วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แด่ในหลวงรัชกาลที่9 ร้อยเรียงความประทับใจของคนการเมือง

สมาชิกรัฐสภาล้วนเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย

สมัยก่อนสมาชิกรัฐสภาต่างภาคภูมิใจสูงสุด นำมาซึ่งความปลาบปลื้มเป็นมงคลชีวิต ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม

พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2493 เป็นการเปิดประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภา และครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2548

พระราชดำรัสของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา คือ สิ่งสำคัญที่สุดในรัฐพิธีเปิดประชุม

แสดงความในพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งหวังให้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์

ผู้แทนของปวงชนชาวไทยเป็นผู้ที่มีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร

ที่มีโอกาสและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยโครงการพระราชดำริของ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว”

ได้มีส่วนรับรู้รับทราบและแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ให้พ้นจากวิกฤตการณ์ตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมถึงการมีส่วนดูแลประชาชน โดยถือปฏิบัติตามแนวพระราชดำริและตามรอยพระยุคลบาท

สมาชิกรัฐสภาต่างล้วนซาบซึ้ง พร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดี

ด้วยการ “บันทึกบทความร้อยเรียงความประทับใจในพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

ถือเป็นหนังสือที่บันทึกมุมมองของสมาชิกรัฐสภา ที่พร้อมใจกันร้อยเรียงบทความอันแสดงถึงความประทับใจ ในพระราชกรณียกิจและการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวพระราชดำริและตามรอยพระยุคลบาท

ให้ปรากฏต่อสาธารณชน ทำให้ทราบถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม กอปรด้วยทศพิธราชธรรม พระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ทีมข่าวการเมือง ได้นำบันทึกของสมาชิกรัฐสภาในยุคสุดท้าย ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โดยได้นำบันทึกของสมาชิกรัฐสภาบางคน บางตอนมานำเสนอ

เริ่มจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เมื่อพระองค์ได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นับตั้งแต่นั้นมาพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระสติปัญญา ทรงงานโดยมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของปวงชนชาวไทย

จึงได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา”

แต่การที่จะกล่าวถึงความประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์นั้น คงไม่สามารถกล่าวเฉพาะพระราชกรณียกิจอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เนื่องจากในทุกพระ
ราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติมา ล้วนเป็นที่ประจักษ์และตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

ขณะที่ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา ระบุว่า พระราชกรณียกิจทุกด้านแสดงให้เห็นถึงพระราชประสงค์ ที่จะทอดพระเนตรเห็นพสกนิกรมีความสุขในทุกด้าน

โดยยกระดับสภาพความเป็นอยู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน

ในฐานะที่มีโอกาสถวายอารักขาในฐานะราชองค์รักษ์เวรตามเสด็จฯอย่างต่อเนื่องเป็นเวลารวมเกือบ 20 ปี ทำให้ได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภูมิภาคอยู่เสมอ

จนมีคำกล่าวว่า ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง

ทางด้าน พล.ต.เกริก กัลยาณมิตร ส.ว.สรรหา ระบุว่า พระองค์มิได้ทรงงานทางโลกอย่างตรากตรำเท่านั้น พระองค์ยังมีพระราชจริยวัตรในทางธรรม ทรงศึกษาธรรม ปฏิบัติสมาธิภาวนาตามหลักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

และเสด็จฯนมัสการและทรงสนทนาธรรมกับพระสายปฏิบัติในที่ต่างๆ ธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระองค์ ข้าพเจ้าซาบซึ้งและติดตามในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่พสกนิกรในโอกาสต่างๆ

ด้วยตระหนักยิ่งว่าล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง เป็นแนวทางที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว

จนเกิดผลอันเกิดจากพระปัญญาญาณ ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยแท้

ส่วนผู้แทนของปวงชนจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ นายเจะอามิง โตะตาหยง ระบุว่า ภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือราษฎรอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

และพระองค์ยังได้พระราชทานแนวคิดในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยนำหลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พื้นที่จังหวัดสระแก้วห่างไกลทุรกันดาร มีปัญหาความมั่นคงอย่างรุนแรง เคยเป็นเขตต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงซ้ำเติมให้ประชาชนในพื้นที่ยิ่งขาดแคลน ล้าหลัง ยากจน

แต่นับเป็นบุญของประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ความลำบากยากจน ขาดแคลนและล้าหลัง จึงอยู่ในครรลองแห่งสายพระเนตรของพระองค์ท่านและได้รับพระราชทานความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เฉกเช่นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้บอกถึงพระราชกรณียกิจในทุกด้านและโครงการในพระราชดำริทุกโครงการ ล้วนก่อกำเนิดขึ้นเพื่อเป่าปัดความทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์และขจัดปัญหาของประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของชาวไทยอย่างแท้จริง

ภาพการเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศทุกพื้นที่ แม้ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล เป็นภาพความประทับใจของผู้คนทั่วทั้งโลก แม้ทรงตรากตรำพระวรกายเพียงใด ก็มิทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากและปัญหาอุปสรรคใดๆ ด้วยมีพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปสัมผัสใกล้ชิดราษฎร

เพื่อนำความกินดีอยู่ดีไปสู่ประชาชน

ขอย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นรัชกาลที่ 9 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ บันทึกไว้ว่า ค่ำของวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ประธานรัฐสภาได้เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อรับทราบแถลงการณ์ เรื่อง การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลง

เมื่อแถลงจบ ได้เสนอข้อความเห็นจากรัฐสภาให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ สืบราชสมบัติต่อไป ที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าเฝ้าถวายพระพร และกราบทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ สืบราชสมบัติ หลังจากนั้นสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศข่าวเป็นมงคลนี้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ได้จดจารว่าพระองค์เป็น “พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่”

เช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฉายภาพอีกมุมหนึ่งให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์ ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิเคยย่อท้อ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างแซ่ซ้องสดุดีและเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณไว้เหนือเศียรเกล้า

และบันทึกของสมาชิกรัฐสภาอีกคนคือ นางอุไร อุณานันทกุล ส.ว.สรรหา ระบุว่า เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวงของคนไทย ไม่มีใครจะยิ่งใหญ่และครองหัวใจของคนทั้งชาติได้เท่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของเรา

พระองค์เป็น “พระราชา” ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ไม่มีแผ่นดินสักตารางนิ้วเดียวที่ลอดผ่านสายพระเนตร พระกรรณ

ไม่มีทุกข์ใดในแผ่นดินไทยที่พระองค์ไม่ทรงรับรู้

ไม่มีสักนาทีเดียวที่พระองค์มิได้ทรงคิดถึงราษฎร.

ทีมการเมือง

6 พ.ย. 2559 08:53 6 พ.ย. 2559 08:56 ไทยรัฐ