วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัพเกรดทั้งระบบ โค้ช - ผู้ตัดสิน - แฟนบอล

การพัฒนาฟุตบอลของประเทศไทยอย่างเข้มแข็ง ยั่งยืนทั้งระบบที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยกองแข่งขันกีฬาอาชีพ วาดฝันที่จะต่อยอดให้เป็นโครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ยังมีองค์ประกอบต่างๆอีกบานตะเกียงที่ต้องมาร่ายกันต่อ ดังนี้

ในด้านของ การพัฒนาผู้ตัดสินและผู้ฝึกสอน สถานการณ์ของไทยและต่างประเทศ : เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าทิศทางของรูปแบบการพัฒนา รูปแบบการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศนั้น ได้รับอิทธิพลจากผู้ฝึกสอนภายในประเทศนั้นๆ อาทิ ทีมชาติประเทศเยอรมนีในอดีตเน้นสรีระของผู้เล่นมาก โดยฝึกให้มีความอดทนสูง ดังจะสะท้อนให้เห็นจากความแข็งแกร่งของนักเตะ แต่ในปัจจุบันผู้ฝึกสอน โดยเฉพาะผู้ฝึกสอนระดับเยาวชนทีมชาติจะเน้นด้านเทคนิคและความสามารถของผู้เล่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อนักฟุตบอลเยาวชนรุ่นใหม่ ทีมชาติรุ่นใหม่ที่มีทักษะและพรสวรรค์สูงในการเล่น

ด้านจำนวนผู้ฝึกสอน โดยเฉพาะที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของฟีฟ่า ก็มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาเยาวชนระดับประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น เน้นการฝึกสอนโดยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับสมาคมฟุตบอลท้องถิ่นทั่วประเทศ ทำการฝึกสอนเยาวชนภายในศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งชาติทั่วประเทศ ซึ่งใช้จำนวนผู้ฝึกสอนที่ได้รับมาตรฐานกว่า 1,000 คน

นอกจากนี้ บุคลากรอื่นที่สำคัญคือ ผู้ตัดสิน ก็เป็นอีกปัจจัยหลักในการยกระดับมาตรฐานของเกมการแข่งขันทุกระดับ ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น แต่ละประเทศจะมีจำนวนผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งพิจารณาจากอันดับของทีมชาติ และความแข็งแรงของลีกแต่ละประเทศนั้นๆ เช่น เกาหลี มี 7+9 หมายถึง จำนวนผู้ตัดสิน บวก จำนวนผู้ช่วยผู้ตัดสิน

ประเทศที่มีจำนวนผู้ตัดสินฟีฟ่าสูงสุดคืออังกฤษ คือ จำนวน 8+10 ส่วนเอเชีย ประเทศที่มีจำนวนผู้ตัดสินฟีฟ่าสูงสุด คือ ญี่ปุ่น เกาหลี อิหร่าน ซึ่งมีจำนวนผู้ตัดสิน 7+9 ส่วนประเทศไทยนั้น มีจำนวนผู้ตัดสินฟีฟ่าคือ 6+8

นอกจากนี้ ผู้ตัดสินที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการของเอเอฟซี หรือสูงกว่า ต้องทำการสอบเป็นผู้ตัดสินระดับอิลิต โดยมีวิธีการสอบเอเอฟซีคือ จะสอบคัดเลือกเฉพาะผู้ตัดสินเท่านั้น ส่วนผู้ช่วยผู้ตัดสินไม่ต้องเข้าสอบ แต่จะได้ขึ้นทะเบียนตามจำนวนผู้ตัดสินที่สอบผ่าน เช่น หากมีผู้ตัดสิน 1 คน สามารถส่งผู้ช่วยขึ้น เป็นระดับอิลิตได้ 2 คน หรือหากมีผู้ตัดสิน 2 คน ก็สามารถส่งผู้ช่วยขึ้นเป็นระดับอิลิตได้ 4 คน ซึ่งจำนวนผู้ช่วยระดับอิลิตของแต่ละประเทศนั้น จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเอเอฟซีอีกครั้งว่าจะให้โควตาเป็นจำนวนเท่าใด

ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้ตัดสิน และจำนวนผู้ช่วยผู้ตัดสินระดับอิลิตของแต่ละประเทศ 1.เกาหลี ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 7+9 เป็นระดับอิลิต 6+8 2.ญี่ปุ่น ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 7+9 เป็นระดับอิลิต 6+8 3.อิหร่าน ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 7+9 เป็นระดับอิลิต 5+7 4.จีน ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 6+8 เป็นระดับอิลิต 3+5 5.สิงคโปร์ ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 5+6 เป็นระดับอิลิต 3+5 6.มาเลเซีย ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 5+7 เป็นระดับอิลิต 4+6 7.ไทย ผู้ตัดสินฟีฟ่าจำนวน 6+8 เป็นระดับอิลิต 1+3

ในปัจจุบันผู้ตัดสินระดับอิลิตของประเทศไทยยังไม่เคยมีโอกาสลงทำหน้าที่ในเกมการแข่งขันระดับเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ศรีลังกา มีผู้ตัดสินที่ได้ทำหน้าที่ในเกมระดับดังกล่าวแล้ว ซึ่งข้อสังเกตที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานของผู้ตัดสินไทยคือ ประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมฟุตบอลและมาตรฐานฟุตบอลที่ต่ำกว่าประเทศไทย แต่กลับมีการพัฒนาผู้ตัดสินที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แผนระยะสั้น (ภายในปี พ.ศ.2559):การสร้างและเตรียมผู้ตัดสินรวมถึงผู้ฝึกสอน ให้เพียงพอต่อการแข่งขันฟุตบอลทุกระดับรุ่นอายุ โดยเปิดหลักสูตรเร่งรัดให้กับบุคลากรที่มีอยู่ รวมถึงการบริหารการจัดสรรบุคลากรที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ในการวางแผนการสร้างผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอนในอนาคต มีดัชนีชี้วัด คือผู้ฝึกสอนผ่านการอบรมระดับซี-ไลเซนส์ เพิ่มเติมจำนวน 50 คน ในปี พ.ศ.2559 จัดทำโครงสร้างและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อจัดตั้งสถาบันผู้ตัดสินขึ้น และให้เป็นแหล่งผลิต พัฒนาและเสริมความสามารถ ภายในปี พ.ศ.2559 จัดหลักสูตรอบรมหรือประชุมผู้ตัดสินเร่งรัด เพื่อรองรับการแข่งขัน จำนวนผู้ตัดสินเพียงพอต่อการแข่งขันทุกระดับรุ่นอายุ

แผนระยะกลาง (ภายในปี พ.ศ.2561):การจัดการแข่งขันที่ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตามแผนการจัดการแข่งขันจะส่งผลให้เกิดการปรับตัว อาทิ ภาคเอกชนสนใจโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขัน การตื่นตัว และการรับรู้ถึงการแข่งขันซึ่งส่งผลต่อความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากหลายภาคส่วน ซึ่งสโมสรฟุตบอลอาชีพเองจะต้องเตรียมตัวพร้อมแผนการรองรับสิ่งที่จะตามมา ดังนั้น การให้ความรู้ การคัดสรร บุคลากร การปรับโครงสร้างการบริหาร ฯลฯ นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรองรับการพัฒนาในอนาคต รวมถึงการริเริ่มการจัดตั้งสถาบันผู้ตัดสิน (Referree Academy) อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างและผลักดันให้เกิดผู้ตัดสินมืออาชีพ และส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร โดยเฉพาะผู้ฝึกสอนในทุกระดับอายุให้มีมาตรฐานระดับเอเอฟซี โค้ชชิ่ง ไลเซนส์ (AFC Coaching License)

นอกจากนี้ จำต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ระดับมาตรฐานเอเอฟซี คลับไลเซนส์มีดัชนีชี้วัดคือทุกสโมสรไม่ว่าจะเป็นระดับลีกภูมิภาค ลีกดิวิชั่น 1 และระดับไทยพรีเมียร์ลีก ผ่านมาตรฐานเอเอฟซี คลับ ไลเซนซิงส์ ทุกสโมสรมีผู้ฝึกสอนที่ดูแล และบริหารทีมเยาวชนที่ได้มาตรฐานเอเอฟซี ไลเซนส์ มีผู้ตัดสินอาชีพระดับฟีฟ่า และระดับอีลิต อย่างน้อย 10 คน

ด้านการพัฒนาวัฒนธรรมการชมการเชียร์ เพื่อลดความรุนแรง แผนระยะสั้น (ภายในปี พ.ศ.2559): การกระตุ้นชุมชนให้รับทราบถึงการแข่งขัน รวมถึงการกระตุ้นระดับแฟนคลับถึงแฟนคลับ เพื่อเป็นการเริ่มต้นในการวางรากฐานความผูกพันระหว่างสโมสรและฐานแฟนคลับที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลดความรุนแรงในการชมและเชียร์ อีกทั้งการสร้างและปลูกฝังทัศนคติการชมเชียร์อย่างสร้างสรรค์ สร้างคุณธรรมและจริยธรรมที่เห็นได้ชัดให้กับแฟนบอล พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมหรือมีความรู้สึกร่วม ระหว่างนักฟุตบอล สโมสร และชุมชน เพื่อปลูกฝังและสร้างรากฐานให้ประชาชน รวมถึงแฟนบอลรักในกีฬาและความสามัคคี มีดัชนีชี้วัด คือจำนวนแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันทุกนัดอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดกลุ่มแฟนคลับฟุตบอลเยาวชนขึ้น โดยอาจเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มแฟนคลับเดิม

แผนระยะกลาง (ภายในปี พ.ศ.2561):ร่วมการรณรงค์รวมถึงการสร้างระเบียบวินัย และมารยาทในการชมเชียร์ มีดัชนีชี้วัด คือจำนวนแฟนฟุตบอลเข้าชมการแข่งขันเพิ่มขึ้นในแต่ละปี อัตราการเกิดความรุนแรงลดน้อยลงมีข้อจำกัดความของมารยาทในการชมการเชียร์ที่ยอมรับที่มาจากการปลูกฝัง

ด้านการจัดตั้งศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งชาติ สถานการณ์ของไทยและต่างประเทศ : ประเทศเยอรมนีนั้น เป็นประเทศที่มีความโดดเด่น ในการสร้างมาตรฐานเยาวชนอย่างยิ่งและเป็นที่ยอมรับในวงการฟุตบอลอย่างกว้างขวาง จนกรณีตัวอย่างดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “เยอรมัน โมเดล” ว่าเป็นรูปแบบการสร้างเยาวชนทดแทนหรือสร้างเยาวชนทางเลือกให้กับระดับทีมชาติ

โดยภาครัฐและสมาคมฟุตบอล (DFB) ได้ร่วมมือกับลีกสูงสุดของเยอรมนี คือ ลีกบุนเดสลีกา และบุนเดสลีกา 2 และสโมสรท้องถิ่น หรือสมาคมกีฬาท้องถิ่น จัดตั้ง “ศูนย์ฝึกเยาวชน” รวมทั้งสิ้น 366 ศูนย์ฝึกทั่วประเทศ และจัดจ้างผู้ฝึกสอนที่ได้รับไลเซนส์กว่า 1,000 คน และมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 14,000 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 11-15 ปี โดยใช้หลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการแข่งขันที่ทางศูนย์ฝึกดำเนินการเองอย่างต่อเนื่องอีกกว่า 29 รายการแข่งขัน โดยมีหลักการที่สำคัญคือการคัดเลือกเยาวชนพร้อมฝึกสอนและป้อนเข้าสู่สโมสร และสู่ทีมชาติต่อไป ซึ่งผลประโยชน์ทางตรงคือการสร้างนักฟุตบอลทางเลือกให้มากขึ้นเพื่อทดแทนนักฟุตบอลจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งอัตราการประสบความสำเร็จก็มากขึ้นด้วย

จากการร่วมสร้างศูนย์ฝึกเยาวชนทั่วประเทศแล้ว ประเทศเยอรมนียังจัดตั้งศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งชาติขึ้น (Center of Excellent) ในปี ค.ศ.2002 โดยคัดเลือกเยาวชนจากศูนย์ฝึกเยาวชนด้วยระบบแมวมอง หรือ “สเกาต์” โดยเน้นเรื่องความสามารถเฉพาะตัว และการฝึกสู่ความเป็นเลิศในด้านฟุตบอล

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งชาติ รวมถึงระบบการคัดเลือกด้วยระบบแมวมอง และระบบการให้ทุนอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้นักกีฬาทางเลือก หรือนักกีฬาเพื่อทดแทนจากรุ่นสู่รุ่น มีไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมฟุตบอลทั้งระบบ

แผนระยะสั้น (ภายในปี พ.ศ.2559) : การสร้างหลักสูตรการพัฒนาเยาวชนระดับหัวกะทิเพื่อรองรับการคัดสรรเยาวชนที่มาจากการแข่งขัน ซึ่งหลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตร 1-5 ปี เพื่อส่งเสริมการก้าวเข้าสู่ระบบฟุตบอลอาชีพของนักกีฬาในอนาคต การจัดตั้งศูนย์เยาวชนแห่งชาติ โดยใช้ศูนย์ฝึกของ กกท. ที่มีอยู่ในแต่ละภาค (5 ภาค) เป็นศูนย์การฝึกเยาวชน รวมถึงได้วางรูปแบบการบริหาร รูปแบบการคัดสรรเยาวชน และแนวทางการพัฒนาระยะกลางและยาว มีดัชนีชี้วัด คือหลักสูตรการพัฒนาเยาวชนที่มีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก กกท.รับรอง จัดทำโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน จัดทำโครงสร้างและรูปแบบ รวมถึงมาตรฐานการคัดสรรเยาวชน นักกีฬาเยาวชนแต่ละรุ่นอายุในการแข่งขันรอบภูมิภาค ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ 1-10 คน ของแต่ละภูมิภาค (5 ภูมิภาค) รวมกับนักกีฬาเพิ่มเติมอีก 5-10 คน ในการแข่งขัน รอบแชมเปียนชิพถึงรอบสุดท้าย

แผนระยะกลาง (ภายในปี พ.ศ.2561) : ยุวชนและเยาวชนที่ผ่านการคัดสรรและได้รับการฟูมฟักต้องมีเวทีในการแสดงออก หรือได้รับโอกาสในการแข่งขันหรือแสดงความสามารถ เพื่อก้าวสู่การคัดนักเตะเยาวชนทีมชาติในรุ่นต่างๆ มีดัชนีชี้วัด คือจัดตั้งศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งชาติ 5 ภูมิภาค นักกีฬาเยาวชนแต่ละรุ่นอายุในการแข่งขันรอบภูมิภาค ได้รับคัดเลือกตั้งแต่ 1-10 คน ของแต่ละภูมิภาค ทั้งหมด 5 ภูมิภาค รวมกับนักกีฬาเพิ่มเติมอีก 5-10 คน ในการแข่งขันรอบแชมเปียนชิพถึงรอบสุดท้าย นักเตะยุวชน เยาวชน ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ทีมชาติรุ่นต่างๆ ไม่น้อยกว่า 10 คน ต่อรุ่นอายุ

ด้านการตรวจสอบการล็อกผลการแข่งขัน สถานการณ์ของไทยและต่างประเทศ : การล็อกผลกีฬานั้นมีอายุยาวนานพอๆกับการพนันกีฬาเอง เป็นปัญหาที่ทั่วโลกเห็นถึงความสำคัญเร่งด่วน ตัวอย่างเช่น ยูฟ่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างชัดเจน และได้ถูกกล่าวโดย มร.มิเชล พลาตินี ในสภาแห่งยุโรปว่า “มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกต่อต้านการโกงในกีฬาฟุตบอลอย่างจริงจัง รวมถึงการสนับสนุนความร่วมมือกันอย่างขาดไม่ได้ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานทางด้านกีฬา”

อีกทั้งยังได้มีการศึกษาอย่างชัดเจนจากมหาวิทยาลัยซัลฟอร์ด ถึงมูลค่าที่หมุนเวียนในการล็อกผลว่า ในเกมการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ นั้นมีเงินหมุนเวียนที่เกี่ยวเนื่องกับการล็อกผลการแข่งขันกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และสำหรับภูมิภาคเอเชียนั้น มูลค่าที่หมุนเวียนในการล็อกผลการแข่งขัน เฉลี่ย 4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 1.1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

ซึ่งแน่นอนสำหรับประเทศไทยซึ่งอุตสาหกรรมฟุตบอลได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นที่จับตาของนักพนันหลายๆแห่ง การป้องกัน ป้องปราม และการลดความรุนแรงของการล็อกผลการแข่งขันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

แผนระยะสั้น (ภายในปี พ.ศ. 2559) : การคัดสรรความร่วมมือระดับนานาชาติที่ได้มาตรฐาน และได้รับการยอมรับระดับสากลเป็นสิ่งที่จำเป็นควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการตรวจจับการทุจริต โดยการวางบทข้อบังคับหรือบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อการดำเนินการในอนาคต และหลังจากที่มีหน่วยงานในการตรวจที่ชัดเจน รวมถึงบทกำหนด บทลงโทษ พร้อมการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการในฤดูกาลก่อนๆแล้ว การบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ มีส่วนสำคัญในการลดการทุจริตการแข่งขัน มีดัชนีชี้วัด คือกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน คัดสรรหน่วยงานระดับสากลเพื่อตรวจจับการทุจริตการแข่งขัน รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2559 เพื่อให้เป็นกรณีศึกษา หรือจัดทำจดหมายแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการกรณีความผิดชัดเจน

แผนระยะกลาง (ภายในปี พ.ศ.2561) : การรวบรวมข้อมูล อาทิ กรณีตัวอย่างของการทุจริตการแข่งขันสามารถนำมาจัดทำเป็นหนังสือเพื่อให้ศึกษาถึงองค์ประกอบการทุจริต เพื่อการลด ป้องปราม การทุจริตที่จะเกิดขึ้นมีดัชนีชี้วัด คืออัตราการทุจริตการแข่งขันลดลงตามข้อมูลเชิงสถิติของหน่วยงาน ที่ กกท.ร่วมดำเนินการ มีวิธีการป้องปรามการทุจริตการแข่งขันที่ชัดเจน

ด้านผลความสำเร็จระดับชาติ ดัชนีชี้วัด คือนักกีฬาเยาวชนจะมีอายุเฉลี่ย 19 ปี โดยทำการแข่งขันและได้โควตาเข้าเอเอฟซี เอเชียนคัพ ในปี 2019 ทีมชาติไทยจะได้รับอันดับฟีฟ่า (FIFA World Ranking) 1-50 ในปี 2023 ในปี 2026 จะมีนักเตะที่เคยผ่านการเเข่งขันลีกเยาวชนแห่งชาติเล่นตามลีกสำคัญๆ ดังนี้ มีนักเตะเล่นในลีกยุโรป 3-5 คน มีนักเตะเล่นลีกชั้นนำของเอเชีย 15-20 คน มีนักเตะเล่นลีกในประเทศ คือ ระดับไทยพรีเมียร์ประมาณ 360 คน ระดับดิวิชั่น 1 จำนวน 320 คน ระดับดิวิชั่น 2 จำนวน 2,000 คน ภายในปี ค.ศ.2022 จะมีนักเตะที่ผ่านการแข่งขันลีกเยาวชนแห่งชาติเข้าสู่ระบบการแข่งขันลีกอาชีพและพร้อมคัดเลือกนักบอลทีมชาติ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี จำนวนกว่า 25,000 คน

สำหรับสถานที่ดำเนินการ ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 5 ภาค ภาค 1 จังหวัดชลบุรี ภาค 2 จังหวัด สุพรรณบุรี ภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา ภาค 4 จังหวัดสงขลา และภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัด 76 จังหวัด สนามแข่งขันของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ดิวิชั่น 2 ดิวิชั่น 1 และไทยพรีเมียร์ลีก ระยะเวลาดำเนินการ เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2559

และผลที่คาดว่าจะได้รับ สามารถเฟ้นหาดาวรุ่งของวงการฟุตบอลที่มีทักษะและความสามารถมาติดทีมชาติ ปลูกฝังความมีวินัยให้กับนักกีฬาตั้งแต่เป็นเยาวชน พัฒนาประสบการณ์ให้กับนักฟุตบอลตั้งแต่เป็นเยาวชนสร้างแรงจูงใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพิ่มตัวเลือกนักฟุตบอลทีมชาติที่มีคุณภาพในทุกรุ่นอายุ สร้างและพัฒนาผู้ตัดสินระดับเยาวชน สร้างและพัฒนาผู้ฝึกสอนระดับซี–ไลเซนส์ สร้างและพัฒนาบุคลากรกีฬา

ขณะเดียวกัน ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยจะต้องได้แชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ และเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในทุกครั้งที่ลงแข่งขัน ก่อนจะต่อยอดไปได้แชมป์ฟุตบอลเอเชียนเกมส์ ภายในปี 2026 แชมป์เอเชียนคัพ ในปีถัดมา 2027

และสุดท้ายทำความฝันของคนทั้งชาติให้เป็นความจริง ด้วยการตีตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2026

ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายของ “ทีมฟุตบอลชาติไทย” ที่ทุกคนอยากจะเห็นสักครั้งในชีวิต!!!

การพัฒนาฟุตบอลของประเทศไทยอย่างเข้มแข็ง ยั่งยืนทั้งระบบที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยกองแข่งขันกีฬาอาชีพ วาดฝันที่จะต่อยอดให้เป็นโครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” 10 พ.ย. 2559 11:41 10 พ.ย. 2559 11:47 ไทยรัฐ