วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โดนัลด์ ทรัมป์ ทำเต็มร้อยโลกพินาศแน่ ค.ศ.2018 ปีชี้ชะตา

เมื่อ strong together พ่าย make american great again บน ผืนแผ่นดินแห่งเสรีภาพ และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่

ผลที่ตามจึงเกิด...

not my president

….เหตุใด สุภาพสตรี ที่ว่ากันว่า หากจะมีผู้หญิงคนใดในสหรัฐอเมริกา ที่จะสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ได้นั่งบัลลังก์ทำเนียบขาวเป็นคนแรก สุภาพสตรีผู้นั้น จะต้องเป็น...

ฮิลลารี รอดดัม คลินตัน เธอผู้นี้เท่านั้น!

สตรี...ผู้ยอมกลืนเลือด ถึงขนาดข่มใจอยู่กินฉันสามีภรรยาต่อไป กับ สามีผู้มักมาก สร้างเรื่องอื้อฉาว กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งทำเนียบขาว เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ภรรยาผู้แสนดี และครอบครัวที่แสนจะรักใคร่กัน รวมไปจนกระทั่งถึง การยอมเสียเวลารอถึง 8 ปี แถมในจำนวนนี้ ยอมย่อกายมาเป็นลูกน้อง คู่แข่งคนสำคัญที่ดับฝันเธอ ขึ้นชิงเก้าอี้ผู้นำที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ว่า หากเธอยอมแพ้ นายบารัค โอบามา ในการคัดเลือกผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรคเดโมแครต ที่แสนยืดยื้อและยาวนาน ในปี ค.ศ.2008 เธอก็จะได้รับ ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯเป็นการตอบแทน ซึ่งแม้จะทำให้เสียเวลาไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้รับมา ระหว่างปี ค.ศ.2009-2013 ก็คือ เธอ จะได้เฉิดฉายให้สปอร์ตไลท์ทุกดวงในโลก จับจ้องมาที่เธอ เวลาตระเวนไปตามประเทศต่างๆ กว่า 112 ประเทศ รวมระยะทางเกือบ 1 ล้าน ไมล์ เพื่อพบ บรรดาคนเด่นคนดังจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อบ่มเพาะให้เป็น ผู้ที่แสนจะคู่ควรเสียเหลือเกิน สำหรับการได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯคนต่อไป

ฮิลลารี รอดดัม คลินตัน ทำมาหมดแล้ว เพื่อเป้าหมายเดียวที่ต้องการ

ผู้หญิงคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ ภราดรภาพ และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่

หากแต่....สิ่งที่เธอรอคอยมาตลอดชีวิต และน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว ก็กลับพังทลายลงต่อหน้าต่อตา แพ้แม้กระทั่ง...คู่แข่งที่อ่อนด้อยกว่าทางการเมือง ชนิดไม่น่าจะเทียบได้ แม้แต่กระทั่ง เงาของเธอ …แถมยังมีบุคลิกที่ทำให้คนกว่าครึ่งโลก รู้สึก…หวาดหวั่นในท่าที

โดนัลด์ ทรัมป์

ตัวแทนของความสุดโต่ง ขวาจัด ผู้ที่กล้าพูด ในสิ่งที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ อยากจะพูด แต่บางคนทำได้เพียงพูดในใจ เพราะเกรงว่าหาก พูดออกไปดังๆ อาจจะทำให้ตัวเองดู “เขลาเกินไป” และ “เห็นแก่ตัว”

276 ต่อ 218 คือ ตัวเลข ที่ ฮิลลารี รอดดัม คลินตัน คงต้องจดจำไปตลอดทั้งชีวิต เพราะมันคือ ตัวเลขที่ทำลายล้าง ทุกความเชื่อมั่นที่มีในตัวเองไปทั้งหมด ลงอย่างสิ้นเชิง!

เหตุใด strong together ถึงพ่ายแพ้ make american great again?

เหตุใด สุภาพสตรี ผู้ทรงภูมิปัญญา และเจนจบเทพยุทธทางการเมือง จึงพ่ายแพ้ให้กับ ลุงบ้านนอก เพลย์บอยปากพล่อยแถมหัวรุนแรง แบบหมดรูป?

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะค้นหาทุกๆ คำตอบเหล่านั้น มาย่อยสลายให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ได้พิจารณา ผ่านทัศนะของ รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดการเมืองแดนลุงแซม

วิเคราะห์ลงลึก อะไรที่ทำให้ ฮิลลารี แพ้ ทรัมป์ ชนะ?

“ส่วนตัวผม คิดว่า ง่ายๆ เลย คนอเมริกันชื่นชอบนโยบาย ของ ทรัมป์ ก็เลย เลือก ทรัมป์ แค่นั้นคือจบ!”

จากนั้น นายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย ได้วิเคราะห์ลงไปถึงประเด็นคำถามนี้ต่อไปว่า ...ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง น่าจะอยู่ที่ ฮิลลารี ยังคงพูดนโยบายเรื่องเดิมๆ ไม่ต่างจาก 8 ปี ที่ผ่านมา ที่ เดโมแครต ครองทำเนียบขาว นอกจากนี้ ความพยายามสื่อสารของ ฮิลลารี ยังล้มเหลว ตรงที่ไม่สามารถสื่อให้คนระดับรากหญ้าเข้าใจได้มากนัก คือ พูดง่าย ๆ ยังพูดเชิงวิชาการที่ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม

“แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เธอยังไม่สามารถสร้างภาพให้คนอเมริกัน เชื่อได้ว่า มีบารมี มากพอที่จะเป็น ประธานาธิบดี เพื่อนำพาประเทศสหรัฐอเมริกาได้”

ผิดแผก ไปจาก ทรัมป์ ที่พูดอะไรเข้าใจได้ง่าย และมันตรงใจกับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ที่กำลังทนทุกข์จากปัญหาเศรษฐกิจ ภายใต้การนำรัฐนาวา ของ เดโมแครต มานานถึง 8 ปี ซึ่งแทบไม่มีอะไรดีขึ้น เหมือนดั่งที่ นายบารัค โอบามา ได้หาเสียงเอาไว้

เหตุใด คนอเมริกัน ถึง ไม่ชอบ ทั้ง ฮิลลารี และทรัมป์?

“เบื่อการเมือง” คน อเมริกัน กำลัง “เบื่อนักการเมือง” รศ.ดร.ประภัสสร์ ใช้นำเสียงละเหี่ยใจในการตอบคำถามนี้ ก่อนกล่าวต่อไปว่า

นั่นเป็นเพราะ 8 ปี ที่ผ่านมา ภายใต้นักการเมือง ไม่สามารถทำให้สหรัฐอเมริกาดีขึ้นได้ พอ ฮิลลารี ที่มาสืบทอด ต่อจาก โอบามา ก็กลับไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย ไม่ได้มีบารมีมากพอ หรือ อย่างน้อยที่สุด ควรจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ฉะนั้น คนอเมริกัน จึงไม่ชอบ เธอ

ส่วนถามว่าเหตุใดถึง เกลียด ทรัมป์ นั่นก็เพราะนโยบายหาเสียงของเค้า มันสุดโต่งมากเกินไป ชนชั้นที่มีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา จึงมองว่า ทรัมป์ กำลังจะเข้ามาทำให้ประเทศปั่นป่วน เกิดไปทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ขึ้นมาจริงๆ

“ฉะนั้นโดยสรุป จริงๆ คือ ทั้ง 2 คน ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ อเมริกันชน เอาเสียเลย”

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อถึงคราวต้องเลือก จากตัวเลือกที่มีอยู่เพียงแค่นี้ การโผไปหา สิ่งที่คนอเมริกันคิดว่า อย่างน้อยที่สุดก็ยังจะทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จึงเกิดขึ้น

ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ทำให้ เกิดเหตุการณ์ ผลการเลือกตั้งช็อกชาวโลก

กุญแจสำคัญ น่าจะอยู่ที่ กลุ่มคนผิวขาวขวาจัด และชนชั้นกรรมาชีพ ที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างหนัก จากนโยบายเปิดเสรี ของ เดโมแครต

แสดงว่า 8 ปี ของ บารัค โอบามา สหรัฐอเมริกา ยัง CHANGE ไม่พอ?

เอากันจริง ๆ ผมว่า ......... มันไม่เห็นจะ CHANGE อะไรเลยนะ!

แล้วที่สำคัญ ไอ้ที่บอกว่า CHANGE นั่นล่ะ เป็นการ CHANGE ที่ผิดทางเสียด้วยซ้ำไป เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา เล่นไปเปิดเสรีนิยมทุกอย่าง ยอม ประเทศจีน ยอม ประเทศพันธมิตร ยอม ให้แรงงานเถื่อนเข้ามาแย่งงานคนในชาติตัวเอง แถมยังจะให้สัญชาติกับเค้าเสียอีก ด้วยเหตุนี้ คนอเมริกันรากหญ้า จึงเกิดความรู้สึกว่า ....รับไม่ได้ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอย่างหนักแน่น

OBAMACARE ไม่ใช่ ประชานิยม เอาใจรากหญ้า ชาวมะกัน หรอกหรือ?

OBAMACARE (นโยบายประกันสุขภาพ) ส่วนตัวมองว่า มันทำให้คะแนนเดโมแครต ในสายตาชาวรากหญ้า ดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แถมยังทำให้ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีเอาเสียด้วยว่า การนำงบประมาณจำนวนมหาศาลไปใส่ในโครงการนี้ ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ย่ำแย่ลงไปอีก

อะไรจะเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกา เมื่อ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ขึ้น นั่งบัลลังก์

“ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณ จากคนอเมริกันในเวลานี้ ว่า พวกเค้ากำลังคิดอะไรกันอยู่ ฉะนั้น ผลการเลือกตั้งที่ช็อกโลกนี้จึงเท่ากับ สิ่งที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดในระหว่างการหาเสียง ก็คือ สิ่งที่ คนอเมริกัน กำลังคิด อยู่ ณ ​เวลานี้”

นั่นก็คือ สหรัฐอเมริกา กำลังจะมีนโยบายใหม่ นั่นก็คือ การสร้างกำแพงล้อมตัวเอง กางกั้นทั้งคน เงินทุน และภาษี เพื่อโดดเดี่ยวตัวเอง

ซึ่งหาก ประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้จริงแบบที่พูดและหาเสียง…..จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ครั้งมโหฬารในประวัติศาสตร์ของประเทศพญาอินทรี และจะมีผลกระทบต่อโลก อย่างมากมายมหาศาล

ทั้งนี้ทั้งนั้น .....ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิ่งที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเอาชนะใจคนอเมริกัน มันเริ่มต้นมาจาก การมองว่า สหรัฐอเมริกา กำลังเสื่อมโทรมลงในทุกๆ ด้าน ไม่ว่า จะเป็น ทั้งเศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงานจำนวนมาก สังคมก็แย่ โครงสร้างพื้นฐานก็เสื่อมโทรม ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเพราะ มีการเปิดเสรีและเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านเค้า มากเกินไป พูดง่ายๆ คือ ….

“เล่นไปเปิดประตูให้ชาวบ้านเค้าไปหมด ในขณะที่ ชาวบ้านเค้ากลับปิดประตูไม่ให้ตัวเองเข้าไป นอกจากนี้ การทุ่มเทงบประมาณทางการทหารจำนวนมากถึง 7 แสนล้านเหรียญต่อปี ไปเที่ยวช่วยชาวบ้านเค้าทั่วไปหมด จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวและซ้ำร้ายสหรัฐอเมริกา ไม่ได้อะไรขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้ มันตรงกับที่คนอเมริกันบางคน มองว่า นี่คือการเอาเปรียบ สหรัฐอเมริกา อย่างยิ่ง”

พูดง่ายๆ คือ ทรัมป์ โทษว่าสาเหตุที่ทำให้อเมริกาตกต่ำ มาจาก ภายนอก ทั้งหมด

ฉะนั้น เพื่อให้แคมเปญ make american great again เป็นจริงได้ จึงต้องจัดการ ปัญหา ภายนอก ที่ว่านั่นให้ได้ทั้งหมด

แล้ว ปัญหาภายนอก ที่ ท่านผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ หมายจะจัดการให้ได้ มีอะไรบ้างล่ะ?

เอากันง่ายๆ เลย ก็คือ ทรัมป์ จะ “ปิดประเทศ” ยกเลิกเขตการค้าเสรีทั้งหมด จะไม่ส่งเสริมให้บริษัทสัญชาติสหรัฐฯไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาลงทุนในประเทศตัวเอง โดยหวังให้เกิดการจ้างงาน คนอเมริกันจะได้มีงานทำ นอกจากนี้ อาจเลยไปถึงการทำสงครามการค้า กับ ประเทศ ที่ผู้นำคนที่ 45 ของ สหรัฐฯ มองว่า เอาเปรียบ เช่น ประเทศจีน ที่ ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า และบ่มเพาะปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของชาวมะกัน มาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ บรรดาประเทศพันธมิตร ด้านความมั่นคงต่างๆ จะต้องช่วยเหลือตัวเอง เรื่องงบประมาณด้านการทหาร โดยที่สหรัฐฯ จะไม่ช่วยโอบอุ้มอีกต่อไป และที่น่าจะเป็นประเด็นมากที่สุดก็คือ จะมีทั้งการขับไล่แรงงานเถื่อนและผู้อพยพ ออกนอกประเทศ รวมถึง การสร้างกำแพงล้อมประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ เข้ามาทำมาหากินในดินแดนแห่งเสรีภาพ อีกต่อไป

แบบนี้ก็ได้หรือ? ว่าแต่…ท่านว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ จะทำได้จริงสักกี่เปอร์เซ็นต์?

มันก็ตอบยากนะ!....รศ.ดร.ประภัสสร์ ทอดเวลาสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า ....แต่ส่วนตัวคิดหยาบๆ เอาไว้ว่า ทรัมป์ น่าจะทำได้สักครึ่งหนึ่ง หรือ 50 เปอร์เซ็นต์ ของที่ได้หาเสียงไว้ เพราะขืนทำทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับ ประเทศสหรัฐอเมริกา จะฆ่าตัวตาย ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้ หรือ จะไม่ทำเสียเลย 0 เปอร์เซ็นต์ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมิเช่นนั้น คนอเมริกัน ก็คงไม่ต้องไปเลือก ทรัมป์ ไปเลือก เสาไฟฟ้า แทนก็ได้

ทำครึ่งหนึ่งเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำอย่างไร?

ก็อย่างเช่น แทนที่จะสุดโต่งถึงขนาด ปิดประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ค้าขายกับใครเลย ก็มาเป็น เปิดประตูแง้มๆ ค้าขายกับประเทศอื่นๆ อยู่บ้าง เพียงแต่...สหรัฐฯ จะมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ จะเคี่ยวมากขึ้นเวลาทำการค้ากับชาวบ้าน เพื่อบีบคั้นประเทศคู่ค้าให้ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ มากขึ้นๆ เป็นต้น

หรือ ด้าน นโยบายด้านความมั่น ที่สุดโต่ง ถึงขนาด จะถอนทหารที่ประจำการอยู่ในต่างประเทศทั้งหมดและไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นใดๆ เลย แบบนั้น ก็คงไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะขืนทำแบบนั้นจริง ดุลอำนาจในโลกก็คงเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่ง ประเทศแบบสหรัฐอเมริกา ที่ยึดติดกับภาพลักษณ์มหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก คงยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งในประเด็นนี้ หากทำเพียงสัก 50 เปอร์เซ็นต์ ของที่หาเสียงไว้ ก็น่าจะออกมาในรูปที่ว่า สหรัฐฯ คงจะไปบีบให้บรรดาประเทศพันธมิตร ด้านความมั่นคงต่างๆ ช่วยกัน ลงขันเรื่องงบประมาณ สำหรับการดูแลตัวเองให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ปิดประเทศ เห็นแก่ตัวมากขึ้น ใครจะยอมคบกับ สหรัฐอเมริกา ต่อไปล่ะ?

.....มีแน่นอน! รศ.ดร.ประภัสสร์ ตอบเสียงดังฟังชัดอย่างมั่นใจ

...เพราะทุกประเทศในโลกนี้ อย่างไรเสียก็ต้องจำยอม งอนง้อ สหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในแง่ของความมั่นคง ในทวีปเอเชีย หากประเทศในภูมิภาคนี้ เกิดไปขัดใจกับ ประเทศจีน โดยไม่มี สหรัฐอเมริกา จะทำอย่างไร? หรือ อย่างในทวีปยุโรป หากไม่มี พี่เบิ้มอย่างสหรัฐค้ำจุน ใครจะกล้าไป งัดข้อ กับ รัสเซีย แบบนี้เป็นต้น

เป็นไปได้ไหม ทรัมป์ จะกลายเป็นต้นแบบเทรนด์โลก ประโยชน์ของประเทศตัวเองต้องมาก่อน

โมเดล America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ที่ ทรัมป์ ใช้จนประสบความสำเร็จ น่าจะกลายเป็น เทรนด์ของชาติตะวันตก ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากจำได้ การที่ชาวอังกฤษ ลงประชามติ ขอถอนตัวออกจาก สหภาพยุโรป หรือ อียู ก็เริ่มต้นมาจากแนวคิด มองโลกในแง่ร้าย ที่ว่า ชนชาติอื่นกำลังเข้ามาแย่งงานของตัวเอง รวมทั้งมี บางส่วน ที่หวังเข้ามาก่อความไม่สงบด้วย

4 ปี ภายใต้การกุมบังเหียนสหรัฐอเมริกา ของ โดนัลด์ ทรัมป์ โลกจะต้องเผชิญอะไร?

หาก ทรัมป์ ทำตามที่หาเสียงไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ โลกพินาศแน่ หรือ หากมองในแง่โลกสวย ทำเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ แค่นั้น โลกก็น่าจะวุ่นวายแล้ว โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ คงจะเพิ่มขึ้นเยอะ ซึ่งคงจะเป็นทิศทางที่ไม่ดีนักของโลกเราเท่าไหร่

“ซึ่งประเด็นนี้ เอากันจริงๆ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2018 เป็นต้นไป ทรัมป์ จะมีการเดินหน้าตามนโยบายเต็มสูบ นั่นแหล่ะ ที่คนทั้งโลกจะต้องจับตามองชนิดห้ามกะพริบตา”

สุภาพสตรีอเมริกันคนต่อไป ที่เก่งมากพอ จะขึ้นท้าชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไป?

คอนโดริซา ไรซ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในสมัย ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีและโดดเด่นมากพอ

นโยบายสุดโต่ง ของ ผู้นำคนที่ 45 แห่ง สหรัฐอเมริกา ที่ชาวโลกต้องติดตามใกล้ชิด

การแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศ

ทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ

ถอนสหรัฐอเมริกา ออกจากข้อตกลง หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership) ที่ประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ชิลี เม็กซิโก เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม

ตั้งกำแพงภาษีทางการค้า 45% กับประเทศจีน หากยังดื้อดึงไม่ยินยอม เปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ตัดราคาเพื่อขจัดคู่แข่ง

ขึ้นภาษี 35% กับ บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่มีการไล่คนงาน หรือ เคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศและนำสินค้ากลับมาขายในสหรัฐอเมริกา

การแก้ไขปัญหาผู้อพยพ

ทุ่มเงิน 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างกำแพงล้อมชายแดนระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก
เนรเทศ ผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเข้ามาก่อปัญหาอาชญกรรม
ลงโทษจำคุก ผู้ที่ทำผิดกฎหมายเข้าเมืองซ้ำซาก
เพิ่มมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับ ผู้ที่จะเข้ามาขอลี้ภัย หรือ เข้ามาเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา
ยุติการออกวีซ่าแก่ผู้ที่มาจากประเทศที่มีการคัดกรองไม่ดีพอ

นโยบายต่างประเทศ

ทบทวนข้อตกลงที่ทำไว้ กับ กลุ่มสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต
ถอนทหารออกจากทวีปยุโรป และเอเชีย รวมไปจนกระทั่งถึง ญี่ปุน และเกาหลีใต้ หากบรรดาประเทศพันธมิตร ยังไม่เพิ่มเงินลงขันร่วมกับสหรัฐฯ สำหรับการสร้างมั่นคงในภูมิภาค
ทำลายล้างกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ในอิรัก และซีเรีย ให้สิ้นซาก

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการว่างงาน

ใช้เวลา 100 วัน ในการทำงานร่วมกับสภาคองเกรส เพื่อเร่งหามาตรการเพิ่มการจ้างงาน
เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เติบโต ให้ได้ร้อยละ 4 ต่อปี
สร้างตำแหน่งงานใหม่อย่างน้อย 25 ล้านตำแหน่ง จากการลดภาษีครั้งมโหฬาร
เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 10 ปี

การแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข

ยกเลิก หรือ แทนที่ นโยบายประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ โอบามาแคร์

การปฏิรูปด้านการเมือง

แก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการจำกัดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของสมาชิกในสภาคองเกรส
ยับยั้งการจ้างลูกจ้างของรัฐบาลกลางในทุกตำแหน่ง และจำกัดการจ้างล็อบบี้ยิสต์ รวมถึง การห้ามจ้างล็อบบี้ยิสต์จากต่างประเทศ เพื่อให้เข้ามาระดมเงินช่วงการเลือกตั้งในสหรัฐฯ

เมื่อ strong together พ่าย make american great again บน ผืนแผ่นดินแห่งเสรีภาพ และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ผลที่ตามจึงเกิด... not my president 10 พ.ย. 2559 16:16 12 พ.ย. 2559 05:44 ไทยรัฐ