วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มนต์เสน่ห์เจดีย์จีน

มนต์เสน่ห์เจดีย์จีน

  • Share:

เจดีย์เหลยเฟิง

ในแต่ละวัฒนธรรมล้วนแต่มีงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามรสนิยมและขนบธรรมเนียมของกลุ่มชน ในวันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน มีเรื่องราวของเจดีย์ที่มีชื่อเสียงในประเทศจีนมานำเสนอ ซึ่งเจดีย์บนแผ่นดินมังกรนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยมีลักษณะเป็นหอสูงที่แบ่งเป็นชั้นๆ แถมบางแห่งยังมีตำนานเพิ่มความเข้มขลังชวนให้สนใจใคร่รู้อีกด้วยครับ

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ (Big Wild Goose Pagoda) หรือ เจดีย์ต้าเอี่ยนถะ อยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน (ฉางอาน) มณฑลส่านซี เจดีย์องค์นี้อยู่ในวัดต้าเฉียน ซึ่งเป็นวัดที่สร้างโดยเจ้าชายหลี่จื้อ รัชทายาทของถังไท่จงฮ่องเต้ (หรือหลี่ซื่อหมิน ผู้โด่งดังไงครับ) เมื่อ ค.ศ.648 เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเหวินเต๋อ พระราชมารดา

หลังจากสร้างวัดเสร็จองค์ชายได้นิมนต์พระถังซำจั๋งมาเป็นเจ้าอาวาส ตอนนั้นพระถังซำจั๋งท่านอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมาจากอินเดียได้ไม่นาน เรียกว่ากำลังดังเลยล่ะ เมื่อถังไท่จงฮ่องเต้สวรรคต องค์ชายหลี่จื้อจึงได้เสวยราชย์เป็นถังเกาจงฮ่องเต้สืบต่อราชบัลลังก์ของพระบิดา

เจดีย์ห่านป่าใหญ่

ล่วงถึงปี ค.ศ.652 พระถังซำจั๋งทูลขอให้สร้างเจดีย์เพื่อจัดเก็บพระไตรปิฎกและสิ่งสำคัญอื่นที่อัญเชิญมาจากอินเดีย โดยสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบอินเดียเป็นเจดีย์ 5 ชั้น สูง 54 เมตร บางตำนานกล่าวกันว่าพระถังซำจั๋งเป็นผู้ออกแบบรูปทรงเจดีย์นี้เอง ซึ่งในปัจจุบันไม่เหลือเค้าโครงดั้งเดิมแล้วครับ เพราะเกิดแผ่นดินไหวในรัชสมัยของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน ทำให้เจดีย์ชำรุดเสียหาย พระนางมีบัญชาให้บูรณะเจดีย์ต้าเอี่ยนถะขึ้นใหม่ โดยคราวนี้ต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม คือสร้างสูงถึง 10 ชั้นเลยทีเดียว แต่เมื่อผ่านมาอีกหลายร้อยปีเจดีย์ก็ถูกทอดทิ้งจนทรุดโทรม โดนไฟสงครามเผาทำลาย และเกิดแผ่นดินไหวจนยอดเจดีย์พังลงมาอีก

จนกระทั่งเมื่อประมาณ 400 ปีก่อนจึงได้เริ่มมีการบูรณะเจดีย์นี้อีกครั้ง และพยายามฟื้นฟูกันเรื่อยมา จนกลายเป็นเจดีย์ 7 ชั้น สูง 64.1 เมตร ฐานเจดีย์จากตะวันออกไปตะวันตกยาว 45.9 เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 48.8 เมตร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นหนึ่งในมรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมของชาติ

สำหรับชื่อเจดีย์ห่านป่าใหญ่นั้นมีที่มาครับ ตำนานที่กล่าวถึงกันมากคือ มีอยู่วันหนึ่งพระในวัดปรารภว่าไม่มีอาหารจะขบฉัน พระโพธิสัตว์ท่านลืมพวกเราไปแล้วหรือ ทันใดนั้นก็มีฝูงห่านป่าบินผ่านมา และห่านป่าตัวหนึ่งได้พุ่งลงมาชนเจดีย์ถึงแก่ความตาย เพื่ออุทิศร่างให้เป็นอาหารของพระสงฆ์ ซึ่งเชื่อกันว่าห่านป่านั้นคือพระโพธิสัตว์ นับจากนั้นมาพระในวัดจึงเลิกฉันเนื้อสัตว์หันมาฉันอาหารเจกันแทน

บางตำนานก็ว่าเจดีย์แห่งนี้ในตอนแรกนั้นมีรูปร่างคล้ายห่าน ก็เลยเรียกกันมาอย่างนั้น อีกตำนานอ้างถึงสมัยที่พระถังซำจั๋งจาริกผ่านทะเลทรายด้วยความยากลำบาก ขณะที่ท่านกำลังกระหายน้ำมาก ท่านก็เห็นห่านป่าบินร่อนลงมาในทะเลทราย ท่านจึงตามฝูงห่านป่าไปทำให้พบแหล่งน้ำ ท่านจึงนำมาตั้งเป็นชื่อเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์

ภาพวาดเจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิงในอดีต

เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง (Porcelain Tower of Nanjing) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องอยู่ในเมือง นานกิง ทางตอนเหนือของประเทศจีน สร้างขึ้นที่วัดต้าเป้าเอินซื่อเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15

ในยุคราชวงศ์หมิง โดยสร้างเป็นทรง 8 เหลี่ยม หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ชายคาแขวนกระดิ่งไว้ 80 ลูกโดยรอบ ทั้งยังมีโคมไฟประดับอีกนับร้อย องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐแล้วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ ยอดเจดีย์เป็นรูปกลมปิดทอง เดิมทีองค์เจดีย์องค์นี้มีเพียง 3 ชั้น แต่ในภายหลังราว ค.ศ.1430 ฮ่องเต้หย่งเล่อ มีดำริให้สร้างเพิ่มขึ้นอีก 6 ชั้น รวมเป็น 9 ชั้น สูง 261 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลางฐาน 97 ฟุต มีบันไดวน 184 ขั้น ด้านนอกมีสายโซ่โยงลงมา 8 เส้น มีกระดิ่งแขวนตามสายโซ่ 72 ลูก ซึ่งจะส่งเสียงดังกังวานเมื่อยามต้องลม และเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระราชบิดาและพระราชมารดา

ฮ่องเต้หย่งเล่อจึงสักการะด้วยเครื่องบูชาเลอค่า ทั้ง เงิน ทองคำ อัญมณีจำนวนมาก เล่าสืบมาว่าบนยอดเจดีย์มีลูกบอลปิดทอง มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบ 9 วง มีมุกขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายยอดเพื่อเป็นเครื่องรางสื่อถึงความมีโชคชัยของกรุงนานกิง

เจดีย์นี้เคยถูกฟ้าผ่าจนชั้นบนพังไป 4 ชั้น และเมื่อถึงยุคราชวงศ์ชิงเกิดกบฏไท่ผิงซึ่งนำโดยหงซิ่วฉวนอันเป็นการกบฏครั้งใหญ่ที่มีผู้คนล้มตายไปกว่ายี่สิบล้านคน เจดีย์กระเบื้องเคลือบถูกพวกไท่ผิงทำลายในปี ค.ศ.1856 จนเสียหายย่อยยับ ของมีค่าภายในนั้นถูกโจรกรรมสูญหายหมดสิ้น ซึ่งในตอนนั้นนานกิงถูกยึดครองเป็นราชธานีของอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ (เมืองแมนแดนสันติ) และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเทียนจิน หรือราชธานีแห่งสวรรค์ สาเหตุสำคัญที่หอนี้ถูกทำลายก็เพราะในช่วงนั้นพวกไท่ผิงกลัวว่าหากศัตรูเข้ายึดหอนี้ได้จะใช้เป็นที่สังเกตการณ์จากที่สูง และบางข้อสันนิษฐานก็บอกว่าอาจเกี่ยวกับความเชื่อด้านโชคลางหรือความแตกต่างทางศาสนาด้วย

เจดีย์นานกิงที่สร้างขึ้นใหม่

เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิงได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีน แต่หลังจากมันถูกทำลายเราก็ได้เห็นความยิ่งใหญ่สูงสง่าของเจดีย์องค์นี้จากภาพวาดเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2010 นายหวังเจียนหลิน ประธานบริษัทแห่งหนึ่งได้ใช้เงินราว 4,500 ล้านบาท เพื่อสร้างเจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิงขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเทียบกับภาพในอดีตแล้วก็ดูจะแตกต่างจากของเดิมอยู่มากครับ

เจดีย์เหลยเฟิง (Leifeng Pagoda) ตั้งอยู่ที่เนินเขาทางด้านทิศใต้ของทะเลสาบซีหู สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.977 โดยกษัตริย์เฉียนหงชู่ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งแคว้นอู๋เยว่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบแคว้นของยุค 5 ราชวงศ์ 10 แคว้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าและเป็นการฉลองในวาระที่พระองค์ได้พระโอรสซึ่งประสูติจากพระสนมเอก

เมื่อแรกสร้างนั้นเจดีย์เหลยเฟิงมีรูปทรง 8 เหลี่ยม สูง 5 ชั้น โดยสร้างจากไม้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านภายนอกเป็นอิฐสีแดงน้ำตาลที่นี่เคยเป็นหนึ่งในสิบทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของทะเลสาบซีหู โดยได้รับการเรียกขานว่า “อาทิตย์อัสดงที่เหลยเฟิง” อันหมายความว่าที่นี่จะสวยงามที่สุดในช่วงเวลาตะวันจะลับฟ้า

เมื่อกาลเวลาผันผ่านแคว้นอู่เยว่ถูกรวมเข้าไปกับราชวงศ์ซ่งเหนือ พอสิ้นอำนาจราชวงศ์ที่สร้าง เจดีย์เหลยเฟิงก็ไม่ได้รับการใส่ใจดูแล พอถึงยุคราชวงศ์หมิงก็ยังถูกโจรสลัดญี่ปุ่นเผาทำลาย ทรัพย์สินมีค่าถูกโจรกรรม ชาวบ้านเองก็เชื่อว่าอิฐจากเจดีย์แห่งนี้เมื่อนำไปบดเป็นผงสามารถรักษาโรคได้ ก็คงจะรื้อค้นขุดคุ้ยกันมาหลายยุคสมัย จนเมื่อถึง ค.ศ.1924 เจดีย์เหลยเฟิงก็พังทลายลงมา

เจดีย์เหลยเฟิง

แต่ด้วยความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ทำให้มีการสร้างเจดีย์เหลยเฟิงขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2002 โดยในระหว่างการก่อสร้างได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุที่เกี่ยวพันกับศาสนาและประวัติศาสตร์จำนวนมาก เช่น เครื่องหยก เงิน ทองแดง เครื่องประดับ คำภีร์ พระพุทธรูป และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือสถูปเงินขนาดเล็กแกะสลักเป็นภาพพุทธประวัติ สูง 35.6 เซนติเมตร ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาของพระพุทธเจ้า

ปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ บริเวณฐานชั้นล่างสุดจัดนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของเจดีย์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยตรงกลางเป็นซากเจดีย์เก่า ชั้นที่สองมีภาพไม้แกะสลักเล่าเรื่องราวบางฉากของตำนานนางพญางูขาว ส่วนชั้นบนสุด แสดงภาพพุทธประวัติ และมีระเบียงสำหรับชมทิวทัศน์

สงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมต้องมีภาพสลักตำนานนางพญางูขาว

ก็เพราะที่นี่คือสถานที่กักขังนางพญางูขาวน่ะสิครับ นางพญางูขาวนั้นเป็นตำนานท้องถิ่นหังโจว และปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่อง “จองจำงูขาวชั่วนิรันดร์ในเจดีย์เหลยเฟิง” ในบันทึกจิ่งซื่อทงเหยียน ของ เฝิง เมิ่ง หลง ซึ่งค้นพบในระหว่างยุคราชวงศ์หมิง ตามเนื้อเรื่องเล่าถึงบัณฑิตหนุ่มที่ตกหลุมรักหญิงสาวเลอโฉม ทว่าแท้จริงนางคือปิศาจงูขาวที่จำแลงเป็นมนุษย์ ร้อนถึงพระเถระรูปหนึ่งต้องช่วยเหลือบัณฑิตหนุ่มให้พ้นจากการดูดกลืนวิญญาณของปิศาจงูขาว โดยท่านเข้าต่อสู้จนชนะและจับนางไปจองจำไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง

ส่วนหนึ่งของภาพสลักตำนานนางพญางูขาวในเจดีย์เหลยเฟิง

และก็เฉกเช่นตำนานอื่นๆ เมื่อนานวันเข้าก็มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งกันมากขึ้น จนกลายเป็นตำนานรักตรึงใจระหว่างบัณฑิตหนุ่มสี่เซียน (ฮั่นเวิน) กับปิศาจงูขาวไป๋ซู่เจิน (ตำนานเดิมไม่ปรากฏชื่อนางงูขาว) ซึ่งถูกขัดขวางโดยพระเถระฝาไห่ และยังได้ผูกเรื่องราวเพิ่มตัวละครขยายความต่อไปมากมายดังที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ นับเป็นตำนานที่มีคนรู้จักมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับคนท้องถิ่นในสมัยกระโน้นเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและมีความยำเกรงนางพญางูขาวผู้ถูกกักตัวไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิงอยู่ไม่น้อยเลยครับ

เจดีย์เหล่านี้ต้องประสบกับการถูกทำลายหลายต่อหลายครั้งทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ เป็นอุทาหรณ์ว่าไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะก็ควรที่จะได้รับการดูแลรักษาไว้ ดังนั้นขอให้ทุกท่านที่ไปยลเยือนโบราณสถานทั้งของไทยและเทศ ช่วยกันรักษาสถานที่เหล่านั้นให้คงเดิมด้วยนะครับ.

โดย :รายทาง
ทีมงาน นิตยสารต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้