่ถุงเพื่อเตรียมขายในวันที่ 11 พ.ย.ร่วมกับชาวนาจาก จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ จะทำให้ราคาข้าวที่ชาวนาขายเป็นราคาเดียวกับที่ขายในพื้นที่ต่างจังหวัด และในราคาที่ชาวนามีกำไรอยู่ได้ การช่วยชาวนาขายข้าวครั้งนี้ ขออนุญาตไปจัดรอบนอกกรุงเทพฯบ้าง เพราะคราวที่แล้วได้จัดในกรุงเทพฯไปแล้วกิโลกรัมละ 20 บาท จึงอยากจะขอเชิญชวนประชาชนชาว จ.สมุทรปราการและแฟนเพจ มาร่วมกันซื้อข้าวจากชาวนาในวันที่ 11 พ.ย. เวลา 16.00 น. ที่หน้าห้างอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง จ.สมุทรปราการ แล้วพบกันค่ะ”

หวั่นอุ้มแต่ราคาข้าวเมินอย่างอื่น

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่เจอปัญหาราคาตกต่ำเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในตอนนี้ แต่อยากขอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับพืชผลทางการเกษตรอื่นที่กำลังจะออกมาหลังจากนี้ ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย เพราะในปัจจุบันผลผลิตออกมายังไม่เต็มที่ ราคายังตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากผลผลิตตามฤดูกาลออกมาแล้วจะมีจำนวนมาก เกษตรกรอาจประสบปัญหาเช่นเดียวกับราคาข้าวในตอนนี้ จึงอยากให้รัฐบาลมีการเตรียมมาตรการรองรับไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าให้เป็นเหมือนปัญหาราคาข้าวที่ต้องรีบแก้ปัญหาอย่างฉุกละหุก

“วรงค์” ปลุกรัฐให้สินเชื่อยุ้งฉางยั่งยืน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “ชาวนาจะรอดได้ต้องนำยุ้งฉางกลับมา” ว่า การที่จะทำให้ชาวนารวยขึ้นมาภายใน 5 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เสนอ มีความเป็นไปได้ โดยต้องทำให้ชาวนาตั้งตัวอย่างยั่งยืนคือต้องนำวิถีการตากข้าวแล้วเก็บในยุ้งฉางกลับมาแทนที่จะให้ชาวนาเกี่ยวข้าวแล้วขายทันที แต่ปัญหาสำคัญชาวนาต้องการเงินสดเพื่อไปใช้หนี้ รัฐบาลควรมีข้อเสนอด้านการให้สินเชื่อยุ้งฉาง และควรเป็นยุ้งฉางของชาวนาของกลุ่มหรือของหมู่บ้าน โดยรัฐบาลจ่ายสินเชื่อให้ชาวนา 80-90% ของราคาที่ควรจะเป็นรวมกับเงินค่าเก็บเกี่ยวและค่ายุ้งฉาง ชาวนาจะได้เงินไปใช้จ่ายหนี้ก่อนก็ไม่เดือดร้อน การเก็บข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางจะทำให้ชาวนามีส่วนในการกำหนดว่าจะนำข้าวไปขายเมื่อไหร่ในราคาที่พอใจ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายให้ช่วยซื้อข้าวสารจากกลุ่มชาวนาหรือสหกรณ์โดยตรง ชาวนาจะมีทางเลือกว่าจะขายข้าวเปลือกหรือเอาข้าวไปสี และมีโอกาสที่โรงสีมาขอซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่เป็นธรรม จึงถึงเวลาที่ต้องปลุกเอายุ้งฉางกลับมาใช้เพื่อให้ชาวนาเป็นผู้กำหนดเวลา และราคาในการขายข้าวเปลือก

ร้อง สนช.แก้ พ.ร.บ.ยาสูบ

ที่รัฐสภา ตัวแทนสมาคมชาวไร่ยาสูบ 6 จังหวัดภาคเหนือ เครือข่ายชาวไร่ยาสูบ 5 จังหวัดภาคอีสาน และตัวแทนร้านค้าโชห่วยทั่วประเทศ นำโดยนายกฤษณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้ปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จ.เชียงใหม่ และนางวราภรณ์ นะมาตร์ ผอ.บริหารสมาคมการค้ายาสูบ ยื่นหนังสือต่อนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอให้ทบทวนแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่กำลังนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช.ในวันที่ 11 พ.ย. เนื่องจากเห็นว่าหลายมาตราที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอมา เป็นมาตรการสุดโต่ง คุกคามการประกอบอาชีพชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศ 4 หมื่นครัวเรือน โดยเคยยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหน่วยงานใดรับฟังอย่างจริงจัง จึงขอ สนช. เปิดให้ตัวแทนชาวไร่และร้านโชห่วยเข้าให้ข้อมูลในชั้นกรรมาธิการ

“บิ๊กตู่” ติวเข้มทูตเน้นความเป็นไทย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกหัวข้อ “การทูตไทย มองไกล ก้าวทันโลก” โดยมีเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการอยู่ทั่วโลก ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นวางแนวทางการทำงานด้านการต่างประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ยินดีต้อนรับทุกคนกลับสู่แผ่นดินแม่ ให้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญในการเปลี่ยน แปลงประเทศและวิสัยทัศน์ไปข้างหน้า ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก เช่นที่สหรัฐฯ ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีไทยยืนยันจะปฏิบัติตามหน้าที่และร่วมมือกับประชาคมโลกด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยทำให้ทุกประเทศยอมรับความเป็นไทยให้ได้

ย้ำปรับตัวให้เท่าทันโลกพลิกผัน

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า การประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการประชุมปกติตามวาระอย่างเป็นทางการปีละ 2 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงวิวัฒนาการประเทศไทยในทุกๆด้าน และตอบคำถามข้อซักถาม มีความเข้าใจกันดี ไม่มีปัญหาอะไร โดยมุ่งเน้นปรับรูปแบบการทำงานด้านการต่างประเทศตลอด 2 ปีกว่าถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกที่มีอยู่ทุกวัน รวมถึงประชาคมโลก แม้กระทั่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีก็มีการเปลี่ยนแปลงไป เราต้องตั้งหลักให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เตรียมการให้พร้อม เพื่อจะได้พูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่องโดยอย่าเพิ่งไปเรียกร้องอะไรให้มากนัก

อ้อนสื่อฝากดูแล “ปลัดบัวแก้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวแนะนำนางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า “ปลัดกระทรวงคนใหม่ ดูแลท่านด้วย ท่านเป็นผู้หญิง นี้แหละคือความเท่าเทียม” จากนั้นรีบตัดบทกล่าวขอบคุณสื่อ “ขอบคุณๆที่ไม่ถามคำถามที่ทำให้อารมณ์เสีย” ก่อนที่จะเดินเลี่ยงออกจากโพเดียมแถลงไปทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

เน้นปฏิรูปสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมสรุปผลงานคณะทูตไทยทั่วโลก ถือว่าบทบาทไทยเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเน้นย้ำนโยบายสำคัญในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงจะสอดแทรกการทำงานอย่างไรเพื่อให้รับกับนโยบายของรัฐบาลครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง การเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การปฏิรูปที่ชัดเจนถือมีความสำคัญ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยนายกฯเน้นย้ำในที่ประชุมว่าต้องการเดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 นำเทคโนโลยี นวัตกรรมในต่างประเทศมาเป็นองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประเทศและประชาชนให้เป็นไปตามเป้าหมาย

กกต.-ป.ป.ช.เดินหน้าปราบโกง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการสำนักงาน กกต.พร้อมด้วยนายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต.ประชุมร่วมกับนายกิตติ ลิ้มพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อหารือถึงแนวทางร่วมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ขอให้ กกต.ไปขอให้ความร่วมมือนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต และได้กำหนดกรอบการประชุม 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การแสดงเจตจำนงทางการเมืองตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2.แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 ยุทธศาสตร์ที่ 2 “ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต” 3.ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการให้พรรคการเมืองและนักการเมืองแสดงเจตจำนงอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุผลทุจริตลดลง และ 4.แนวทางแก้ไขกรณีการเมืองปฏิเสธร่วมแสดงเจตจำนงทางการเมือง

สปท.ถก ก.ม.เครื่องติดตามตัว

ที่รัฐสภา พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ โฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงภายหลังการประชุมคณะ กมธ.วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) ว่า การประชุม สปท. ในวันที่ 15 พ.ย.จะพิจารณารายงานการปฏิรูป 2 เรื่อง ที่คณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้เสนอให้แก้ไขปรับปรุง คือ 1.การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา และ 2.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยระบบการติดตามตัวโดยการใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทางยุติธรรม โดยทั้ง 2 ฉบับเกี่ยวกับการนำอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์อื่นใดมาใช้ควบคุม ตรวจสอบ จำกัดการเดินทาง บริเวณหรืออาณาเขตของบุคคล ใช้กับการกักขัง และกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย

“บิ๊กโด่ง” ย้ำ ว ปอ.ต้องหนุนกันทุกมิติ

วันเดียวกัน ที่สถาบันป้องกันประเทศ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธาน เปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)รุ่นที่ 59 โดย พล.อ.อุดมเดช กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทภาครัฐ เอกชน การเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ตอนหนึ่งว่า ความมั่นคงของชาติมีหลายมิติ ทั้งการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ ปัจจัยหลักเป็นเรื่องการเมืองความมั่นคงภายในประเทศมีความสำคัญทำให้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ เช่นรัฐบาลชุดเดิมมีปัญหาการบริหารไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยจนเกิดความสูญเสียชีวิตทรัพย์สินของประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศได้รับความร่วมมือทุกภาคส่วนขับเคลื่อนก้าวพ้นวิกฤติต่างๆเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ส่วนความมั่นคงระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อการเมืองในประเทศ ถ้านโยบายไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อความมั่นคงทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค ในห้วงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปต้องติดตามปัญหาให้ทันท่วงที ถ้าไม่ช่วยกันจะเกิดความสับสนวุ่นวายจากข่าวที่บิดเบือน การแก้ไขปัญหาต่างๆทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชนและภาคประชาชนต้องเกื้อหนุนกันในทุกมิติ

“โอ๊ค” เย้ยรู้แล้วพรรค “เห้” ร้อนตัว

อีกเรื่อง นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า วันก่อนนายพานทองแท้ ชินวัตร “โอ๊ค” บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพข้อความเตือนชาวนาระวังเจอ “เหรี้ยกระโดด” ลงนาข้าว ยังไม่ช้ำใจ ที่ปัจจุบันมี “เหรี้ยกระโดด” ลงไปถ่ายรูปในนา เสแสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจชาวนา ถัดมาอีกวันมีคนกระโดดรับออกมาสวน ไม่ดูตาม้าตาเรือ ร่ายยาว จับเรื่องนั้นชนเรื่องนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีส่วนไหนที่คุณโอ๊คไประบุถึงใคร หรือพรรคไหนอย่างชัดเจน เป็นแต่เพียงการตั้งคำถาม งานนี้ตนเลยถามคุณโอ๊คว่า เห็นอย่างไร คุณโอ๊คเลยฝากบอกว่า “ไม่เป็นไรแต่ก็รู้เลยพรรคไหน เหรี้ยร้อนตัว จบนะ” แล้วทีหลังอย่าร้อนตัวอีก จะออกมาสวนอะไรดูหน้าดูหลังให้ดีๆ

ระทึกงูเหลือมโผล่ที่ทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล เกิดเหตุการณ์ระทึก จู่ๆมีงูเหลือมยาวกว่า 2 เมตร เลื้อยออกจากใต้ท้องรถตู้ ที่มาจอดอยู่บริเวณลานจอดรถ ข้างตึกบัญชาการ 1 หลังจากส่งข้าราชการขึ้นประชุมที่ตึกบัญชาการ 1

จากนั้นเลื้อยไปที่ใต้ท้องรถโตโยต้า คัมรี สีดำ ทะเบียน 2 กผ 946 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่ง พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ 10 สร้างความแตกตื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้าราชการและผู้สื่อข่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามเสน ได้พยายามช่วยกันดึงตัวออกจากตัวเครื่องของรถ แต่ไม่สามารถนำงูออกได้ จนต้องให้เจ้าหน้าที่จากบริษัท บีควิก จำกัด มาถอดชิ้นส่วนรถยนต์บางส่วนออก จนกระทั่งเวลา 18.40 น. จึงสามารถนำงูออกมาได้

คสช.ปลดล็อกปม รปภ.จบ ม.3

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ย.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ 67/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยมีเนื้อหาสรุปว่า พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ที่ประกาศใช้ ยังมีปัญหาข้อขัดข้อง ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก คสช.จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ดังกล่าว บางประเด็น อาศัยความตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 กำหนดให้ อาทิ คุณสมบัติผู้ขออนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย จากเดิมมีข้อ 1 ระบุว่า “สำเร็จการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ” ให้เปลี่ยนเป็น “สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับที่ใช้อยู่ในขณะที่สำเร็จการศึกษา” กรณีนายกฯหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเห็นสมควรให้มีการเปลี่ยนแปลงอาจเสนอให้ คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ชาวนาพิจิตรทุกข์หนักรวมตัว 300 คน ร้องศูนย์ดำรงธรรมถึงรัฐบาลช่วยด่วน โอดข้าวหอมมะลิ 105 ขายได้แค่ตันละ 6,000 บาท “อุบลศักดิ์” โวยมาตรการสินเชื่อชาวนาได้ไม่เท่ากัน เสนอเงื่อนไข 5 ข้อให้เร่งแก้ไข 11 พ.ย. 2559 07:16 11 พ.ย. 2559 07:16 ไทยรัฐ