วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครม.อัดฉีดเอกชนจ้างงานคนชรา จัดหนักมาตรการสังคมผู้สูงอายุ

ลุยสร้างบ้านให้เช่าราคาถูก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ...และร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ... และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ...เพื่อรองรับที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2568 ที่จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณมากขึ้นทุกปีในการจัดสรรสวัสดิการกรณีชราภาพให้กับประชาชน โดยปีงบประมาณ 2559 ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบเข้ากองทุนการออมเพื่อเกษียณ 287,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 8 ปีถึง 698,000 ล้านบาท

สำหรับสาระสำคัญที่เห็นชอบ ประกอบด้วย 1.มาตรการส่งเสริมให้นายจ้างมีการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง สำหรับการจ้างงาน ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างใช้สิทธิ์ได้ ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับบริษัทที่จ้างงานผู้สูงอายุได้สูงสุด 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน 2.สร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยให้กรมธนารักษ์จัดหาที่ราชพัสดุ เพื่อสร้างที่พักอาศัยในจังหวัดชลบุรี 50 ไร่ นครนายก 14 ไร่ เชียงราย 64 ไร่ และเชียงใหม่ 7 ไร่ โดย 3 จังหวัดแรกคิดค่าเช่า 1 บาทต่อตารางวาต่อเดือน และค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า 2 เท่าของค่าเช่า 1 ปี ส่วน จ.เชียงใหม่ คิดค่าตอบแทนตามระเบียบของกระทรวงการคลัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง ส่วนระยะเวลาให้เช่าจะได้รับสิทธิ์ 30 ปี และอาจต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี และให้ธนาคารออมสิน ธอส.สนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาโครงการในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท

3.สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortage) เป็นการให้เงินกู้แก่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระหนี้เป็นตนเอง โดยวัตถุประสงค์ของสินเชื่อประเภทนี้ต้องการให้ผู้สูงอายุนำสินทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ซึ่งมูลค่าเงินที่กู้ได้จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ มูลค่าบ้าน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับเงินเป็นก้อนเดียวหรือทยอยรับเป็นงวด จนกว่าจะเสียชีวิตหรือจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเงินกู้ โดยผู้กู้ไม่ต้องชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน และหลังจากผู้กู้เสียชีวิต ที่อยู่อาศัยค่อยตกเป็นของธนาคาร โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นผู้นำร่องผลิตภัณฑ์

4.การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ โดยจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางของระบบบำเหน็จบำนาญในระดับประเทศเพื่อเชื่อมประสานนโยบายกองทุนการออมเพื่อการชราภาพทุกกองทุน และการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุ 15 ถึง 60 ปีครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงาน รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งสิ้น 11.37 ล้านคน เพื่อให้แรงงานในระบบมีรายได้หลังเกษียณเพียงพอหรือไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ก่อนเกษียณอายุ จากปัจจุบันอยู่ที่ 19% เท่านั้น

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการเข้าระบบ กบช.จะกำหนดให้กิจการขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้รับสัมปทานของรัฐ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกิจการที่ประสงค์เข้าเป็นสมาชิก กบช. เข้าระบบในปีที่ 1 และกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป เข้าระบบในปีที่ 4 ทั้งนี้ การจัดตั้ง กบช.จะช่วยเพิ่มระดับเงินออมของประเทศให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 68,000 ล้านบาท จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาวด้วย.

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 9 พ.ย. 2559 00:00 9 พ.ย. 2559 00:00 ไทยรัฐ