วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภาค 4 รวบแก๊งผัวเมีย อ้างเป็นปส. ตระเวนลักทีวี ร.ร.ทั่วอีสาน

ภาค 4 รวบแก๊งผัวเมีย อ้างเป็นปส. ตระเวนลักทีวี ร.ร.ทั่วอีสาน

  • Share:

ตำรวจสืบสวนภาค 4 รวบสองผัวเมีย พร้อมเพื่อนร่วมแก๊งอีก 1 อ้างตัวเป็นตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด และชุดมวลชนสัมพันธ์ เข้าดูลาดเลา ตระเวนลักทรัพย์ทีวีในโรงเรียนทั่วอีสานกว่า 100 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 พ.ย.2559 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (บก.สส.ภ.4) พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รักษาการ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์, พล.ต.ต.จิตรจรุญ ศรีวนิชย์, พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4 แถลงผลการจับกุม นายปกเกล้า แพรภูวนัย อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 ม.9 ต.แหลมทอง อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ, นายสมดี วัฒนพล อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 ม.9 ต.แหลมทอง อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ และ น.ส.อัชรา แสงวงค์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117 ม.13 ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

พร้อมของกลางรถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บม 2802 ชัยภูมิ, รถยนต์เก๋ง นิสสัน นีโอ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กม 9116 อุบลราชธานี และอุปกรณ์ในการงัดแงะเครื่องมือตัดเหล็กรวมหลายรายการ บัตรคล้องคอที่มีตราสัญลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ชุด วิทยุสื่อสาร 2 เครื่อง และโทรทัศน์สีจอแบนยี่ห้อต่างๆ โดยมีเลขรหัสของทางราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แยกเป็นขนาด 46-55 นิ้ว 15 เครื่อง ขนาด 40-42 นิ้ว 3 เครื่อง และขนาด 32 นิ้ว 32 เครื่อง

ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 มีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด โดยจะห้อยบัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้ทำการปลอมแปลงขึ้นมาและพกวิทยุสื่อสาร ขับรถยนต์กระบะและรถยนต์เก๋งไปตามพื้นที่อำเภอต่างๆ ทั่วทั้งภาคอีสานตอนบน สบโอกาสในช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนก่อเหตุลักทรัพย์โทรทัศน์ที่ติดตั้งอยู่ในอาคารเรียน หรือห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนแต่ละแห่ง

"ผู้ต้องหาผู้หญิง จะจอดรถยนต์เก๋งอยู่ด้านนอกอาคารหรือนอกโรงเรียน ส่วนผู้ชายทั้ง 2 คน จะทำทีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่ามีภารโรงหรือครูเวรมาสอบถามก็จะอ้างว่า เป็นตำรวจลงพื้นที่หาข้อมูลของทางราชการและสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสถานศึกษา แต่หากไม่มีผู้ใดมาพบ หรือไม่มีผู้ใดเข้าเวรประจำโรงเรียน ก็จะใช้คีมตัดเหล็กและอุปกรณ์งัดแงะที่เตรียมไปทำการลักทรัพย์โทรทัศน์สีในประเภทต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ ก่อนที่จะหลบหนีไป" ผบช.ภ.4 กล่าว 

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ตั้งแก๊งตระเวนลักทรัพย์โรงเรียนมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 จนถึงขณะนี้ได้โทรทัศน์สีไปมากกว่า 100 เครื่อง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดคืนมาได้เพียง 50 เครื่อง ซึ่งทั้ง 3 คน รับสารภาพว่า ตระเวนขโมยทีวีจากโรงเรียนต่างๆ เพียงอย่างเดียว พอได้มาก็จะนำไปจำหน่ายให้กับร้านรับซื้อของเก่า หรือร้านรับซื้อสินค้ามีสอง โดยแกะเอาเลขรหัสพัสดุของทางราชการทิ้งไป และนำมาจำหน่ายในราคาเครื่องละ 4,000 – 5,000 บาท ตามขนาดของทีวีและตามการรับซื้อของทางร้าน  

"ได้ลงมือก่อเหตุมาแล้วทั้งหมด 29 โรงเรียน ได้ทีวีมากกว่า 100 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของกระทรวงศึกษาธิการมากกว่า 2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เลือกก่อเหตุในพื้นที่ จ.ขอนแก่น, หนองบัวลำภู, เลย, นครพนม และอุดรธานี" ผู้ต้องหาสารภาพ 

พล.ต.ต.จตุพล กล่าวต่อว่า ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้มากว่า 2 เดือน มีอีกหลายโรงเรียนที่ไม่กล้าเข้ามาแจ้งความเอาผิดกับผู้ต้องหาหรือแจ้งความว่ามีเหตุการณ์ลักทรัพย์เกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะอาจจะกลัวความผิด เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของทางราชการ ซึ่งมีระเบียบต่างๆ กำหนดไว้อยู่

อย่างไรก็ตามหลังการสอบปากคำแล้วเสร็จ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา จึงตั้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนทำการควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้