วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โครงการแก้มลิง

โครงการแก้มลิง

  • Share:

โครงการแก้มลิง

อีกหนึ่งโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เพื่อทรงสำรวจสถานที่พร้อมทั้งทรง ศึกษาแผนที่ วางแผนควบคุมน้ำที่ไหลหลากอย่างละเอียด และได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ พื้นที่หน่วงน้ำ โดยวิธี การที่เรียกว่า “แก้มลิง” เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร ซึ่งมีแนวคิดจากการที่ ลิงอมกล้วยในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ ซึ่งมีพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับ โครงการแก้มลิง ตอนหนึ่งในพระราชดำรัสที่พระราชทาน แก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538

“... ตามปกติเวลาเราให้กล้วยกับลิง ลิงจะเคี้ยว เคี้ยว เคี้ยวแล้วเก็บไว้ในแก้มลิง แต่ฝูงลิงที่ลพบุรี ท่านผู้ว่าฯลพบุรีคงทราบว่าไม่รับประทานกล้วย เพราะฝูงลิงที่ลพบุรีนั้นเขารับประทานแต่โต๊ะจีน แต่อย่างไรก็ตาม นิสัยของลิงก็ยังคงเป็นลิง เพราะว่า เราจำได้เมื่ออายุ 5 ขวบ มีลิง เอากล้วยไปให้ มันก็เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว แล้วใส่ใน แก้มลิง ตกลง “โครงการแก้มลิง” นี้มีที่เกิดเมื่อเราอายุ 5 ขวบ เมื่ออายุ 5 ขวบ ก็นี่เป็นเวลา 63 ปีมาแล้ว ลิงสมัยโน้น ลิงโบราณเขาก็มีแก้มลิงแล้ว เขาเคี้ยวแล้วเอาเข้าไปเก็บในแก้ม น้ำท่วมลงมา ถ้าไม่ทำ “โครงการแก้มลิง” น้ำท่วมนี้จะเปรอะไปหมด อย่างที่เปรอะปีนี้ เปรอะไปทั่วภาคกลาง จะต้องทำ “แก้มลิง” เพื่อที่จะเอาน้ำนี้ ไปเก็บไว้ เวลาน้ำทะเลขึ้น ไม่สามารถที่จะระบายออก เมื่อไม่สามารถระบาย ออก น้ำทะเลก็ขึ้นมา ดันขึ้นไปตามแม่น้ำขึ้นไปเกือบถึงอยุธยาทำให้น้ำลดลงไปไม่ได้ แล้วเวลาน้ำทะเลลง น้ำที่เอ่อขึ้นมานั้นก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ท่วมต่อไป จึงต้องมีแก้มลิง เราพยายามที่จะเอาน้ำออกมาเมื่อมีโอกาส เอาลงมาเหมือนโครงการที่ได้กล่าวถึงเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่บอกให้ทำที่เก็บน้ำทางฝั่งตะวันออก ในที่สุดก็สำเร็จพอสมควร เพราะว่าภายในไม่กี่วัน น้ำที่อำเภอลาดกระบังก็ลดลง”

“...โครงการแก้มลิง ต้องทำตามคติพจน์ที่มีเขียนไว้ข้างใต้ตรงนี้ (ทรงชี้ที่กระเป๋าฉลองพระองค์) เหมือนที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อประมาณ 3 ปี ภาษาไทยพูดยาก แต่ภาษาอังกฤษก็คือ “Our Loss Is Our Gain”. “Our Loss” คือสิ่งที่เราเสีย ; “Is” คือเป็น, “Our Gain” กำไรของเรา. “Our Loss” ความเสียหายของเรา “Is Our Gain” กลายเป็นกำไรของเรา. ต้องทำตามคติพจน์ของสำนักงาน ฝล. ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ แต่ถือว่า Our Loss Is Our Loss คือ ไม่ยอมเสียเงิน ก็ทำโครงการนี้ไม่ได้ ต้องยอมเสียเงิน แต่ในที่สุดก็กลายเป็นกำไรของเรา เพราะว่าคนพวกที่อยู่ที่นี้ จะร่วมมือ จะทำให้โครงการนี้ราคาถูกลง และประชาชนที่อยู่ที่นี่ก็จะได้กำไรเหมือนกัน ทางราชการก็จะได้กำไร...”

ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริเรื่อง แก้มลิง เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวง คือ การเตรียมสถานที่เก็บน้ำไว้ทางตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯ เปรียบเสมือน แก้มลิงซ้ายขวา ที่อมน้ำจำนวนมากเอาไว้เพื่อปล่อยลงอ่าวไทย เมื่อน้ำเหนือหลาก มาถึงตอนบนของกรุงเทพฯ จะมีการจัดการให้น้ำไหลเลี่ยงเป็นสองทางไปสู่แก้มซ้ายขวา จากนั้นในช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดต่ำลงกว่าน้ำใน แก้มลิงจะก็เร่งรีบสูบน้ำจาก แก้มลิง ทั้งแก้มซ้ายและขวาลงทะเล เมื่อน้ำใน แก้มลิงน้อยลง น้ำเหนือจะเติมมาในแก้มลิงเรื่อยๆ เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงจะปิดแก้มลิงเอาไว้ รอคอยจังหวะน้ำลงอีกหนจึงเริ่มสูบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนหมดฤดูน้ำหลาก

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมแก้มลิง จำนวน 21 แห่ง รองรับน้ำได้ประมาณ 12.74 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ปี 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำเข้า ที่ดินส่วนพระองค์ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และมีพื้นที่กว่าพันไร่ กับ ทุ่งภูเขาทอง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีพื้นที่กว่าสองพันไร่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งเป็นการลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลบ่าเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งพื้นที่ทั้ง 2 แห่งนี้ จึงเป็นเสมือน “แก้มลิง” ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง

และในปี 2554 ซึ่งเกิดมหาอุทกภัยใหญ่ แก้มลิงทุ่งมะขาม-หย่อง และทุ่งภูเขาทอง ก็ได้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระมวลน้ำมหาศาลที่ไหลเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแบ่งเบามวลน้ำที่ไหลบ่าสู่จังหวัดอื่นๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร อีกครั้ง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใดของประเทศไทย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้