วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทูลเกล้าฯรธน. นายกฯลงนาม ตามเวลา9พ.ย.

รบ.อุ้มสุดซอย ‘ข้าวเจ้า-ปทุม1’ ทุ่ม‘1.8หมื่นล.’

รัฐบาลปูพรมมาตรการฝนตกทั่วฟ้า ล่าสุด ครม.เห็นชอบอุ้มราคาข้าวเจ้าหอมปทุม 1 ปีผลิต 59/60 ตามมติ นบข.ข้าวเปลือกเจ้าได้ตันละ 10,500 บาท ปทุมธานี 1 ได้ตันละ 11,300 บาท ตั้งวงเงินดำเนินการกว่า 1.8 หมื่นล้าน ตามด้วยแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ กำหนดราคารับซื้อข้าวโพด 8 บาทต่อ กก. พร้อมจำกัดนำเข้าข้าวสาลี “บิ๊กตู่” สั่งคลังดูแลบรรเทาหนี้ชาวนา ยึดพระราโชบายสอนให้หาปลา กรมส่งเสริมสหกรณ์จุดแคมเปญ “สหกรณ์ช่วยชาวนา” ตั้งกองคาราวานกระจายทั่วไทย “โอ๊ค” กร้าวจัดหนัก “เห้กระโดด” ร้ายกว่าเพลี้ย “วรงค์” โต้ลิ่วล้อยิ่งแก้ยิ่งเข้าตัว “ปู” รับซื้อข้าวหอมอุบลฯขายคน กทม.เพิ่ม “บิ๊กตู่” ลงนามร่าง รธน.ใหม่แล้ว รอนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย “วิษณุ” ยันอยู่ในกำหนดเวลา “เสรี” ทำหมันข้อเสนอขึ้นค่าตอบแทนนักการเมือง “สมพงษ์” เสียงอ่อยยอมเก็บลงลิ้นชัก

รัฐบาลเดินมาตรการฝนตกทั่วฟ้า หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ล่าสุดที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2559/2560 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวเจ้า และข้าวปทุมธานี 1

“บิ๊กตู่” สั่งคลังบรรเทาหนี้ชาวนา

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการช่วยเหลือปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ว่าวันนี้ได้เพิ่มเติมมาตรการให้ชัดเจนมากขึ้น ต้องทำให้ครบทุกจังหวัดเพื่อให้การช่วยเหลือทั่วถึง ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวหอมปทุม เดิมมี 23 จังหวัด แจ้งในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) แล้ว มาตรการช่วยเหลือชาวนาทั้งระบบรัฐบาลทำมาต่อเนื่อง วันนี้สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องหนี้สินชาวนาว่าจะทำอย่างไร ต้องมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินการคลังด้วย เราจะใช้เงินในลักษณะแก้ปัญหาปลายเหตุ หรือบรรเทาหนี้สินที่มีจำนวนมากในคราวเดียว ทำไม่ได้ จะทำให้อย่างอื่นวุ่นวายไปด้วย แต่ก็เห็นใจพี่น้องชาวนาทุกคน

หนุนสหกรณ์ผลิต-สี-ขายเอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ายินดีวันนี้คือเกิดความร่วมมือมากมาย โดยเฉพาะในภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า บริษัทต่างๆช่วยรับซื้อข้าวขาวเพิ่มเติมมากกว่า 600 ตัน ถือเป็นความร่วมมือแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวนา หากสามารถทำได้อย่างยั่งยืนจะดี จะได้สอดคล้องกับเรื่องสหกรณ์ ที่จะผลิตและสีข้าวกันเอง ต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ รวมแล้วมีด้วยกัน 3 ส่วน หากจะขายข้าวกันแบบทุกวันนี้คงไม่เพียงพอ เพราะได้ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ เว้นแต่จะทำให้เข้มแข็งขึ้นได้ ส่วนสหกรณ์ที่มีกว่า 3,000 แห่งต้องเข้มแข็งกว่านี้ ที่ผ่านมามีปัญหาต้องเข้าไปฟื้นฟู เราตรวจสอบมาตลอด ถ้าสามารถสร้างความเข้มแข็งโดยสีข้าวเองได้ จะเป็นโรงสีของสหกรณ์การเกษตร บวกกับโรงสีภาคเอกชน นำไปสู่การบริโภคในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ กลไกมีเยอะ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง

ราคาข้าวโพดตกต่ำเป็นคิวต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ยังหารือถึงปัญหาราคาข้าวโพด กำลังหามาตรการที่เหมาะสม โดยสัปดาห์หน้าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง เพราะต้องพูดถึงเรื่องโควตาต่างๆด้วย ราคาข้าวโพดที่ตกต่ำมีผลต่อผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ด้วย ต้องดูให้ครบทุกมาตรการทุกปัจจัย ทั้งภายในและภายนอก ประเด็นสำคัญคือได้รับความร่วมมือดียิ่งจากทุกภาคส่วน วันนี้เกษตรแปลงใหญ่เกิดล้านกว่าไร่ ไม่ใช่ง่ายๆ ที่ผ่านมาเป็นพื้นที่เครือข่าย โครงสร้างเดิมทั้งหมด เราก็จูงเขาออกมาตรงนี้ให้เขาเข้มแข็งเป็นสหกรณ์ รัฐบาลจะได้ไปทุ่มเททรัพยากรให้ ส่วนที่เหลือหากยังไม่รวมกลุ่มต้องรวมให้ได้ รัฐบาลจะได้ไปช่วยเหลือ ถ้ารัฐบาลปูพรมไปง่ายนิดเดียว จ่ายเงินอย่างเดียว ไปซื้อรถไถแจกอย่างที่หลายคนบอก แจกทุกหมู่บ้านได้ไหม ใครจะดูแล ใครจะรักษา ต้องไปสร้างระบบอีก ตรงไหนที่ปลูกแล้วเสียหายอย่าไปปลูก ปลูกอย่างอื่นแทน รัฐบาลจะได้ไปดูแลตลาดให้ได้

ยึดราโชบายต้องสอนให้หาปลา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกอย่างเริ่มจากปลาย ทาง แล้วมาดูต้นทางว่าจะผลิตแค่ไหน ถ้าผลิตมากเกินไปราคาก็ตก วิธีการคือต้องช่วยให้ชาวนาเข้มแข็งด้วยตนเอง รัฐบาลนี้ต้องการแบบนี้ พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงพระราชทานว่าต้องให้ไปตกปลาดีกว่าให้ปลา วันนี้เราให้ปลาตลอดมันก็หมดไม่แข็งแรง หาปลาไม่เป็น วันนี้ให้นำมาปรับใช้ โลกนำไปใช้แล้วเราไม่ใช้เอง มันอยู่ที่ความเข้าใจ ดังนั้น ต้องแก้ด้วยความร่วมมือก่อน การจะไปชำระหนี้ให้ทั้งหมดเป็นไปได้หรือไม่ มันมหาศาล หนี้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน หนี้เกษตรกรทุกประเภท หนี้ครู ข้าราชการ มีหนี้กันทั้งนั้น ถามว่ารัฐบาลมีเงินหรือยัง ต้องดูโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ไทยแลนด์ 4.0 การลงทุนต่างๆ ทั้งหมดจะนำมาสู่ต้นทางคือประชาชน

มท.1 ฟุ้งมาตรการช่วยชาวนาได้ผล

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลได้ผลดี โรงสีที่ร่วมมือกับฝ่ายทหารระบุว่า ไม่มีปัญหาในการรับซื้อข้าว แต่ต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพข้าวด้วย ปัญหาวันนี้คือฝนตกไม่หยุด ข้าวจึงมีความชื้น มาตรการที่ออกมาเป็นแนวทางระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องปรับปรุงทั้งระบบ ทั้งลดต้นทุน ปรับลดพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เมื่อถามว่า มีรายงานความเคลื่อนไหวของชาวนาและกลุ่มโรงสีในพื้นที่บ้างหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ยังไม่มี ฝ่ายปกครอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และทหารลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วยังไม่พบความผิดปกติ ขออย่าไปสร้างประเด็นอะไร เวลานี้ควรช่วยเหลือกัน

ครม.มีมติอุ้มข้าวเจ้า-หอมปทุม

ขณะที่นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2559/2560 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวเจ้าและข้าวปทุมธานี 1 ตามมติ นบข. เช่นเดียวกับการช่วยเหลือข้าวหอมมะลิก่อนหน้านี้ ให้ขยายพื้นที่โครงการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากเดิมกำหนดที่ 23 จังหวัดที่ปลูกข้าวหอมมะลิ โดยข้าวเปลือกเจ้าที่ความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์และสิ่งเจือปนไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับเงินสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเงิน 7,000 บาทคิดที่ไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของราคาตลาด ขณะนี้อยู่ที่ตันละ 7,800 บาท ขณะที่ข้าวปทุมธานี 1 จะได้รับสินเชื่อ 7,800 บาท คิดจาก 90 เปอร์เซ็นต์ของราคาตลาด ที่ตันละ 8,700 บาท รวมกับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวตันละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 12,000 บาท และค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางตันละ 1,500 บาท รวมแล้วข้าวเปลือกเจ้าจะได้เงินตันละ 10,500 บาท ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 11,300 บาท

วงเงินดำเนินการ 1.8 หมื่นล้าน

นายณัฐพรกล่าวว่า สำหรับวงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น 18,041 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 7,096 ล้านบาท และงบประมาณที่ต้องจ่ายขาด 10,945 ล้านบาท ได้แก่ ค่าเตรียมข้าวขึ้นยุ้งฉางและค่าฝากเก็บ 1,500 ล้านบาท ค่าชดเชยต้นทุนเงิน 331 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการ 78 ล้านบาท และช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 9,034 ล้านบาท และ ครม.ยังเห็นชอบกำหนดให้ข้าวสาลีเพื่อนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า และต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ 1 ต่อ 3 และกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กิโลกรัมละ 8 บาทราคาที่หน้าโรงงาน ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดตกต่ำประเทศไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละ 7-8 ล้านตัน แต่ผลิตได้ปีละ 4-4.5 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่น เช่น ข้าวสาลีเข้ามาทดแทน แต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกลดลงจนถูกกว่าข้าวโพดในประเทศแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการ ผลิตอาหารสัตว์หันไปนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้น โดยปี 2558 นำเข้ามาประมาณ 3.9 ล้านตัน ปีนี้ 9 เดือนแรกนำเข้ามาแล้ว 2.77 ล้านตัน

จุดแคมเปญ “สหกรณ์ช่วยชาวนา”

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งชี้แจงแนวทางโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2559/60 ให้แก่สหกรณ์การเกษตร 73 แห่ง ใน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียวที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2559 นอกจากนี้ ระหว่างเดือน พ.ย.59-เม.ย.60 กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ไทยเร่งดำเนิน “โครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา” ส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตข้าวสารจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (ข้าวถุงจำหน่าย) 47 แห่ง และสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวสารเพื่อการบริโภคในชุมชน 40 แห่ง รวมทั้งสิ้น 87 แห่ง รวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกเกษตรกรที่เป็นสมาชิกนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารป้อนตลาดและผู้บริโภค คาดว่าจะกระจายได้ไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน

ตั้งกองคาราวานกระจายทั่วไทย

นายวิณะโรจน์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นเร่งประสานสหกรณ์ผู้ผลิตที่มีศักยภาพ วางแผนการผลิตและแปรรูปข้าวสารให้สอดคล้องกับความต้องการของสหกรณ์ผู้บริโภค โดยชุมนุมสหกรณ์จะสำรวจความ ต้องการของสหกรณ์ในครือข่าย และเป็นตัวแทนวางแผนกระจายสินค้า พร้อมกำหนดกลไกควบคุมคุณภาพข้าวสาร ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการให้บริการสีข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคในชุมชนด้วย สำหรับช่องทางจัดจำหน่ายและกระจายข้าวสาร กำหนดไว้ 6 ช่องทางหลัก คือ 1.จัดคาราวานสินค้าสหกรณ์ในทุกจังหวัด และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) พร้อมขอความร่วมมือสวัสดิการส่วนราชการจังหวัดต่างๆ บริษัทเอกชน และนิคมอุตสาหกรรม ให้จำหน่ายข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ 2.จัดคาราวานสินค้าสหกรณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ ไทย ร้านสวัสดิการชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภทและเครือข่าย รวมถึงร้านสวัสดิการส่วนราชการต่างๆ บริษัทเอกชน และนิคมอุตสาหกรรม 3.ส่งเสริมการทำตลาดอี-คอมเมิร์ช โดยร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 4.จัด “เทศกาลของ ขวัญปีใหม่ 2560” และ 5.จัดจำหน่ายในช่องทางเดิม ได้แก่ สมาชิกเครือข่ายสหกรณ์ ตลาดโมเดิร์นเทรด ร้านค้าทั่วไป พ่อค้าเอกชน และผู้ส่งออก

สปท.โดดแจมขอมีส่วนร่วม

ช่วงบ่ายที่รัฐสภา หลังหมดวาระการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายนิกร จำนง สปท. หารือต่อที่ประชุมถึงการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยขอให้ สปท.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว โดยสัปดาห์หน้าจะยื่นญัตติขอให้ สปท.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือมอบให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร สปท. หารือช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เพราะ สปท.มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากมาย เช่น ด้านการเกษตร เศรษฐกิจ ต่างประเทศ จึงควรเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบเสนอต่อรัฐบาล ไม่ใช่ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง ขณะที่ น.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. กล่าวว่า สปท.ยังเหลือเวลาทำงานช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้าวได้ ดังนั้น จะนำข้อเสนอของนายนิกรเข้าหารือในที่ประชุมวิป สปท.วันที่ 10 พ.ย.ต่อไป

“โอ๊ค” กร้าวจัดหนัก “เห้กระโดด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงคืนวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ว่า สมัยก่อนชาวนาไทยเจอ “เพลี้ยกระโดด” ยังไม่ช้ำใจเท่าปัจจุบันที่มี “เหรี้ย กระโดด” ลงไปถ่ายรูปในนา เสแสร้งเห็นอกเห็นใจชาวนา นักการเมืองพรรคไหนที่เคยรวมหัวกลั่นแกล้งชาวนาไม่ให้ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว สร้างความเจ็บปวดเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองให้ถึงทางตัน เอื้อสถานการณ์ให้ทหารปฏิวัติ วันใดที่ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตย วันนั้นชาวนาไทยจะออกมาตอบแทนคนเหล่านี้อย่างสาสม รังแกชาวนาแล้วยังคิดมาจูงจมูก ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จหวังหลอกตีกินคะแนนเสียงในอนาคต ชาวนาปลูกข้าวให้กินและกินข้าวที่ตนปลูกด้วย ไม่ได้กินหญ้า ชาวนาสมัยก่อนอย่างมากเจอแค่ “เพลี้ยกระโดด” เป็นเพียงศัตรูพืชยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ชาวนาสมัยนี้ต้องระวังเจอ “เหรี้ยกระโดด” ทำตัวเป็นศัตรูชาวนาแถมยังมาตี 2 หน้า หัวหมออย่างนี้น่ารังเกียจกว่าเยอะ

“วรงค์” ซัดลิ่วล้อยิ่งแก้ยิ่งเข้าตัว

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ที่พยายามแก้ตัวแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า วันนี้พูดถึงเรื่องชาวนาสีข้าวขายเองต้องเอาราคาที่ชาวนาขายมาเปรียบเทียบ ไม่ใช่ไปเอาราคาขายส่งมาเทียบ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับมาขายในราคาที่ต่ำกว่า ที่นายยรรยงบอกว่าการขายปริมาณแค่นี้มันทุบราคาไม่ได้ สิ่งที่นายยรรยงต้องรู้คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นถึงอดีตนายกฯมีอิทธิพลต่อสื่อสูงมาก หรือมีแบรนด์ ย่อมมีอิทธิพลต่อจิตวิทยาของราคาข้าวสูงมากเช่นกัน การขายในราคานี้จึงมีผลต่อจิตวิทยาของราคา การขายแบบนี้เหมาะกับยุคข้าวยากหมากแพง เมื่อข้าวมีราคาต่ำอยู่แล้วควรขายราคาเดียวกับที่ชาวนาทั่วไปขาย แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับนำมาขายราคาที่ต่ำกว่า แบบนี้ไม่ได้ช่วยชาวนามีแต่ทำลาย ดูก็รู้ว่าข้าวที่เอามาขายไม่ได้สีจากโรงสีชุมชน จึงขอเตือนเพราะคนเขารู้ทัน อย่าเอาลิ่วล้อออกมาแก้ตัว ยิ่งแก้ยิ่งเข้าตัว

เย้ย “ยรรยง” แก้ต่างตัวเองดีกว่า

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า นายยรรยงควรเอาเวลาไปเตรียมข้อมูลแก้ตัวกรณีขายมันสำปะหลังจีทูจีดีกว่า มีข่าวว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลเร็วๆนี้ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะฟ้องตนนั้นยิ่งดี จะได้รู้ข้อเท็จจริงว่าชาวนาหน้านวลเป็นใคร โรงสีของชาวนาอยู่ที่ไหน

“ปู” รับซื้อข้าวขายคน กทม.เพิ่ม

ที่ศาลากลางบ้านสะพือ ต.ตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี กลุ่มชาวนารวมตัวช่วยกันตากข้าวเปลือก สีข้าวและบรรจุข้าวสารหอมมะลิใส่ถุงพลาสติกถุงละ 5 กิโลกรัม นำส่งขายให้ลูกค้า และส่งข้าวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่สั่งผ่านมาทางนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ไปวางจำหน่ายที่ กทม. นายชูวิทย์เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงมาให้กำลังใจชาวนาในพื้นที่อุบลราชธานี และนำข้าวสารจากชาวนา 10 ตันไปวางขายหน้าห้างแฟชั่นไอส์แลนด์หมดเกลี้ยง อดีตนายกฯจึงต้องการรับซื้อข้าวจากชาวนาไปวางขายที่ กทม.อีก จึงเป็นสื่อกลางประสานรับข้าวจากชาวนาไปขายให้ เป็นอีกหนึ่งหนทางช่วยเหลือชาวนา

นายกฯลงนามร่าง รธน.ใหม่แล้ว

อีกเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ว่า ลงนามไปเรียบร้อยแล้วเพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป จากนี้เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีอยู่ 90 วัน ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอน และกรอบเวลาที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาเพียง 15 นาที ในการให้สัมภาษณ์ ขณะกำลังจะเดินกลับขึ้นไปยังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงสีหน้าที่ดูเหนื่อย พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับทันทีว่า “ผมยิ้มแย้มอารมณ์ดี ทำงานเพื่อประชาชนจะเหนื่อยได้อย่างไร”

“วิษณุ” ยันนำทูลเกล้าฯในกำหนด

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้วหรือยัง แต่เมื่อนายกฯลงนามแล้วเป็นไปตามนั้น การนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายมีกรอบเวลาอยู่ คือภายในวันที่ 9 พ.ย. จะวันนี้ (8 พ.ย.) หรือวันที่ 9 พ.ย. ไม่ต่างกัน แต่ขณะนี้อาจยังก็ได้ เข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องดูความเรียบร้อยก่อน เนื่องจากต้องใส่พานทูลเกล้าฯถวายไม่ใช่ใส่ซองธรรมดา ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ที่เขายกมาให้ดูเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ทองที่ปิดไว้ยังไม่แห้ง ส่วนข้อความในคำปรารภที่เว้นไว้อยู่นั้น เมื่อทราบวันเวลาที่จะโปรดเกล้าฯและทราบพระนามที่ถูกต้องแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเป็นคนเขียนแล้วแจ้งมายังสำนักอาลักษณ์เพื่อไปเพิ่มเติม

“เสรี” ทำหมันขึ้นค่าตอบแทน

ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอขึ้นค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสนอมาให้ขึ้นเงินเดือน ส.ส. เทียบเท่ากับผู้บริหารองค์การมหาชน เพราะไม่มีเรื่องอยู่ในวาระ ส่วนตัวเห็นว่าหากเสนอเรื่องดังกล่าวขึ้นมา ก็ควรให้ตกไปเพราะไม่เป็นที่ตอบรับของสังคม สวนกระแสความรู้สึกประชาชน ไม่ควรนำมาพิจารณา เพราะไม่รู้ว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร การปฏิรูปควรทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศมากกว่า ควรไปพิจารณาข้อเสนออื่นที่คณะอนุกรรมาธิการฯเสนอมา เช่น มาตรการคัดกรองนักการเมือง ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพดีกว่า

“สมพงษ์” เสียงอ่อยเก็บลงลิ้นชัก

นายสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สปท. กล่าวว่า ข้อเสนอการขึ้นค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องพักไว้ก่อน ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสสังคมไม่ตอบรับ จนกว่าบทบาทนักการเมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น สามารถตอบโจทย์ให้นักการเมืองเป็นที่ต้องการของสังคมได้ และเป็นอาชีพที่สามารถระดมคนมีความรู้ ความสามารถ เข้าสู่การเมืองได้จริง ไม่ใช่เป็นบุคคลแถวสองที่ไม่เป็นที่ต้องการ แต่ยังเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการพิจารณาไม่วันนี้ก็วันหน้า เพียงแต่วันนี้ทุกคนยังไม่ต้องการ เพราะไม่มีใครอยากตกอยู่ในสนามกระสุนตก และข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้ ส.ส.ได้รับค่าตอบแทนเป็น 2-3 แสนบาท แค่เทียบเคียงกับเงินเดือนผู้บริหารองค์การมหาชน เพราะโครงสร้างคล้ายกัน แต่จะพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนเท่าใด ต้องไปพิจารณากันอีกครั้ง

“บิ๊กป้อม” ปัดตอบประเด็นร้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องถามรายละเอียดจาก สปท. ไม่ได้ร่วมคิดกับ สปท. ไม่ใช่การปรับขึ้นตอนนี้คงเป็นรัฐบาลหน้า เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับแนวคิดขึ้นเงินเดือนให้นักการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีความเห็นส่วนตัว ขึ้นได้หรือไม่ ยังไม่รู้ยังไม่มีแผน เป็นแนวคิดของ สปท. แต่คนจ่ายคือฝ่ายบริหาร รัฐบาลต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่

ต่างชาติร่วมมือปม ม.112 ดีขึ้น

อีกเรื่อง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานขอความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่มีคนไทยทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปอาศัยอยู่ ว่า ได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตไทยหลายประเทศ เขาให้ความร่วมมือดีขึ้น เข้าใจความรู้สึกและทัศนคติของไทย เมื่อถามว่าเขารับปากจะห้ามปรามการกระทำผิดหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ตอบว่า ต้องหาวิธีการ บางเรื่องใช้กฎหมายไม่ได้จึงต้องขอความร่วมมือกัน ส่วนการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ขอร้องไปว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากอาจกระทบความสัมพันธ์ ความรู้สึกนึกคิด ความเป็นเพื่อน จึงต้องระมัดระวัง

ยันไม่มีข่าวแฮ็กอีเมลบิ๊กรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวมีการแฮ็กเข้าอีเมลส่วนตัวของบุคคลสำคัญในรัฐบาล ว่า ยังไม่มีข้อมูลด้านการข่าวเรื่องนี้ หากมีจริงกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันป้องกัน ที่ผ่านมาเรามีขีดความสามารถในการป้องกันการแฮ็กข้อมูล โดยก่อนหน้ากระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย เคยโดนแฮ็กเว็บไซต์มาแล้ว แต่สามารถป้องกันได้ ส่วนตนไม่มีอีเมลส่วนตัว และไม่กลัวหากใครจะมาแฮ็ก เพราะไม่มีความลับอะไร หากมีก็เป็นความลับของทางราชการ

“ไก่อู” เมินกลุ่มต้านซิงเกิลเกตเวย์

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวถูกขู่แฮ็กอีเมลส่วนตัว ว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือดำเนินการใดๆต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพราะอีเมลที่ถูกแฮ็กข้อมูล ไม่ใช่อีเมลตน และส่วนตัวไม่ใช้โซเชียลมีเดียอยู่แล้ว อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ให้แนวคิดว่ารัฐบาลมีภารกิจมากในเวลาที่จำกัด สิ่งใดที่ลดความขัดแย้งได้ขอทำใจให้ร่มๆ ประชาชนบางส่วนอยากให้รัฐบาลเคารพสิทธิส่วนบุคคล แต่คนกลุ่มนั้นกลับไปละเมิดสิทธิคนอื่นเอง ถามว่าใครควรต้องปรับตัวเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลัง ไม่สนใจหากกลุ่มต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์จะทำอะไรต่อไปในอนาคต

ผุดรายการ “เคลียร์ คัด ชัดเจน”

พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า วันที่ 14 พ.ย.นี้ จะเปิดรายการ “เคลียร์ คัด ชัดเจน” ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.30 น. เพื่อชี้แจงเรื่องที่สังคมให้ความสนใจแต่เข้าใจผิดให้เกิดความชัดเจน ชี้แจงในเรื่องที่ประชาชนเข้าใจเพียงผิวเผินให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เช่น เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล โดยรูปแบบการดำเนินรายการจะเชิญคนที่มีความรู้ ความสามารถ มาสื่อสารอธิบายให้ประชาชนเข้าใจโดยง่าย ไม่เน้นว่าต้องเป็นรัฐมนตรี

เดินตรวจการบ้านรายกระทรวง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีข้อสั่งการหลังไปติดตามงานที่กระทรวงคมนาคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากนี้นายกฯจะเดินทางเวียนไปทุกกระทรวง แต่ไม่ใช่ไปจับผิดการทำงานของข้าราชการ แต่เพื่อติดตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ รวมถึงแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการต่างๆที่ได้มอบหมายไปว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว รวมถึงข้อสั่งการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณแบบใหม่ที่ให้ไว้ว่าจะต้องมีกล่องใส่งบประมาณ และยังสั่งการว่า การไปตรวจเยี่ยมแต่ละครั้งไม่ต้องจัดต้อนรับ ให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย

กกต.ส่งไม้ต่อ ป.ป.ช.ฟัน “ภุชงค์”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ช่วงกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กกต.มีมติให้ส่งเรื่องนายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการ กกต. กระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ราชการเกิดความเสียหาย กรณีโครงการก่อสร้างสำนักงาน กกต.จังหวัด 12 แห่ง ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา โดยกรณีดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ กกต.มีมติเลิกจ้างนายภุชงค์ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2558 และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่มี พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน เป็นประธาน โดยเสนอผลสอบสวนส่วนหนึ่งให้ กกต.พิจารณาแล้ว และเห็นว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ทั้งนี้สำนักงาน กกต.จังหวัด 12 แห่ง ก่อสร้างแล้วเสร็จ ใช้งบประมาณแห่งละ 30 ล้านบาทเศษ แต่ยังไม่มีผังบริเวณ ทำให้ต้องตั้งงบประมาณอีกส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

จำคุก “อ.ตุ้ม” พาเสื้อแดงป่วนศาล

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลแพ่ง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่ผู้อำนวยการสำนักการประจำศาลแพ่ง เป็นผู้กล่าวหานางดารุณี กฤตบุญญาลัย นางสุดสงวน สุธีสร หรืออาจารย์ตุ้ม อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ (เสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1- 3 กรณีประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล กรณีเมื่อวันที่ 21 ก.พ.57 นางดารุณี นักธุรกิจไฮโซ แนวร่วม นปช. กับพวกนำมวลชนมารวมตัวกันที่หน้าศาลแพ่ง อ่านแถลงการณ์ วางพวงหรีดและชูป้ายข้อความวิจารณ์การทำหน้าที่ของศาลแพ่ง ในคดีที่ กปปส.ฟ้องเพิกถอนการออกประกาศตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมนำป้ายผูกติดไว้กับประตูรั้ว แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว ศาลแพ่งไต่สวนและตรวจดูภาพที่บันทึกเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.57 โดยนางสุดสงวนและนายพิชารับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกคนละ 1 เดือน แต่ระหว่างพิจารณานางดารุณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 หลบหนี ศาลจึงออกหมายจับและจำหน่ายคดีของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ชั่วคราว ต่อมานางสุดสงวนและนายพิชา ยื่นอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้น นายพิชาเสียชีวิต ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีในส่วนของนายพิชาออกจากสารบบความ และพิพากษาแก้โทษนางสุดสงวน เป็นกักขัง 1 เดือน โดยนัดนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษนางสุดสงวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงอาญา ก่อนคุมตัวนางสุดสงวนไปรับโทษที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

รัฐบาลปูพรมมาตรการฝนตกทั่วฟ้า ล่าสุด ครม.เห็นชอบอุ้มราคาข้าวเจ้า-หอมปทุม 1 ปีผลิต 59/60 ตามมติ นบข.ข้าวเปลือกเจ้าได้ตันละ 10,500 บาท ปทุมธานี 1 ได้ตันละ 11,300 บาท ตั้งวงเงินดำเนินการกว่า 1.8 หมื่นล้าน 9 พ.ย. 2559 07:42 9 พ.ย. 2559 07:42 ไทยรัฐ