วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดตำนานทุ่งลานนา โรงเรียนที่เกิดจากพระราชดำริในหลวงรัชกาล 9

“หากไม่มีพระราชดำริจากในหลวง ร.9 ให้จัดตั้งโรงเรียนในวันนั้น ก็คงไม่มีมัธยมของชุมชน...ราชดำริ ในวันนี้” นายนพคุณ ทรงชาติ อดีตครูใหญ่โรงเรียนราชดำริคนแรก

เป็นที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของปวงชนไทยอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยและตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะทรงถือว่า “การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตมนุษย์” ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด และทุรกันดารมากถึงเพียงใด แต่เมื่อไรที่พสกนิกรยังคงใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยาก ลำบาก ก็มิอาจรอดพ้นสายพระเนตรพระองค์ท่านไปได้

เปิดประวัติ ก่อนจะเป็นมัธยมของชุมชน...ราชดำริ

“โรงเรียนราชดำริ” อีกหนึ่งสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเปิดโอกาสให้เด็กในชุมชน ที่ลำบากยากไร้ ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอพาย้อนกลับไปในวันที่ในหลวง ร.9 มีพระราชดำริ จัดตั้งสถานศึกษาแห่งนี้ขึ้นมา เหตุการณ์วันนั้นเป็นอย่างไร พระองค์ทรงเห็นอะไร และตรัสว่าอย่างไร ใครยังพอจำได้อยู่บ้าง? วันนี้ ทีมข่าวฯ ได้เชื้อเชิญผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาร่วมบอกเล่าถึงความเป็นมา ก่อนเป็นโรงเรียนราชดำริอย่างเช่นวันนี้ ...

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ มาทรงตัดลูกนิมิตอุโบสถวัดทุ่งลานนา แขวงดอกไม้ เขตประเวศ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของเจ้าอาวาสในขณะนั้น ซึ่งหลังจากที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านศาสนาเสร็จแล้ว พระองค์ท่านพระราชทานวโรกาสให้พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ แสดงความจงรักภักดี

เมื่อตรัสถามถึงทุกข์สุข จากชาวบ้านในชุมชน ก็ได้ทรงทราบว่า เยาวชนในตำบลนี้ ส่วนใหญ่มีการศึกษาค่อนข้างต่ำ และไม่มีโอกาสได้เรียนถึงขั้นระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชดำริให้พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งลานนา และกรรมการวัด รับภาระดำเนินการ

หลังจากนั้น พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งลานนา และกรรมการวัด ก็ได้มีการกระจายข่าวไปยังชุมชนทุ่งลานนา เพื่อหาผู้บริจาคที่ดิน สร้างเป็นสถานศึกษาแห่งใหม่ของชุมชน

กระทั่ง มีผู้สละที่ดินส่วนตน บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนมัธยมของชุมชน ได้แก่ นายขุนทอง-นางฉะอ้อน บุญมาเลิศ บริจาคที่ดิน จำนวน 8 ไร่ นางสมถวิล มีสายทอง บริจาคที่ดิน จำนวน 4 ไร่ และนางลิป ปานเถื่อน บริจาคที่ดิน จำนวน 71 ตารางวา ทำให้มีที่ดินทั้งหมด 12 ไร่ 71 ตารางวา ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการสร้างสถานศึกษา

โดยขณะนั้น นายชิต-นางพิศ สว่างเนตร ซึ่งได้ประสงค์จะบริจาคที่ดิน จำนวน 6 ไร่ 55 ตารางวา ให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2 อยู่แล้ว ก่อนที่จะมีการตั้งโรงเรียนราชดำริขึ้น เมื่อคุณหญิงบุญเลื่อน เครือตราชู (ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมขณะนั้น) ได้ทราบเรื่องว่าจะมีการก่อสร้างโรงเรียนราชดำริ ตามคำบอกเล่าของคณะกรรมการวัด จึงได้ไปขอความกรุณาใช้ที่ดินส่วนนี้ เพราะตั้งอยู่ใกล้สถานที่ก่อสร้าง กระทั่ง นายชิต-นางพิศ สว่างเนตร ก็ยินดีโอนที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ใช้ในราชการโรงเรียนราชดำริได้ จึงทำให้ที่ดินของโรงเรียนราชดำริ เพิ่มเป็น 18 ไร่ 55 ตารางวา

หลังจากนั้น ทางกรรมการวัดจึงได้ประสานงานติดต่อกับ กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งนี้ ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2518 โดยคณะกรรมการวัดและผู้บริจาคที่ดิน ได้ลงมติเอกฉันท์ว่า ควรให้ชื่อว่า “โรงเรียนราชดำริ” เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในหลวง ร.9 มีพระราชดำริจัดตั้งมัธยมของชุมชน...ราชดำริ ตรัสผ่าน พระครูเนกขัมมคุณาจารย์

ทั้งนี้ เพื่อได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ ในหลวง ร.9 ว่า เหตุการณ์วันที่พระองค์เสด็จฯ มาวัดทุ่งลานนา พระองค์ตรัสกับ พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ ว่าอย่างไรบ้าง เหตุใดถึงได้มีชาวบ้านยอมสละที่ดินทำกิน น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินสร้างสถานศึกษาในทันที

เป็นโชคดีของทีมข่าวฯ ที่ได้มีโอกาสพบกับ พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งลานนา ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ และเป็นบุคคลเดียวที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรัสเรื่องการสร้างโรงเรียนแห่งนี้อย่างใกล้ชิด

ภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัดทุ่งลานนา 'พระครูเนกขัมมคุณาจารย์' ยังคงมีสีหน้าแช่มชื่น สดใส สุขภาพพลานามัยภายนอกดูแข็งแรง แม้จะมีอายุมากถึง 89 ปีแล้ว แต่ก็ทราบจากลูกศิษย์เจ้าอาวาสว่า หลวงพ่อค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ดังนั้น การสนทนากับท่าน ลูกศิษย์จะขอทำหน้าที่สอบถามแทนผู้สื่อข่าว

“เมื่อครั้งที่ในหลวงเสด็จฯ มา พระองค์ท่านมีรับสั่งว่าอย่างไรบ้าง พอจำได้ไหม” ลูกศิษย์ตะโกนข้างหูซ้าย

พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ ท่านนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้ว...พยักหน้าตอบรับว่า "จำได้"

ทีมข่าวฯ และคณะครูโรงเรียนราชดำริ มองหน้ากันด้วยสีหน้าตื่นเต้น และรอฟังคำบอกเล่าจากปาก พระครูเนกขัมมคุณาจารย์

ผ่านไปเกือบ 10 นาที พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ ยังคงนึกย้อนถึงความทรงจำในวันนั้น ภายในกุฏิเงียบสนิท ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ กระทั่ง ลูกศิษย์เห็นว่า หลวงพ่อนิ่งเงียบไปพักใหญ่ จึงตัดสินใจตะโกนถามไปอีกครั้ง

ประมาณ 10 นาทีผ่านไป พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ เริ่มมีอาการเหนื่อยจากการนึกย้อนความหลัง ซึ่งถือเป็นที่น่าเสียดายมากที่พวกเราไม่ได้มีส่วนรับรู้ถึงเหตุการณ์สุดประทับใจในวันนั้น เนื่องจากหลวงพ่อมีอายุมากแล้ว อาจทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวฯ ก็ยังได้พูดคุยกับอีกหนึ่งท่าน ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วยเช่นกัน นายอินตา จันทร์ถา เล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปในช่วงบ่ายของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ว่า วันนั้นมีพสกนิกรชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนวัดทุ่งลานนา มารอรับเสด็จนับพันคน ตนก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สำหรับเรื่องพระราชดำริให้สร้างสถานศึกษาขึ้นมาในชุมชนนั้น พระองค์ท่านได้รับสั่งกับ พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งก็ไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไรบ้าง

“แต่ภาพที่เห็นคือ ในหลวงตรัสกับพระครูเนกขัมมคุณาจารย์ อย่างใกล้ชิดมาก ผมรับรู้ได้ถึงอากัปกิริยาของ พระครูเนกขัมมคุณาจารย์ ที่ดูตื่นเต้น มือไม้สั่น และคงปลื้มปีติที่สุดในชีวิต”

“หลังจาก ในหลวงเสด็จฯ กลับไป พระครูเนกขัมมคุณาจารย์บอกเล่าให้ฟังในทำนองว่า ในหลวงทอดพระเนตรเห็นความยากลำบากของราษฎรในชุมชน และตรัสว่า พื้นที่ทิวทัศน์ข้างวัดนั้น น่าจะเหมาะสมเป็นโรงเรียน ให้ทางวัดไปดำเนินการจัดตั้งเป็นโรงเรียนมัธยม เพื่อให้ลูกหลานชาวบ้านในพื้นที่ได้มีโอกาสทางการศึกษา จึงรับสั่งให้เจ้าอาวาสรับภาระดำเนินการต่อ” นายอินตา เผยจากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาสวัดทุ่งลานนา

ลูก-หลาน ผู้บริจาคที่ดิน ปลื้มที่สุดในชีวิต ที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษสละที่ทำกินสนองพระราชดำริในหลวง

นอกจากนี้ บุคคลสำคัญที่มีส่วนให้เกิดสถานศึกษาแห่งนี้ขึ้นมา ก็คือ ผู้บริจาคที่ดินทุกท่าน แม้ว่าวันนี้เราจะไม่มีโอกาสได้พูดคุย ถามไถ่ถึงเหตุผลที่ยอมสละที่ดินทำกิน บริจาคเป็นโรงเรียนราชดำริแห่งนี้ เนื่องจากทราบจากลูกหลานว่า ทุกท่านได้เสียชีวิตหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวก็มีโอกาสได้ฟังคำบอกเล่าจากปาก ลูก-หลาน ของหนึ่งในผู้บริจาคที่ดิน นางศรีสุข เทียมอุดม (บุญมาเลิศ) เล่าถึงความภูมิใจที่ครั้งหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน เพื่อสนองพระราชดำริของในหลวง ร.9 ว่า คงไม่สามารถตอบแทนเหตุผลเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ทราบว่าเมื่อพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นถึงความยากลำบากและโอกาสในการรับการศึกษาของเด็กในชุมชนค่อนข้างน้อย และได้ตรัสผ่านเจ้าอาวาสว่า อยากให้มีโรงเรียนมัธยมศึกษาเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ พ่อขุนทองและแม่ฉะอ้อนก็ตัดสินใจบริจาคที่ดินส่วนตน จำนวน 8 ไร่ทันที โดยไม่คิดหวงใดๆ เพราะลูกหลานชาวบ้านในชุมชนก็ได้รับโอกาสเรียนด้วย

น.ส.จรูญทรัพย์ เทียนอุดม หลานสาวของนายขุนทอง-นางฉะอ้อน บุญมาเลิศ เล่าเสริมด้วยว่า สมัยเด็ก ครั้งที่ไปนอนเฝ้าคุณยาย ยายมักจะเล่าถึงความปลื้มปีติให้ฟังอยู่เสมอว่า ยายและตาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายโฉนดที่ดิน เพื่อสนองพระราชดำริของในหลวงด้วย

“เมื่อครั้งที่ พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในชุมชนทุ่งลานนา พระองค์ทรงพระดำเนินลุยท้องนา ลุยดินโคลน พระบาทของพระองค์ทรงเหยียบย่ำลงไปในท้องนาตลอดทุกย่างก้าว โดยไม่มีบ่น เพียงแต่ทรงแสดงความเป็นห่วงถึงชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ว่า ชาวบ้านคงต้องใช้ชีวิตกันยากลำบาก จะเดินทางไปไหนมาไหนก็คงลำบากแย่” น.ส.จรูญทรัพย์ กล่าวถึงคำบอกเล่าของตาและยาย

หลังจากเกิดเป็นโรงเรียนมัธยมของชุมชนแห่งนี้ เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ในสมัยนั้นด้วยความที่สภาพโรงเรียนยังค่อนข้างทุรกันดาร ไม่มีอาคารเรียน สภาพโรงเรียนยังมีเพียงท้องนาและป่าเท่านั้น นายนพคุณ ทรงชาติ มาดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่คนแรก บอกเล่าถึงความรู้สึกในวันนั้นว่า “วันแรกที่เข้ามารับหน้าที่ครูใหญ่ รู้อยู่แล้วว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเมื่อได้เห็นสภาพโรงเรียนวันแรก แทบคิดไม่ออกเหมือนกันว่า เรามาทำอะไรที่นี่ ภาพเด็กๆ นับร้อยชีวิตนั่งมองหน้าผมด้วยแววตาใสซื่อ รับรู้ได้ถึงการรอคอยโอกาสวันนี้ ผมจึงตัดสินใจพาเด็กไปเรียนใต้ศาลาวัดเป็นการชั่วคราว”

กระทั่ง ในช่วงปลายปี 2518 นางสาวสุวรรณา เอมประดิษฐ์ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการอย่างเป็นทางการ จนได้ชื่อว่าเป็นผู้อำนวยการบุกเบิกโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บ้านพักครู และบ้านพักภารโรง ซึ่งได้มีโอกาสพัฒนาโรงเรียนไปพร้อมกับการสอนหนังสือในสมัยนั้น

“ช่วงแรกๆ ที่เข้ามารับภาระหน้าที่นี้ ยอมรับว่า รู้สึกท้อ และอยากถอย เนื่องจากถนนหนทาง และโรงเรียนแห่งนี้ยังเป็นเพียงท้องทุ่งนาและป่า แต่เมื่อทราบถึงประวัติความเป็นมาของสถานศึกษาแห่งนี้ แม้จะเป็นความยากลำบาก แต่ก็เป็นความปลื้มปีติและภูมิใจที่สุด ที่ได้มีโอกาสรับหน้าที่สำคัญ ได้มาสนองพระราชดำริของในหลวง ร.9 ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเหลือแล้ว” ผอ.โรงเรียนราชดำริคนที่ 1 กล่าวพร้อมกับพนมมือแนบอก

มาถึงวันนี้ ระยะเวลา 41 ปี ที่เหล่าคณาจารย์และนักเรียนได้ร่วมกันสนองพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และดูแลรักษามัธยมของชุมชนแห่งนี้มาตลอด นายมนตรี รัตนพจน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนราชดำริ กล่าวด้วยว่า แม้ ณ วันนี้ พระองค์ท่านได้จากปวงชนชาวไทยไปแล้ว แต่ทางโรงเรียนก็จะเดินตามรอยพระองค์ จะให้โอกาสเด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษา และจะปลูกฝังให้นักเรียนทุกคนได้รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า หากไม่มีพระราชดำริของในหลวง ร.9 ก็คงไม่มีโรงเรียนมัธยมแห่งนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ มีพระราชดำริจัดตั้งสถานศึกษาสำหรับเยาวชนในท้องถิ่นนี้ เป็นเหตุให้โรงเรียนแห่งนี้ได้นามอันเป็นมงคลว่า “โรงเรียนราชดำริ” ควรที่เราทั้งหลายอันประกอบด้วยครู อาจารย์ นักเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งมวล จะได้สำนึกและปฏิบัติให้สมควรตามภาระหน้าที่ของตน เพื่อให้เกิดประโยชน์อันแท้จริง สนองพระราชดำรินั้น

“หากไม่มีพระราชดำริจากในหลวง ร.9 ให้จัดตั้งโรงเรียนในวันนั้น ก็คงไม่มีมัธยมของชุมชน...ราชดำริ ในวันนี้” นายนพคุณ ทรงชาติ อดีตครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชดำริ 9 พ.ย. 2559 14:02 11 พ.ย. 2559 10:43 ไทยรัฐ