วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ไฟนำร่องของเครื่องบินทำหน้าที่อะไรมาดูกัน

ไฟนำร่องหรือ Navigation Light คือไฟสัญญาณที่แสดงสถานะของอากาศยานในขณะนั้นๆ ขณะที่เตรียมขึ้นบิน จอดอยู่กับที่ ขณะที่กำลังเคลื่อนที่ไปยังรันเวย์เพื่อบินขึ้น หรือขณะที่อากาศยานกำลังบินอยู่ในห้วงอากาศ

โดยทั่วไปไฟที่ด้านซ้ายซึ่งติดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งปลายปีกของเครื่องบินจะใช้สีแดง ส่วนไฟที่บริเวณปลายปีกด้านขวานั้นจะใช้สีเขียว เนื่องจากต้องบินในเวลากลางคืนที่มีสภาพแสงน้อยมาก ไฟดังกล่าวจะช่วยในการแจ้งเตือนถึงตำแหน่งของเครื่องบินในตอนกลางคืนว่าอากาศยานลำนั้นกำลังเคลื่อนที่หรือบินไปยังทิศทางใด

Beacon Light
มีลักษณะของหลอดไฟที่ใช้สีแดง การทำงานของไฟ Beacon Light จะมีการทำงานที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้ดูเหมือนไฟสัญญาณที่กำลังกะพริบ โดยจะทำการติดตั้งไว้ในบริเวณลำตัวของอากาศยาน ซึ่งมีทั้งด้านบนและข้างใต้ของอากาศยาน เป็นไฟสัญญาณที่แจ้งเตือนการทำงานของอากาศยานลำนั้น ซึ่งนักบินจะทำการเปิดก่อนที่จะเริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ ไฟสัญญาณ Beacon Light จะติดตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเครื่องยนต์ไปจนถึงการดับเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ซึ่งทำงานในตอนกลางคืนในขณะที่เครื่องยนต์ของอากาศยานกำลังทำงาน

Strobe Light
มีลักษณะเป็นไฟสีขาวกะพริบ มีความเข้มของแสงสูงมากคล้ายไฟแฟลต ส่วนมากไฟ Strobe Light จะติดตั้งอยู่ที่บริเวณปลายปีกค่อนไปทางด้านหลังต่อจากไฟ Navigation Light เป็นสัญญาณไฟที่คอยแจ้งเตือนในยามค่ำคืนให้รับรู้ถึงขนาดของอากาศยานลำนั้นๆ เนื่องจากตำแหน่งของการติดตั้งไฟชนิดนี้อยู่ที่ชายปีกทั้งสองข้าง ทำให้สามารถประเมินขนาดความกว้างของปีกทั้งสองข้างได้ โดยปกติ ไฟสัญญาณ Strobe Light จะเปิดใช้งานเมื่ออากาศยานอยู่ในทางวิ่งหรือรันเวย์ที่พร้อมจะทำการขึ้นบิน สำหรับ Strobe Light ในเครื่องบินโดยสารของบริษัท Airbus จะมีการทำงานโดยกะพริบติดต่อกันสองครั้งแล้วทำการเว้นระยะของการกะพริบ ส่วนอากาศยานโดยสารของบริษัท Boeing ไฟ Strobe Light จะกะพริบแค่ครั้งเดียวแล้วเว้นระยะ

Taxi Light
ไฟสัญญาณดังกล่าวติดตั้งอยู่ตรงบริเวณฐานล้อหน้าของอากาศยาน เพื่อแจ้งเตือนสถานะว่าอากาศยานลำนั้นกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในทิศทางใด Nose Taxi light จะมีความเข้มของแสงคล้ายกับไฟสปอร์ตไลต์ที่ใช้ส่องไปยังทิศทางไกลๆ โดยส่องออกจากบริเวณส่วนหัวของอากาศยาน

Landing Light
เป็นสัญญาณไฟที่แสดงสถานะการบินขึ้น-ลงของอากาศยาน นักบินจะเปิดใช้งานสัญญาณไฟนี้เมื่ออากาศยานบินอยู่ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 10,000 ฟุต หมายความว่าเมื่ออากาศยานทำการบินขึ้น (Take off) ไปแล้วไฟ Landing Light จะถูกปิดสวิทช์เมื่อความสูงของเครื่องพ้นระดับ 10,000 ฟุตไปแล้ว ในทางกลับกันเมื่ออากาศยานต้องทำการร่อนลงจอดหรือ Landing เมื่อนักบินทำการลดระดับความสูงจนตัวเครื่องมีความสูงต่ำกว่า 10,000 ฟุต จะต้องทำการเปิดไฟสัญญาณ Landing Light ทันที เพื่อแจ้งเตือนสถานะของอากาศยานว่ากำลังจะทำการร่อนลงจอด

สำหรับจุดสังเกตระหว่างอากาศยานโดยสารของ Airbus และ Boeing เฉพาะตำแหน่งของไฟสัญญาณ Landing Light หรือไฟแสดงสถานะการขึ้น-ลงของอากาศยานมีดังนี้

Airbus
ไฟ Landing Light จะติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างลำตัวบริเวณโคนปีกในตำแหน่งด้านล่าง ส่วนไฟ Nose Taxi light จะติดตั้งที่ฐานล้อหน้า

Boeing
ไฟ Landing Light จะติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างลำตัวบริเวณโคนปีกในตำแหน่งด้านบนหรือกึ่งกลางของโคนปีก ส่วน Nose Taxi light ยังคงเหมือนกับ Airbus คือติดตั้งอยู่ตรงบริเวณฐานล้อด้านหน้า

COCKPIT AND AIRCRAFT LIGHT
ห้องนักบินเป็นส่วนการทำงานของนักบินในการบังคับควบคุมเครื่องบิน รวมถึงการปรับระบบต่างๆ ภายในอากาศยาน ห้องนักบินจึงมีความสำคัญสูงสุดและต้องมีมาตรการในด้านความปลอดภัยสูงมาก (หลังจากเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001)

Analog Cockpit In Boeing 707
เป็นระบบแรกสุดตั้งแต่เริ่มมีการขึ้นบินโดยอากาศยาน มาตรวัดทุกตำแหน่งใช้ระบบเข็มวัดและยังมีระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลเข้ามาใช้งานน้อยมาก ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีของการเดินอากาศมีความก้าวไกลมากยิ่งขึ้น จึงมีการนำเอาจอแสดงผลแบบ CRT หรือ Cathode Ray Tube มาใช้งานใน Cockpit ของนักบิน ระบบควบคุมการบินและมาตรวัดแบบ Analog Cockpit ใช้บุคคลควบคุมถึง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ นักบินหรือกัปตัน นักบินผู้ช่วย และวิศวกรประจำเครื่อง อากาศยานในบางแบบใช้คนควบคุมถึงสามคน ได้แก่ Boeing 707 / Boeing 747-100 / McDonnell Douglas DC-8 / McDonnell Douglas DC-10 ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบินให้มีความทันสมัยมากขึ้น การควบคุมอากาศยานส่วนใหญ่จึงเหลือเพียงแค่กัปตันและนักบินที่สองเท่านั้น

Glass Cockpit in Airbus A380

Glass Cockpit
หมายถึงห้องนักบินที่นำระบบไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเดินอากาศ มาตรวัดทุกตำแหน่งจะใช้จอแบบ LCD หรือ Liquid Crystal Display ซึ่งมีความทันสมัยและแม่นยำเที่ยงตรงสูงกว่ามาใช้แทนที่มาตรวัดแบบเข็ม ห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ได้เข้ามาช่วยลดภารกรรมการปฏิบัติงานของนักบินลงอย่างมาก โดยใช้เพียงแค่นักบินที่หนึ่งและสองทำการควบคุม โดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มตำแหน่งวิศวกรการบินแต่อย่างใดทั้งสิ้น บริษัทผู้ผลิตอากาศยานบางราย นำเอาระบบ Glass Cockpit ไปทำการปรับปรุงเพื่อยกระดับความสามารถในการบินให้กับเครื่องบิน โดยใช้การออกแบบห้องนักบินให้มีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกัน เพื่อทำให้ง่ายต่อการฝึกบินหรือการเปลี่ยนแปลงรุ่นของอากาศยานในรุ่นอื่นๆ เพื่อลดขั้นตอนในการฝึกบินและการซ่อมบำรุง ซึ่งช่วยลดเงินงบประมาณในด้านที่จะต้องจ่ายสำหรับการฝึกนักบินใหม่อีกด้วย สำหรับอากาศยานโดยสารที่ติดตั้งห้องนักบินแบบ Glass Cockpit คือ Boeing 787 Dreamliner / Airbus A380 / Airbus A320 / Boeing 777-300ER.

เอกสารอ้างอิง ข้อมูลประกอบการเขียนจาก

THE AERO issue 3 / January 2014

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

การบินในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศปิด ระบบไฟส่องสว่างหรือไฟสัญญาณของอากาศยานกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ ด้านความปลอดภัยในขณะทำการบิน... 8 พ.ย. 2559 12:40 13 พ.ย. 2559 14:36 ไทยรัฐ