วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องทำให้ใสสะอาด

โดย สหบาท

การจะตัดสินชี้ความผิดของใคร ตัวเองต้องมีใจสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากข้อเคลือบแคลง

เฉกเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญตั้งแต่ยุค นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 117/2517 ลงวันที่ 2 พ.ค.2517 อ้างเหตุผลต้องมี ป.ป.ช. ที่เดิมชื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เพราะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการตรงมาที่นายกรัฐมนตรีมากราย กล่าวอ้างว่า มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการอยู่เสมอ

บางกรณีเกี่ยวข้องข้าราชการหลายกระทรวง ทบวง กรม หรือรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลนี้มีเจตจำนงอยู่ว่า จะต้องป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการให้หมดสิ้นไป หรืออย่างน้อยก็ให้บรรเทาเบาบางลง

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ถึงต้องมีหน้าที่เป็น “ตาชั่ง” เข้าปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่บ่อยครั้งมี ข้าราชการตำรวจ ถูกกล่าวหา จำนวนไม่น้อย

ดังนั้น เมื่อ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สปท. ในฐานะทนายความ ยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. “ว่าจ้างสภาทนายความฟ้องคดี”

น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นที่เสียหายต่อการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน

ย่อมมี “รอยมลทิน” ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อให้เกิด “ภาพมัวหมอง” ส่อแววทุจริตเสียเอง

หนังสือของนายบัญชา ยกใจความสรุปว่า พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 7 บัญญัติว่า สภาทนายความมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาด้านกฎหมายเพื่อส่งเสริมวิชาชีพให้ทนายความ มีความรู้ด้านกฎหมายต่างๆ ไม่มีวัตถุประสงค์ หรือเกี่ยวข้องในการรับจ้างคดีความ หรือจัดหาทนายความฟ้องคดีต่างๆ

อีกทั้งในมาตรา 78 ยังบัญญัติว่า “ประชาชนผู้มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น”

สุดท้าย คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องพิจารณาประเด็นนี้ให้กระจ่างโปร่งใส “ไร้ข้อครหา” และรวบรวมข้อมูลทั้งหมดขึ้นสู่กระบวนการในชั้น ศาลวินิจฉัยชี้ขาด ตามขั้นตอน

อย่ารวบรัดตัดตอน เพราะเห็นเป็นองค์กรอิสระด้วยกันเอง!!!

สหบาท

6 พ.ย. 2559 08:54 6 พ.ย. 2559 08:54 ไทยรัฐ