วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มุมมองทรีนีตี้!!

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 10 พ.ย.59 ปิดที่ 1,514.26 จุด เพิ่มขึ้น 4.83 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 77,437.06 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,046.08 ล้านบาท

“ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่าหลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 คาดว่าระยะสั้นตลาดหุ้นและค่าเงินของประเทศเกิดใหม่จะปรับตัว Underperform ประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐฯ

แต่ข้อได้เปรียบของตลาดหุ้นไทยคือการที่นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยในระดับที่ต่ำมากแล้ว ไม่ว่าจะพิจารณาทั้งในระยะสั้น กลาง หรือยาว ดังนั้น ประเมิน Downside ของดัชนีจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในประเทศ เนื่องจากเพียงแค่การขายของต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีนัยสำคัญเท่ากับแรงขายจากนักลงทุนในประเทศแบบพร้อมเพรียงกัน

ประเมิน Downside ของดัชนีในช่วงที่เหลือของปีนี้อยู่ที่ 1,430-1,450 จุด หากดัชนีลงไประดับนี้จริง มองเป็นจุดเพิ่มน้ำหนักการลงทุนที่สำคัญ โดยมองว่าหุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มกลับมา Underperform ตลาดไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากคาดการณ์กระแส Fund flow คงจะไม่ได้ไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญแล้ว และยังมีปัจจัยกดดัน Fund flow ที่รออยู่ได้แก่ความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

สำหรับแรงซื้อกองทุน LTF-RMF ในช่วงสุดท้ายของปีนั้นมองว่าคงไม่มีผลกระทบต่อดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการของนักลงทุนที่อาจลดลงจากระยะเวลาการถือครองที่นานมากขึ้นและระดับ Valuation ของตลาดที่สูง รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันอาจเก็บเงินสดไว้บางส่วนเพื่อรองรับการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดอายุในต้นปีหน้า

สำหรับผู้ที่มีหุ้นอยู่ในระดับสูง ต้องลดพอร์ตลงมาบางส่วน โดยเลือกขายหุ้นใหญ่ก่อน และแนะรอจังหวะดัชนีย่อตัวลงมาก่อน จึงค่อยเข้าสะสมหุ้นรอบใหม่ มองกรอบแนวรับที่น่าสนใจอยู่ที่ 1,450 จุด

คาดหุ้นขนาดกลาง–เล็กจะกลับมา Outperform ตลาดอีกครั้ง โดยมองธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะผันผวนน้อยกว่าตลาด เช่น BPP, GPSC, TPCH, กลุ่มก่อสร้าง เช่น SEAFCO และกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก CLMV เช่น ALT, GL!!

อินเด็กซ์ 51

10 พ.ย. 2559 23:36 10 พ.ย. 2559 23:40 ไทยรัฐ