วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พัดแฉกพระพิธีธรรม

ทุกครั้งที่ทีวีถ่ายทอดพระราชพิธีสวดพระอภิธรรม บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ก็จะมีคำอธิบาย เรื่องพระพิธีธรรม

ที่เฉพาะ...ที่พระพิธีธรรมนั่งจับคู่ ถือตาลปัตรหันหน้าเข้าหากัน แปลก แตกต่างกว่าพระสวดอภิธรรมศพคนสามัญ เรียกว่า “ส้าง”

ส้างเป็นแท่นลายสลักปิดทองประดับกระจก มีเสาโครงเพดานผ้าระบาย 3 ชั้น ขลิบทองแผ่ลวดห้อยดอกไม้พวงกลาง แผ่ด้วยพู่กลิ่นทั้ง 4 มุม จัดเป็นอาสน์สงฆ์ ลาดผ้าขาว มีหมอนอิง และตู้พระธรรมสำหรับพระพิธีธรรม

“ส้าง” ตั้งอยู่ที่มุขด้านทิศเหนือ ใกล้พระทวารอัฒจันทร์ขึ้นลงซ้ายขวา

พัดยศแสดงสมณศักดิ์พระพิธีธรรม ดูไกลๆคล้ายตาลปัตรใบลาน...ธรรมดา แต่ความจริง ไม่ธรรมดา เพราะเป็นพัดหน้านาง พื้นแพรไหม ด้ามไม้คาบตับ ยอดงา สันงา

พระ 4 รูป สำรับละ 4 ด้าม ด้ามละสี เหลือง น้ำเงิน แดง และเขียว ตรงกลางพัดมีคำจารึกว่า พระพิธีธรรม

นอกจากพัดยศพระพิธีธรรมถือ ที่สะดุดตาก็คือบนตู้พระธรรม มีพัดแฉก ภาษาชาววัดเรียกพัดใบสาเก เป็นพัดพระราชาคณะตั้งอยู่

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานมูลเหตุตั้งพัดแฉกบนเตียงพระพิธีธรรมว่า ได้เค้ามาจากตำราพิธีตรุษเมืองนครศรีธรรมราช

เดิมที นอกจากมีเตียงพระสวดอภิธรรมแล้ว ยังมีเตียงหนังสือของพระราชาคณะนั่งปรก อ่านหนังสือสอบทานคำสวด โยงสายมงคลสูตรสองเตียงถึงกัน

พระที่สวด สวดปากเปล่า จึงต้องมีพระผู้ใหญ่นั่งอ่านหนังสือ ตรวจทานคำสวด

พัดแฉกที่ท่านเจ้าคุณนั่งปรกเวลาอ่านหนังสือคงตั้งอยู่กับตู้หนังสือ ต่อมาพระสวดอ่านจากหนังสือเอง จึงต้องย้ายตู้หนังสือมาบนเตียงสวด พัดแฉกก็จึงติดมาด้วย

สมเด็จฯกรมดำรงฯ ยังทรงบอกอีกว่า การบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 7 วัน 50 วัน 100 วันนั้น ได้รับอิทธิพลจากพิธีกงเต๊กของพระจีนพระญวน เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

ย้อนมาถึงพระพิธีธรรม ที่ต้องสวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดเสียงแห้งได้ ในอดีต เจ้าพนักงานคือสังฆการี ต้องเตรียมน้ำถวาย เรียกว่า น้ำชายาเสียง

ชื่อ “น้ำชายาเสียง” แต่ความจริง เป็นน้ำผลไม้คั้น 8 อย่าง แบ่งเป็น 2 ชุด

ชุดแรก น้ำมะม่วง น้ำหว้า น้ำกล้วยที่มีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำผลจันทน์ น้ำเหง้าอุบล และน้ำมะปราง ชุดสอง น้ำผลเล็บเหยี่ยว น้ำพุทราเล็ก น้ำพุทราใหญ่ น้ำเปรียง น้ำมัน (งา) น้ำนม น้ำยาคู และน้ำรส (ผักดอง)

น้ำ 8 อย่างนี้ แปลตรงตัว จากภาษาบาลี อัฏฐปาน แต่ชาววัดเรียกเพี้ยนไป เป็นน้ำชุบานบ้าง น้ำปานะบ้าง มีที่มาจากพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ในยามวิกาล

สมัยนี้ จะมีการถวายน้ำ 8 อย่าง ตามพระวินัยบ้างหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ก็พอเห็นว่า ขึ้นชื่อว่าน้ำ พระท่านจิบเข้าไปก็ช่วยให้คอชุ่มชื่น จะถวายน้ำอะไร ท่านก็จิบได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าให้พระท่านเลือก ท่านคงเลือกน้ำดื่มชูกำลัง ท่านว่า นอกจากช่วยแก้คอแห้งได้ชะงัด ยังช่วยให้คึกคัก สวดต่อไปได้ จะเล่นทำนองแบบไหน ก็ได้ไม่ยั่น

ความรู้จากโบราณราชประเพณี ชาวบ้านก็เอามาใช้ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามกำลัง เข้าหลักตามคำสอนพระพุทธเจ้า ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

คิดให้ได้อย่างนี้ ทุกขนบทุกธรรมเนียมทุกประเพณี ก็เป็น “ธรรมะ” ได้ทุกเรื่อง.

กิเลน ประลองเชิง

8 พ.ย. 2559 10:43 8 พ.ย. 2559 10:43 ไทยรัฐ