วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บทพิสูจน์

บทพิสูจน์

โดย เบี้ยหงาย
9 พ.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

ปัจจุบันนี้ ภาพลักษณ์ของกีฬาไทย โดยเฉพาะบทบาทของผู้บริหารกีฬาไทยในเวทีกีฬาระดับนานาชาติ หรือเพียงแค่ในระดับอาเซียน ก็ดูจะซบเซาลง ไม่โดดเด่น เหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร อย่างโอลิมปิกไทย ที่เมื่อก่อนนั้นดูจะมีเพาเวอร์ที่เพื่อนฝูง มิตรสหายในอาเซียน รวมถึงระดับเอเชีย จะให้ความเกรงอกเกรงใจ มีบทบาทชี้นำในหลายๆเรื่อง

หรือจะเป็นตัวบุคคล ที่คนกีฬาไทยไปมีตำแหน่งสำคัญๆในองค์กรกีฬานานาชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตา และส่งผลให้กีฬาไทยเครือข่ายขององค์กรนั้นๆ มีโอกาสที่ดีทั้งในการจัดกิจกรรม และแสวงหาการสนับสนุนเพื่อการยกระดับและพัฒนาขึ้น ก็มีไม่มากนัก

ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรทางกีฬาของไทยเพื่อให้เข้าไปเป็นกรรมการในสหพันธ์กีฬาระดับนานาชาตินั้น ก็เป็นแผนงานหนึ่งที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านทางการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นพันธกิจหนึ่งเช่นกัน!

ก็หวังว่าในอนาคต จะมีคนไทยก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญๆในวงการกีฬานานาชาติมากขึ้น และไม่ใช่เข้าไปมีชื่ออยู่เฉยๆ จะต้องใช้โอกาส และใช้ศักยภาพของการมีตำแหน่งนั้น นำพาสิ่งดีๆกลับมาสู่กีฬานั้นๆในเมืองไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ใช่เพียงเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล และเป็นการได้มาซึ่งอภิสิทธิ์ส่วนตนเท่านั้น

ด้วยมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เหมือนกัน ที่คนไทยซึ่งไปมีตำแหน่งใหญ่ในองค์กรกีฬาระหว่างประเทศ มีเกมทีก็ได้โอกาสวางฟอร์ม โชว์บารมี แต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เห็นว่าวงการกีฬาไทยจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

ตอนนี้หนึ่งในองค์กรกีฬาระหว่างประเทศที่มีคนไทยนั่งหัวโต๊ะ และเป็นประธานสูงสุดก็คือ สหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ หรือ อิสตาฟ โดยนายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย “บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ พี่ใหญ่ตัวจริงเสียงจริงของวงการกีฬาไทย และเป็นผู้พัฒนาและผลักดันกีฬาตะกร้อจนพัฒนาขึ้นสู่ระดับเอเชีย และคืบไปถึงระดับโลกเช่นปัจจุบัน!

อย่างที่ทราบกันดีถึงเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับการแข่งขันตะกร้อรายการใหญ่ที่สุด เซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก 2016 ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 31 ในรอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุด ระหว่าง ทีมชาติไทย กับ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 ต.ค.

โดยในช่วงที่กำลังจะจบในแต้มสุดท้ายในเซตแรกของทีมเอ ซึ่งทีมมาเลเซียขึ้นฟาดลูกออกหลังแบบฉิวเฉียด ทำให้ไทยได้คะแนนและเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไป 22-20 ท่ามกลางการประท้วงของ ผู้เล่นมาเลเซียที่มองว่าลูกลงเส้นหลัง แต่ไม่เป็นผล แม้ทั้งสองทีมจะเล่นต่อในเซตสอง และทีมไทยชนะอีกขาดลอย 21-9 จึงชนะไปก่อนในทีมเอ 2-0 ขึ้นนำไปก่อน 1-0 ทีม ต่อมาเป็นการแข่งขันในทีมบี ปรากฏว่า ทีมมาเลเซียยังมีอารมณ์และข้องใจกับการตัดสินอยู่ ไม่ยอมลงแข่งในทีมบี วอล์กเอาต์ออกจากสนามไป ส่งผลให้ทีมไทยชนะเลิศได้ครองถ้วยไป

เหตุการณ์ครั้งนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่มากในการแข่งขันกีฬา เป็นการแสดงออกซึ่งความไร้สปิริต และไม่ให้เกียรติแก่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ผิดถูกยังมีช่องทางของการร้องเรียน พิสูจน์ ตามกฎกติกาและกรอบของสปิริตในกีฬา

และยิ่งเป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าโศกเสียใจ ความรู้สึกจึงยิ่งมีมาก!

ล่าสุดในการประชุมสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ที่มี พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาถึงบทลงโทษในเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งมีข้อสรุปใน 2 ประเด็นสำคัญคือ หนึ่งดูเทปแล้วยืนยันว่าผู้ตัดสินตัดสินถูก ไม่มีเหตุผลที่จะวอล์กเอาต์ และสอง มาเลเซียไม่ยอมตรวจสารกระตุ้นหลังแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ

แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีบทลงโทษออกมา เพียงแต่ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา และจะส่งหนังสือให้ทางมาเลเซียชี้แจง ก่อนที่จะมีการสรุปและเสนอเข้าสู่คณะกรรมการอีกครั้ง

เรื่องนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของสหพันธ์ตะกร้อฯ ที่มีคนไทยเป็นประธานสูงสุด และเหตุการณ์เกิดขึ้นในเมืองไทย ในช่วงเวลาที่สำคัญอันไม่ควรจะมีเรื่องเช่นนี้ ทั้งในแง่มุมของการตัดสิน ก็ได้รับการยืนยันว่าทำถูกต้องแล้ว กฎระเบียบในทางกีฬาก็ถูกละเมิด

แน่นอน ในวงการตะกร้อนั้น ไทยกับมาเลเซีย ถือเป็นพี่ใหญ่ แม้แข่งขันกัน แต่ก็ต้องถือว่าความสัมพันธ์อันดีมีต่อกัน ประกอบกับมาเลเซียกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ในปีหน้า และตะกร้อเป็นกีฬาสำคัญแน่ของสองชาติคู่กรณี

แต่กรณีอย่างนี้ คำตัดสินหรือบทลงโทษ ที่จะออกมา จะยึดอะไรเป็นหลัก

และไม่ว่าจะออกมาทางไหน ย่อมมีความหมาย!!!

จะออกมาอย่างไร รอดูกันต่อไป...

“เบี้ยหงาย”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้