วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยาแรงเข้มนักการเมือง

กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองแม้จะยังไม่ชัดเจน

แต่เมื่อคลี่จากแนวทางของ กรธ. ที่ออกมาแล้วดูท่าจะเป็น “ยาแรง” ให้นักการเมืองหวั่นไหวไม่น้อย เพราะเล่นถึงขั้น “ประหาร” เลยทีเดียว

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้แม้จะยังไม่ได้ข้อยุติแต่แนวทางกฎหมายลูกที่จะออกมาว่าด้วยเรื่องพรรคการเมืองนั้น

คงจะไม่ผิดแผกไปจากนี้เท่าใดนัก

เป็นยาแรงเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา

ตั้งพรรคง่ายขึ้น สาขาพรรคการเมืองในแต่ละจังหวัดยังคงให้มีสมาชิกพรรค 500 คนขึ้นไป ซึ่งจะต้องจ่ายให้พรรคคนละ 2,000 บาท เป็นการเริ่มต้น

ผู้บริจาคเงินให้พรรคจะต้องเปิดเผยชื่อ โยกแยกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีจัดงานระดมทุนหากใครจ่ายเกิน 1 แสนบาท จะต้องเปิดเผยชื่อ การบริจาคถ้ามากกว่า 5,000 บาทก็ต้องเปิดเผยชื่อ

กรรมการบริหารพรรคจะต้องมีคุณสมบัติเหมือนกับ ส.ส. คนที่เคยถูกถอดถอนจะเป็นกรรมการบริหารพรรคไม่ได้เช่นกัน

ผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละพรรคจะต้องมีคณะกรรมการสรรหา ประกอบไปด้วยผู้บริหารพรรค ผู้แทนสมาชิกพรรคและตัวแทนพรรค

เว้นแต่สรรหาได้รายชื่อแล้ว แต่คณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นด้วยต้องนำไปให้กรรมการสรรหาพิจารณาใหม่

แต่ถ้ายืนยันตามเดิมยังไม่มีการชี้ชัดว่าจะทำอย่างไร?

มีอยู่ 2 ทางเลือกคือ งดส่งสมัครในเขตนั้น หรือให้ที่ประชุมใหญ่พรรคชี้ขาด

เหนืออื่นใดการทำกฎหมายลูกจะต้องยึดหลักให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้วางกรอบเอาไว้แล้ว

1, พรรคการเมืองต้องตรงไปตรงมา

2, เป็นที่พึ่งของประชาชน

3, ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

4, ทำให้คนที่ทุจริตการเลือกตั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง

พูดง่ายๆ ตัดพวกที่มีปัญหาออกไปเพื่อที่พรรคการเมืองจะได้บุคคลที่ไม่เคยกระทำผิดเป็นการป้องกันเอาไว้แต่เบื้องต้น

ที่ดูจะเข้มและแรงน่าจะอยู่ที่การใช้เงินเพื่อซื้อ “ตำแหน่ง” ทางการเมือง โดยเฉพาะการเป็น “รัฐมนตรี” ที่มาด้วยวิธีที่ไม่ชอบ

จะมีการกำหนดโทษถึงขั้น “ประหารชีวิต” เลยทีเดียว

เพราะถือว่าเป็นการซื้อ-ขายตำแหน่งจะมีการวางโทษทั้งคนเรียกเงินและคนจ่ายเงิน โดยให้เป็นหน้าที่ของ กกต.เป็นฝ่ายตรวจสอบ ประชาชนสามารถฟ้อง กกต.ได้

แต่ประเด็นนี้แม้จะมีการวางโทษเอาไว้ค่อนข้างรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคนจะซื้อคนจะขายคงไม่ทิ้งหลักฐานเอาให้จับได้หรอก

เว้นแต่คนในพรรคนั่นแหละที่จะเล่นงานกันเอง

เอาเข้าจริงคงเป็นแค่การขู่ การป้องปราบ เพราะเมื่อมีการกำหนดโทษรุนแรงไม่ใช่แค่ลงโทษทางการเมืองอย่างที่ผ่านมา

แต่มีโทษถึงขั้น “ประหาร” คงไม่มีใครกล้าหรือเสี่ยงตายแน่

ที่ผ่านมาประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ทำให้การเมืองเกิดความเสียหายอย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของอาชีพนักการเมือง

ยิ่งมีนายทุนพรรคเข้ามาครอบงำก็จะต้องกำหนดตัวรัฐมนตรีที่สามารถสั่งการชี้นิ้วได้เพื่อตอบสนองความต้องการได้ทุกอย่าง

คนที่อยากเป็นก็พร้อมที่จะลงทุนเพราะเมื่อได้ตำแหน่งแล้วก็จะมีช่องทาง “ถอนทุน” ให้ตัวเองและคนที่มีอำนาจแต่งตั้ง

ก็ต้องดูกันต่อไปว่า กรธ.จะใช้ “ยาแรง” มากน้อยแค่ไหน?

หรือแค่ขู่ให้เสียวกันเล่นเท่านั้น!!!

“ลิขิต จงสกุล”

5 พ.ย. 2559 06:52 5 พ.ย. 2559 06:52 ไทยรัฐ