วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าสถานการณ์รัฐบาลทหาร "แก้เกม" ราคาข้าว : เข้มอำนาจ คุมเกมเปลี่ยนผ่าน

ลมหนาวโชยมาสัญญาณว่าหน้าฝนกำลังจะผ่านพ้นไป ปฏิทินย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน

ฤดูกาลผันผ่าน วันเวลาเดินหน้า

หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยก็พัฒนาไปตามระบบ ไม่มีอะไรสะดุดหยุดนิ่ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

รวมไปถึงประชาชน คนไทยส่วนใหญ่รู้หน้าที่เป็นอย่างดี

ในห้วงเวลาพิเศษที่ต้องกอดคอกันก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

หลังจาก “องค์พ่อ” ผู้เป็น “เสาหลัก” ของบ้านเมืองเสด็จสู่สวรรคาลัย

และผ่านไป 20 กว่าวัน บรรยากาศที่พระบรมมหาราชวังยังเต็มไปด้วยประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” อย่างไม่ขาดสาย

เพียงแต่ความหนาแน่นลดลงไปกว่าช่วงแรกๆ

เพราะส่วนหนึ่งทางสำนักพระราชวังและกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) โดยกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครได้มีการจัดระเบียบการเข้าสักการะพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ

วางระบบคิว จัดการ “คัดกรอง” คนเป็นรอบๆและกำหนดเปิดปิดเป็นช่วงเวลา

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกของประชาชน รวมถึงการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย ง่ายต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่

ป้องกันผู้ไม่หวังดีแฝงเข้ามาก่อเหตุในช่วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

รวมถึงจิตอาสาก็มีการจัดให้ลงทะเบียนกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสำรวจสิ่งของที่ขาดและจำเป็น พร้อมแนะให้ผู้มีจิตศรัทธานำอาหารแห้งที่ไม่เสียง่ายมาบริจาค เพราะอากาศร้อน ทำให้ของสดเสียง่าย

อีกทั้งการขอความร่วมมือในการลดใช้โฟม เนื่องจากปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นหลายสิบตันต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร ขยะเปียกและโฟมที่ย่อยสลายยาก

ลำบากต่อการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมในภายหลัง

ขณะเดียวกัน ทาง กทม.ก็มีการขอคืนพื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อทำการปรับพื้นที่เตรียมการก่อสร้างพระเมรุ ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับเต็นท์ให้ประชาชนพักรอ เต็นท์จิตอาสาแจกจ่ายของบริจาคลดลงไปด้วย

ภาพความคึกคักจนถึงขั้นวุ่นวายลดโทนลงไป

ทุกอย่างถูกจัดเข้าระบบ เพื่อพระราชพิธีสำคัญ

ส่วนบรรยากาศทั่วไปก็เริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ออกอากาศตามผังรายการเดิมได้

รวมถึงกิจกรรมทางด้านบันเทิง งานเทศกาลระดับประเทศ ระดับจังหวัด งานส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด งานเทศกาลพื้นบ้าน และการประชุมต่างๆ อาทิ งานบวช หรืองานแต่งงาน

สามารถกลับมาจัดกิจกรรมต่างๆได้เหมือนเดิม ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ หลังครบกำหนด 30 วันที่รัฐบาลขอความร่วมมือไว้

เพียงแต่มีการเน้นย้ำถึงความเหมาะสม

ทุกอย่างอยู่ในโหมดถูกบล็อกโดยอารมณ์ของสังคมไทย ในห้วงการสูญเสียครั้งสำคัญ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้สงบราบเรียบเสียทีเดียว

อย่างที่สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมแฝงอยู่ตามรอยร้าวความแตกแยก

จุดแรกเลยก็คือเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ปะทุขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด ปัตตานี นราธิวาส สงขลา เกือบ 20 จุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งลอบยิง วางระเบิด โดยมีพลทหารพลีชีพไป 1 นาย

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธว่า การก่อเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

นำทีม “ครม.ส่วนหน้า” เดินทางลงพื้นที่เป็นครั้งแรก

ไฟใต้แทรกเข้ามากระตุกสถานการณ์ด้านความมั่นคง

แต่นั่นยังไม่ร้อนแรงเท่ากระแส “ข้าว” ราคาดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 10 ปี เป็นปมสั่นสะเทือนทั้งสถานการณ์ด้านการเมืองและโยงไปกระแทกภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ถึงขั้นทำให้ผู้นำเกิดอาการนั่งไม่ติด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องรีบเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง


เคาะโต๊ะกัน 2–3 รอบ ก่อนดันตัวเลขรับจำนำ “ยุ้งฉาง” ตันละ 13,000 บาท

โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนแถลงเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500 บาท

รีบอัดฉีดงบประมาณแก้ปัญหากันแบบทันทีทันควัน

แม้จะติดปัญหาคาราคาซัง สถานการณ์นัวเนียกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ตันละ 15,000 บาทของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังโดนคำสั่งทางปกครองเรียกเช็กบิลค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

เป็นโอกาสให้อีกฝ่ายแก้ต่างได้ รัฐบาลทหารก็ต้องรับจำนำเหมือนกัน

ที่อันตรายกว่านั้น มันสุ่มเสี่ยงมากกับการเปิดช่องให้พวกเสือหิว เสือโหย ฉวยจังหวะสถานการณ์ช่วงชุลมุน โยนงบฯลงไปกู้สถานการณ์ฉุกเฉิน

แฝงเป็นเหลือบเขมือบข้าวซ้ำรอยโครงการรับจำนำ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เทียบกับสถานการณ์เสี่ยงๆแบบที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ แนะนำให้ใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าวไม่ให้มีการเคลื่อนไหว

รีบสกัดม็อบชาวนาตั้งแต่ต้นลม

จับอารมณ์มันก็ชัดเจนว่า รัฐบาลทหารที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก แต่ไม่เสี่ยงกับปมข้าวที่อาจจะลามเป็นประเด็นการเมืองมากระตุกแรงเสียดทาน คสช.

ถ้าปล่อยให้ลามถึงจุดนั้น ผลเสียหายอาจจะมากกว่าหลายเท่า

เรื่องของเรื่อง ตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่า สถานการณ์ข้าวราคาร่วงทะรูดทะราด เป็นยุทธศาสตร์ “สมรู้ร่วมคิด” กัน ระหว่างเจ้าของโรงสีกับนักการเมือง

สร้างเรื่อง ปั่นกระแสกระตุกขารัฐบาลท็อปบูต

และก็ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ คล้อยหลังจากถ้อยแถลงของผู้นำ ตามฉากล้อกันกับที่ประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.นั่งเป็นประธาน

มีการสั่งการให้ทหารออกตรวจโรงสีในต่างจังหวัด ทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลการเชื่อมโยงการทุบราคาข้าว

พร้อมขู่ ไม่ให้กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา

ทหารเล่นบทดุตามสัญญาณผู้นำ บุกกดดันกันแบบถึงลูกถึงคน

นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้นิ่มๆจากสมาคมโรงสีข้าวไทยประกาศยุติบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอุต-สาหกรรมข้าว และการค้าข้าวไทย

อ้างเพราะถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม

ตามอารมณ์ก็ยิ่งตอกย้ำเสียงวิจารณ์ผู้นำ คสช.ผลักแนวร่วมไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด ทั้งพ่อค้าโรงสี นักการเมือง ชาวนา แม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่ถูกตั้งแง่ว่าเสนอข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

อยู่ในขบวนการปั่นป่วนความมั่นคง

และโดยสถานการณ์ที่โยงกันเป็นฉากต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องเคลียร์แรงเสียดทาน

กับการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลที่มีคำสั่งให้นักข่าวต้องแสดงตัว แสดงเอกสารจากต้นสังกัดในการแลกบัตรเข้าทำข่าว

ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเล็กๆ แต่มันแฝงปมทางใจของคนเป็นใหญ่

นั่นก็เพราะมีการตั้งข้อสังเกตในหมู่สื่อมวลชนถึงมาตรการที่ออกมา มุ่งเฉพาะเจาะจงไปที่นางยุวดี ธัญญสิริ หรือ “เจ๊ยุ” นักข่าวอาวุโสระดับตำนานทำเนียบรัฐบาล

คนที่เป็นข่าวมีคิวพูดผิดหู สร้างความขุ่นเคืองให้ผู้นำมาเป็นระยะ

ถึงจังหวะกำจัดเสี้ยนหนาม “เจ๊ยุ” ต้องเก็บของกลับบ้าน

โดยสถานการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลระแวงไปทุกจุดต้องสงสัยที่แฝงแนวร่วมฝ่ายต้าน

ตามเงื่อนเวลาที่เดินมาถึงช่วงท้ายๆของรัฐบาล คสช. ทหารใกล้หมดเทอม ในโหมดที่นักการเมืองก็ต้องขยับเดินกระแสเตรียมการเลือกตั้ง ตามเงื่อนปฏิทินเวลาที่ประกาศไว้ในโรดแม็ป คสช.

ต่างฝ่ายต่างต้องเบียดชิงกระแสกันตามเกม

และแน่นอนมาถึงนาทีนี้ ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ คงจะไม่สนใจเงื่อนไขอะไรมากไปกว่าการประคองแรงกระเพื่อมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้

แบบที่เจ้าตัวได้ขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคองสถานการณ์ก้าวผ่านช่วงยากลำบากของประเทศ

นั่นหมายถึงที่สุดเลย ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ความชอบธรรม

ตามเหลี่ยมที่รัฐบาล คสช.จะอ้างเงื่อนไขในการยกระดับความเข้มในการใช้อำนาจพิเศษ

เพื่อความจำเป็นของภารกิจสำคัญอย่างยิ่งยวด

ในการอารักขาช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศ.

“ทีมการเมือง”

5 พ.ย. 2559 07:42 5 พ.ย. 2559 07:44 ไทยรัฐ