วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ทูตมะกันยูเอ็น ศิโรราบ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทึ่งคนไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

ในสายตาของชาวต่างชาติ ล้วนเทิดทูนยกย่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” เป็นแบบอย่างของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองแผ่นดินได้ทรงงานอย่างหนักและตรากตรำพระวรกายมายาวนาน เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศในทุกด้านให้มีความเจริญก้าวหน้า จนได้รับการยกย่องให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก

พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไม่เพียงแต่เป็นที่ซาบซึ้งและเทิดทูนยกย่องของพสกนิกรชาวไทย แต่ยังได้รับการแซ่ซ้องจากชาวโลกอย่างลือลั่น ด้วยพระอัจฉริยภาพที่ทรงสร้างคุณูปการต่างๆมากมาย ได้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณจากองค์กรระหว่างประเทศมากมาย รวมถึง องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น องค์การระหว่างประเทศทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ได้เปิดประชุมนัดพิเศษ เพื่อถวายสดุดีและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีตัวแทนจากทุกภูมิภาคของโลกขึ้นกล่าวสดุดี เปิดฉากด้วยประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเป็นคนแรก ตามด้วย “นายบัน คีมูน” เลขาธิการยูเอ็น จากนั้นจึงเป็นคิวของผู้แทนจากทวีปต่างๆ

ผู้แทนในแต่ละภูมิภาคของโลกต่างสดุดียกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 ในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา นักสร้างสรรค์ นักสร้างนวัตกรรม อีกทั้งยังเป็นที่จดจำของชาวโลกว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แนวพระราชดำริของพระองค์ ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานทดแทนและสภาพอากาศ รวมถึงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการนำไปปรับใช้ในหลายประเทศ

หนึ่งในถ้อยแถลงการถวายสดุดีและเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ซึ่งเป็นที่ซาบซึ้งกินใจคนไทยอย่างยิ่ง จนมีการเผยแพร่ผ่านสื่อทุกแขนง ก็คือ คำกล่าวถวายสดุดีและเทิดพระเกียรติของ “นางซาแมนธา พาวเวอร์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำยูเอ็น ใจความว่า “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ขึ้นกล่าวถวายสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนี้ ในนามของสหรัฐอเมริกาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมถึงประชาชนไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่เพียงแต่เป็นมิตรที่ยาวนานของสหรัฐอเมริกา แต่ยังทรงผูกพันอย่างมากกับสหรัฐอเมริกาด้วย

...พระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีของพระองค์ พบกันขณะทรงศึกษาด้านการแพทย์อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา แม้พระองค์จะพำนักอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ เมื่อยังทรงเป็นเพียงทารก แต่ผู้ที่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ยังรู้สึกได้ถึงการดำรง อยู่ของพระองค์ ในฐานะที่ดิฉันเคยเป็นอาจารย์อยู่ในเคมบริดจ์ สอนหนังสือที่ “ฮาร์วาร์ดส์ เคนเนดี้ สคูล ออฟ โกเวิร์นเมนต์” ก่อนจะมาทำงานในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ดิฉันต้องเดินผ่านจัตุรัสราชาภูมิพลอยู่เสมอๆ และเป็นเรื่องปกติทุกวันที่จะพบเห็นคนไทยเดินทางมาถวายความเคารพและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสถานที่สำคัญแห่งนี้ รวมถึงสถานที่อีกหลายแห่งในเคมบริดจ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการประสูติของในหลวง รัชกาลที่ 9

...เกือบสองทศวรรษที่แล้ว นักข่าวคนหนึ่งเคยถามพระองค์ว่า อยากจะให้ผู้คนจดจำพระองค์อย่างไร พระองค์ทรงตอบว่าไม่สนใจว่าคนจะจดจำพระองค์อย่างไร แต่หากอยากจะเขียนถึงพระองค์ในแง่ดี ก็ให้เขียนว่าอะไรที่ทรงทำแล้วเป็นประโยชน์บ้าง ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับพระองค์ก็คือ การทำประโยชน์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาสและยากไร้ หนทางเดียวที่จะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ และทำให้เข้าใจปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ก็คือ การเดินทางไปยังพื้นที่จริงเพื่อพบเจอพูดคุยกับประชาชนในท้องถิ่น พระองค์เสด็จไปทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจดใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจน และห่างไกลความ เจริญ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโครงการพระราช ดำริหลายพันโครงการ

...พระองค์ไม่เพียงแต่เสด็จไปยังพื้นที่เหล่านั้น แต่ยังทรงพบปะพูดคุยกับประชาชนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นชาวประมง, ชาวสวนยาง, ชาวนา หรือนักเรียนประถมตัวเล็กๆ ขณะเดียวกัน ก็ทรงมีรับสั่งกับข้าราชการตัวเล็กๆในท้องถิ่น นอกจากจะทรงเป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอดแล้ว ยังทรงกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาที่พบเจอ และทรงสนับสนุนให้ประชาชนชาวไทยดำเนินรอยตาม

...ตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงจดสิทธิบัตรต่างๆมากถึง 40 ฉบับ ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาคิดค้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนผู้ยากไร้ อาทิ โครงการแก้มลิง เกิดจากที่ทรงเห็นลิงเก็บของกินไว้ที่แก้มเพื่อนำมากินภายหลัง ทรงนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชน โดยสร้างที่เก็บน้ำในช่วงน้ำท่วมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในภายหลัง

...ย้อนกลับไปเมื่อกลางปี 1960 พระองค์ได้เสด็จเยือนอเมริกา ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีดไวต์ ไอเซนฮาวร์และทรงมีพระราชดำรัสกับสภาคองเกรส ขณะนั้นทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 32 พรรษา ทรงมีรับสั่งถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าสูงสุดสำหรับสังคมไทย นั่นคือการให้ความสำคัญกับครอบครัว และการให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการใช้ชีวิตของพระองค์มาโดยตลอด นั่นคือการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์กับผู้คน การใช้ชีวิตในฐานะผู้ให้ และเพื่อรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อให้ได้รับการยกย่อง ไม่ใช่เพื่อหวังผลตอบแทนใดๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนไทยถือปฏิบัติในครอบครัว และสำหรับพระองค์แล้ว ประชาชนชาวไทยคือครอบครัวของพระองค์ นับเป็นโชคดีของคนไทยที่มีพระองค์เป็นสมาชิกครอบครัว และนับเป็นโชคดีของเราที่ได้เห็นพระมหากษัตริย์ผู้โดดเด่นเลือกดำรงชีวิตเช่นนี้ตลอดพระชนม์ชีพ”

ก็เพราะคำกล่าวสดุดีที่ลึกซึ้งกินใจถึงแก่น ทำให้คนไทยครึ่งค่อนประเทศอยากรู้จักว่า “นางซาแมนธา เจน พาวเวอร์” เป็นใครมาจากไหน นางเป็นนักการทูต, นักประพันธ์ และนักวิชาการชาวอเมริกัน เชื้อสายไอริช ปัจจุบันอายุ 46 ปี ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำยูเอ็น นางพาวเวอร์เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวสงครามในสงครามยูโกสลาเวีย ระหว่างปี 1998-2002 จากนั้นได้หันเหมาเป็นอาจารย์ และผู้อำนวยการบริหารศูนย์นโยบายสิทธิมนุษยชน ประจำวิทยาลัยฮาร์วาร์ดส์ เคนเนดี้ สคูล ออฟ โกเวิร์นเมนต์ นางเคยเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของ “บารัค โอบามา” ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก และร่วมทีมหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปี 2008 กระนั้น นางตัดสินใจลาออกกลางคัน เพราะหลุดปากเรียก “ฮิลลารี คลินตัน” ซึ่งเป็นคู่แข่งของโอบามาว่า “นางปีศาจ”

อย่างไรก็ดี หลังจากขอโทษออกสื่อและเคลียร์ใจแล้ว “นางพาวเวอร์” กลับเข้าร่วมทีมคณะทำงานของโอบามาอีกครั้ง โดยรั้งตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดี และผู้อำนวยการอาวุโสด้านสิทธิมนุษยชนและกิจการพหุพาคี ประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระหว่างปี 2009 ถึงต้นปี 2013 “พาวเวอร์” ยังมีบทบาทอีกหลายด้านในรัฐบาลยุคโอบามา โดยได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการป้องกันการทำทารุณกรรม โดยมุ่งเน้นกำกับดูแลด้านการปฏิรูปยูเอ็น, สิทธิความเท่าเทียมกันของผู้หญิง, สิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, เสรีภาพทางศาสนา, ชนกลุ่มน้อย, ผู้ลี้ภัย, การค้ามนุษย์, สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง, แอฟริกาเหนือ, ซูดาน และพม่า สตรีผู้นี้ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีโอบามาส่งทหารเข้าโจมตีลิเบีย สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งทวีป ต่อมาในกลางปี 2013 นางได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโอบามาให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนรัฐบาลมะกันอย่างเต็มที่ โดยนางรั้งตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2013 มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากบทบาททางการเมืองที่โดดเด่นแล้ว “นางพาวเวอร์” ยังสร้างชื่อเสียงในฐานะนักเขียนด้วย โดยคว้ารางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานเรื่อง “A Problem from Hell : America and the Age of Genocide” เมื่อเร็วๆนี้ “นางพาวเวอร์” ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็น ผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดเป็นอันดับ 41 ของโลก และก่อนหน้านี้ นิตยสารไทม์ได้ยกย่องนางให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2004.


ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ

ในสายตาของชาวต่างชาติ ล้วนเทิดทูนยกย่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” เป็นแบบอย่างของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ 5 พ.ย. 2559 11:54 5 พ.ย. 2559 12:09 ไทยรัฐ