วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กก.สมาคมโรงสี ลาออกถอนยวง

ปูนํ้าตาคลอพบชาวนา ไก่อูแขวะแกล้งดราม่า

นายกสมาคมโรงสีนำทีมกรรมการ ไขก๊อกยกชุด โวยตกเป็นจำเลยสังคมถูกตราหน้าร่วมมือนักการเมือง กดราคาข้าวเปลือก แจงราคาดิ่งตามตลาดโลก ยันเดินหน้ารับซื้อต่อ ไม่น้อยใจนายกฯ แต่เชื่อข้อมูลไปไม่ถึงหูผู้นำ “ยิ่งลักษณ์” บินด่วนเยี่ยมชาวนาอุบลฯ-สุรินทร์ ช่วยซื้อข้าวไปขายต่อ น้ำตาคลอซึ้งใจชาวนาศรีสะเกษเป็นห่วงต้องชดใช้เจ๊งข้าว 3.5 หมื่นล้าน ครวญไม่รู้จะชดใช้ยังไงหมด “ไก่อู” ซัดดราม่าจัดฉากกลบความผิดคดีข้าว “บิ๊กป้อม” เมินเกมชิงมวลชน ท้ารับซื้อทั่วประเทศ มท.กำชับผู้ว่าฯเจรจาเคลียร์ปัญหาโรงสีกับชาวนา พท.อัด กรธ.อคตินักการเมือง กำหนดโทษประหารซื้อขายตำแหน่งตามอำเภอใจ ปชป.รับได้ยาแรงสกัดคนไม่ดี

จากกรณีที่ถูกฝ่ายรัฐบาลระบุว่าโรงสีบางส่วนร่วมมือกับนักการเมืองกดราคารับซื้อข้าวเปลือก จนชาวนาต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวตกต่ำนั้น ล่าสุดนายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทยได้แถลงการณ์ข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประกาศลาออกพร้อมคณะกรรมการสมาคมฯทั้งคณะ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.สุรินทร์ ช่วยรับซื้อข้าวปลอบขวัญชาวนา จนฝ่ายรัฐบาลออกมาตอบโต้เป็นการสร้างภาพกลบเกลื่อนความผิดในคดีโครงการรับจำนำข้าว

สมาคมโรงสีโต้ครหากดราคาข้าว

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการสมาคมฯ ขอยุติบทบาทการทำหน้าที่นายกสมาคมฯ และกรรมการตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.เป็นต้นไป หลังจากที่ได้พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถรับซื้อข้าวในราคาที่ชาวนาคาดหวังไว้ได้ ยืนยันว่าไม่ได้น้อยใจสังคมที่กล่าวหาว่า โรงสีเป็นจำเลยสังคม ที่ผ่านมาสมาคมฯดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลมาตลอด มีหลักการว่าชาวนาต้องมาก่อน แต่กลับถูกกล่าวหาว่าโรงสีกดราคารับซื้อข้าวเปลือก และยังร่วมมือกับฝ่ายการเมืองกดราคาข้าว เพื่อหวังผลทางการเมือง ดังนั้น จากนี้ไป สมาชิกฯกว่า 1,000 รายจะเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่ยังรับซื้อขายข้าวตามกลไกตลาดได้ โดยสมาคมฯไม่สามารถให้คุณหรือให้โทษใดๆได้ จนกว่าจะมีนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา เราไม่ได้ปฏิเสธว่าคนในวงการเราดีทั้งหมด ทุกวงการมีทั้งสีขาว และสีดำ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลช่วยเหลือชาวนามาโดยตลอดทุกรัฐบาล ไม่ได้เลือกว่าทำเฉพาะบางรัฐบาลเท่านั้น แม้โรงสีจะเป็นด่านแรกที่รับซื้อข้าวจากชาวนา แต่ไม่สามารถกำหนดราคาข้าวสารได้ เมื่อนำไปสีแปรสภาพเป็นข้าวสารต้องขายให้พ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อขายข้าวสาร นำมาคำนวณกลับเป็นราคาข้าวเปลือก

ตกเป็นจำเลยสังคมยกทีมไขก๊อก

นายมานัสกล่าวว่า สาเหตุที่ลาออกจากตำแหน่ง ไม่ได้น้อยใจภาครัฐ หรือนายกฯ หรือต้องการประท้วง ตนศรัทธาในตัวนายกฯ แต่ข้อมูลราคาข้าวที่สมาคมฯให้ไปอาจไม่ถึงหรือถูกบิดเบือน จนทำให้โรงสีตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งที่โรงสีให้ความร่วมมือกับรัฐบาลมาตลอด ไม่เคยขัดแย้ง หรือหวังผลทางการเมือง ขณะนี้ยังยืนยันจะรับซื้อข้าวจากชาวนาอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาของชาวนาจะใหญ่กว่าเดิม ราคาข้าวที่ปรับลดลง เป็นผลจากราคาตลาดโลกและตลาดข้าว ราคาที่เกษตรกรได้รับขึ้นอยู่กับความชื้น ขณะนี้แนวโน้มราคาข้าวยังเป็นขาลง ราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% อยู่ที่ตันละ 7,200-7,500 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 9,000-9,500 บาท กรณีข่าวข้าวเปลือกราคาตกต่ำขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาถึงราคาข้าวสารที่โรงสีขายออกไปด้วยว่า สอดคล้องกับราคาข้าวเปลือกหรือไม่ ยืนยันว่าราคาปัจจุบันที่โรงสีขาย เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับราคาข้าวเปลือก ไม่ได้สวนทางกัน โรงสีพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบเครื่องชั่งได้ตลอดเวลา ขอเสนอให้มีเครื่องชั่งกลาง ให้ชาวนาตรวจสอบก่อนมาจำหน่ายโรงสีด้วย

รับซื้อต่อโวยแบงก์ไม่ปล่อยกู้ใครช่วย

นายมานัสกล่าวอีกว่า โรงสียังดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ขอให้รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ของดอกเบี้ยที่โรงสีต้องจ่าย โดยมีแผนจะรับซื้อข้าวเปลือกปีการผลิต 59/60 ถึง 8 ล้านตัน ในวงเงิน 80,000 ล้านบาท โรงสีต้องกู้มาดำเนินการเอง แต่กระแสข่าวที่ออกมาตรงกันข้าม และมีผลทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้เพิ่มให้โรงสี ตรงนี้ใครจะช่วยโรงสี

“ยิ่งลักษณ์” บุกอีสานซับน้ำตาชาวนา

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และสุรินทร์ เพื่อเยี่ยมเยียนชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนหลังราคาข้าวตกต่ำ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินนานาชาติอุบลราชธานี ก่อนไปเยี่ยมกลุ่มชาวนา อ.เดชอุดม อ.ม่วงสามสิบ อ.เหล่าเสือโก้ก อ.เขื่องใน และ อ.เมืองอุบลราชธานี ที่สีข้าวสารหอมมะลิประมาณ 3 ตัน มานั่งจำหน่ายริมรั้วหน้าโรงเรียนสามัคคีวิทยาคาร ถนนแจ้งสนิท ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สอบถามราคาซื้อขายข้าวระหว่างชาวนากับโรงสี ได้รับคำตอบว่า ราคาข้าวเปลือกปีนี้ตกต่ำมาก ข้าวเปลือกสีใหม่สดโรงสีรับซื้อ กก.ละไม่เกิน 7 บาทตามความชื้น บางรายน้ำเปียกถูกหักร้อยละ 10 จึงรวมกลุ่มกันนำข้าวเปลือกไปสีในโรงสีในหมู่บ้านมาขาย กก.ละ 20 บาท ซึ่งอดีตนายกฯใช้เงินส่วนตัวซื้อข้าวจากชาวนาในหลายอำเภอของ จ.อุบลราชธานี

ซึ้งใจลำบากยังบริจาคเงินมาช่วย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า พี่น้องชาวนาเดือดร้อน ช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จึงอยากจะมาเยี่ยมให้กำลังใจ และทำในสิ่งที่ทำได้ในเวลาที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ส่วนการที่มีชาวนามอบเงินสมทบทุนหากถูกยึดทรัพย์นั้น จริงๆแล้วรู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ยามนี้ชาวนามีความทุกข์ ที่ยิ่งใหญ่กว่าตน ยังอุตส่าห์มีน้ำใจเสียสละนำเงินมามอบให้ ขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงน้ำใจ

น้ำตาคลอไม่รู้จะชดใช้ยังไงหมด

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางต่อเพื่อไปที่ จ.สุรินทร์ โดยได้แวะพบปะกับชาวนาที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่กลางทุ่งนาที่บ้านโชคอุดม ต.ผือใหญ่ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ โดยชาวนาดังกล่าวได้แสดงความห่วงใยสอบถามถึงเรื่องเงินที่รัฐบาล คสช.สั่งให้ชดใช้เงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทในโครงการรับจำนำข้าวว่าจะทำอย่างไร พร้อมทั้งขอถ่ายรูปร่วมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ตอบกลับด้วยน้ำคลอว่า “ก็ไม่รู้จะชดใช้ยังไงหมด เพราะเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก ตอนนี้ก็ต้องสู้คดี แต่ไม่เป็นไร ไม่ค่อยห่วงตัวเอง ความจริงแล้วเป็นห่วงชาวนามากกว่า เพราะช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำ ตัวเองก็ทุกข์ ถามว่าทุกข์ไหมก็คงทุกข์เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร จะอดทน ได้มารับฟังแล้วดีใจมาก ที่พี่น้องชาวนาบอกว่าช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าวอยู่ แล้วชาวนามีความสุข เราก็ดีใจ ขอแค่ได้ยินคำนี้ว่าช่วงที่ทำโครงการรับจำนำข้าวให้ชาวนาได้ประโยชน์ เราก็มีความสุข ชีวิตที่ดีขึ้น แค่นี้ดีใจแล้ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว”

ควักเงินช่วยซื้อข้าวไปขายต่อราคาทุน

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางต่อมายังโรงสีข้าวเฉลิมพระเกียรติ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไพรขลาน้อย และชุมชนโรงสีข้าวตำบล หมู่ที่ 4 ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าว ต.บะ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยมีประชาชนมารอพบ ขณะที่บางคนถึงกับร้องไห้บอกสงสารที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องถูกชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และเรียกร้องให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อให้ราคาข้าวดีขึ้น ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่ได้มาเป็นรัฐบาลก็มาช่วยเป็นกำลังใจ ตามศักยภาพที่ตัวเองทำได้ ก็ควักเงินส่วนตัว อันไหนช่วยได้ก็จะช่วย อยากให้คนไทยทั้งประเทศมาช่วยชาวนา อย่าหาว่าเรามาเพื่อวัตถุประสงค์อะไรเลย” จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ช่วยซื้อข้าวเปลือกของชาวนา จ.สุรินทร์ 2,000 กก.

คนใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ข้าวที่อดีตนายกฯซื้อไว้ จะนำไปจำหน่ายที่ กทม.ในราคาทุนที่รับซื้อมา และจะนำเงินที่ได้ไปช่วยซื้อข้าวจากชาวนาในพื้นที่จังหวัดอื่นต่อไป ส่วนที่เป็นข้าวเปลือกจะให้โรงสีชุมชนสีก่อนนำไปจำหน่ายใน กทม.

“บิ๊กป้อม” ท้าให้รับซื้อทั้งประเทศ

เมื่อเวลา 14.30 น.ที่วัดชิโนรสาราม พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ รับซื้อข้าวจากชาวนาในพื้นที่ จ.อุบลราชธานีว่า

“ผมไม่รู้ ต้องไปถามคุณยิ่งลักษณ์เอง ถ้างั้นก็รับซื้อข้าวให้หมดเลยสิ และไม่รู้ว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นการตัดหน้ารัฐบาล เพราะรัฐบาลทำทั้งประเทศ แต่คุณยิ่งลักษณ์ทำแค่ส่วนหนึ่งเอง” เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเป็นการแย่งมวลชน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คิดว่าไม่ใช่ เพราะรัฐบาลทำทุกส่วน แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำแค่ส่วนเดียว แล้วจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร

“ไก่อู” จิก “ปู” ดราม่ากลบคดีข้าว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีการเสนอภาพข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไปแวะซื้อข้าวบรรจุถุงจากชาวนาที่ จ.อุบลราชธานีว่า “ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากต่างร่วมไม้ร่วมมือจะช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งช่วยรับซื้อ ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ หาตลาด ทั้งในรูปแบบประชารัฐ และยกระดับคุณภาพสินค้าเพื่อไปสู่ตลาดระดับบนมากขึ้น ถือเป็นเรื่องดีกรณีคุณยิ่งลักษณ์หากเป็นเจตนาจะช่วยสนับสนุนรับซื้อข้าวเฉกเช่นประชาชนอื่นๆ โดยไม่มีเหตุผลเคลือบแฝง หรือจัดฉากเพื่อหวังผลทางการเมือง ถือว่าสังคมคงยอมรับได้ แต่หากทำไปเพื่อวัตถุประสงค์โหนกระแส สร้างข่าว สร้างเรื่องราวดราม่า เพื่อหวังกลบหรือบิดเบือนความผิดในอดีตและคดีความที่เป็นอยู่ เชื่อว่าประชาชนคงไม่สบายใจที่เห็นนักการเมืองเอาความเดือดร้อนของชาวนามาแสวงประโยชน์ทางการเมืองเช่นนี้”

โวทุก รบ.ล้วนมุ่งปลดแอกชาวนา

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมั่นใจว่าชาวนาจะได้รับประโยชน์จากโครงการจำนำยุ้งฉางเต็มที่ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนประการหนึ่ง นโยบายของรัฐบาลในการดูแลเกษตรกรมีมาโดยลำดับ ทั้งการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ปรับพฤติกรรมการเพาะปลูก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ ทุกมาตรการและนโยบายดำเนินไปเพื่อการสร้างโอกาสปลดแอกให้ชาวนาจากการเกษตรรูปแบบเดิม ให้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีรายได้พอสมควร ยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน ไม่ต้องวนเวียนในวงจรทำมากได้น้อย จึงอยากให้เกษตรกรเข้าใจและร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ด้วยกัน อย่าปักใจหรือหลงเชื่อคำชี้นำที่ผิด หากทุกอย่างกลับไปทำแบบเดิมในอดีต ก็ยากจะเปลี่ยนสถานะของชาวนาไทยได้ ขอยืนยันว่าทุกมาตรการที่ประกาศออกไปจะไม่เปิดช่องให้มีคนแสวงประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน

“ฉัตรชัย” สั่งทำแผนข้าวครบวงจร

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมเรื่องข้าว ว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมการข้าวและกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (อกรี-แมพ) จัดทำแผนการผลิตข้าวครบวงจรระยะ 5 ปี หรือระหว่างปี 2560- 2564 ให้ใกล้เคียงกับข้อมูลการปลูกข้าวจริงมากที่สุด เพื่อปรับสมดุลพื้นที่การผลิตข้าว ให้สอดคล้องความต้องการของตลาด เพราะการนำร่องใช้แผนการผลิตข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2559/60 ตัวเลขการเพาะปลูกข้าวเป็นเพียงคาดการณ์ ทำให้ข้อมูลอาจจะไม่ตรงกับผลผลิต พล.อ.ฉัตรชัยจึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผน 5 ปีมา ให้เห็นภาพรวมของการผลิตข้าวในระยะยาว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้วางแผนบริหารจัดการได้ถูกว่าเกษตรกรควรผลิตข้าวปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะ เพื่อป้องกันปัญหาข้าวราคาตกต่ำเหมือนปีนี้

มท.กำชับผู้ว่าฯเจรจา “ชาวนา–โรงสี”

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับผวจ. ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า จะพูดคุยถึงการช่วยเหลือชาวนา เน้นให้ ผวจ.ในฐานะประธานอนุกรรมการข้าวระดับจังหวัด ประชุมรับทราบสถานการณ์ข้าวในพื้นที่ และขอให้ตรวจสภาพโรงสี กลุ่มพ่อค้าในพื้นที่ว่ามีกลไกราคาที่ยุติธรรมหรือไม่ รวมถึงให้ช่วยดูแลเรื่องความชื้น ให้ช่วยหาสถานที่ตากข้าว หรือให้ ผวจ.เป็นคนกลางเจรจาให้โรงสีซื้อข้าวราคาเป็นธรรม ส่วนการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวนา ผวจ.ลงไปชี้แจงแล้ว ชาวนาบอกว่าถึงจะขายข้าวได้หรือไม่ จะพูดคุยหารือกับ ผวจ.ก่อน ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความเคลื่อนไหวชาวนาเดินขบวนเพื่อกดดัน เพราะมีช่องทางการจำหน่ายรวมทั้งเปิดศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ให้ชาวนาร้องเรียน ทั้งนี้คงไม่มีการคาดโทษ เพราะ ผวจ.ร่วมมือ ทุกคนทุ่มเททุ่มใจ เพื่อช่วยเหลือชาวนาอย่างเต็มที่

ทหารลงพื้นที่ช่วยชาวนา

ส่วนการระดมความช่วยเหลือชาวนาของส่วนต่างๆนั้น วันเดียวกัน กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 53 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จัดกำลังพลเข้าไปส่งเสริมกลุ่มโรงสีข้าวชุมชน บ้านปากช่อง ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ หาตลาดรับซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งเสริมการจัดทำบรรจุภัณฑ์ พร้อมรับซื้อข้าวสารมาจัดจำหน่ายให้ประชาชน บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ และยังช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว ตากข้าวนำข้าวมาสีที่โรงสีชุมชนในโครงการหมู่บ้านตัวอย่างตามรอยเท้าพ่อ บ้านหนองกอง ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ ขณะที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 ร่วมกับ อ.เดชอุดม และโรงสีเดชอุดมเกษตรไพบูลย์ สีข้าวฟรีให้เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุน ณ โรงสีเดชอุดมเกษตรไพบูลย์ ต.กลาง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

มทร.ธัญบุรีเปิดพื้นที่ให้ขายข้าวสาร

นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี จะใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยจัดจำหน่ายข้าวสารให้กับเกษตรกร รวมถึงดูแลเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้กับเกษตรกร ในรูปแบบบรรจุถุงสุญญากาศ ตั้งแต่ 1-5 กิโลกรัม เป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัย ยังมีแนวคิดที่ซื้อข้าวสารจากเกษตรกร มอบเป็นของที่ระลึกในช่วงเทศกาลปีใหม่ คาดว่าจะจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อเข้ามาจำหน่ายข้าวได้ที่กองประชาสัมพันธ์ 0-2549-4990-2

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเปิดพื้นที่ให้กับชาวนาใช้พื้นที่ของโรงพยาบาล ให้เข้ามาจำหน่ายข้าวสารได้ แต่เป็นชาวนาจริงๆ ไม่ใช่ไปซื้อข้าวจากโรงสีมา

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มีโรงสีข้าวเปิดให้บริการสีข้าวเปลือกให้กับชาวนาในพื้นที่

ตั้งจุดบริการโรงสีชุมชนฟรี

ที่ จ.นครพนม พ.อ.เชาวลิต พบจันอัด ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 22 อ.นาแก จ.นครพนม ร่วมกับชาวบ้านเปิดจุดบริการโรงสีชุมชน ในโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ 3 จุด เพื่อให้ ประชาชนนำข้าวเปลือกมาสีฟรี พร้อมแถมรำปลายข้าวและแกลบนำไปเลี้ยงสัตว์ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เป็นการช่วยเหลือตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ขณะที่นายจิรวัธน์ อารีย์ อุตสาหกรรม จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า คณะอนุกรรมการอ้อยและน้ำตาลระดับท้องถิ่น เขต 1 อุตสาหกรรม จ.กาญจนบุรี ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล 8 โรงงาน สมาคมชาวไร่อ้อย เขต 7 สนับสนุนซื้อข้าวสารจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน จ.กาญจนบุรี ผ่านสหกรณ์การเกษตร คาดว่าจะซื้อขายข้าวสารได้หลายตัน ภายใต้แนวคิด “ชาวไร่อ้อยช่วยชาวนา”

“มีชัย” ปั่น ก.ม.พรรคการเมือง–กกต.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายมีชัย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ขณะนี้ เขียนเสร็จในรอบแรกแล้ว แต่ยังปรับได้ตามความเหมาะสม จากนั้นจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่คาดว่าจะทำให้เสร็จภายในเดือน พ.ย. โดยร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองในท้ายที่สุดจะดูให้เรียบร้อยพร้อมกัน เพราะทั้ง 2 ฉบับมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ได้หารือกันว่าจะปรับแก้การทำงานของ กกต.จังหวัดให้เหมาะสม

“จุรินทร์” รับได้ยาแรงประหาร

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณี กรธ.กำหนดบทลงโทษรุนแรงสำหรับการซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี และกรณีพรรคการเมืองเป็นปฏิปักษ์ล้มล้างการปกครอง ทั้งยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต โทษทางอาญาสูงสุดอาจถึงประหารชีวิตว่า ไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ถ้าแยกเป็นประเด็น เช่น เงื่อนไขการยุบพรรค ถ้าเป็นปฏิปักษ์ ใช้อำนาจล้มล้างการปกครอง รับเงินจากต่างด้าว และซื้อขายตำแหน่ง เหล่านี้รับได้ไม่มีปัญหา ส่วนการลงโทษบุคคลที่กระทำผิด ไม่ควรเหมารวมกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ต้องรอดูความชัดเจนว่าการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต การรับโทษทางอาญาจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ในแต่ละบทลงโทษเป็นความผิดกรณีใดบ้าง แต่การกำหนดโทษ ควรถือหลักเกณฑ์เดียวกันทุกภาคส่วน ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผล

“ชูศักดิ์” ซัดโทษประหารไม่สมเหตุผล

นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.มีแนวคิดจะกำหนดโทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตผู้กระทำการอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคว่า ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จะต้องชัดเจน เพื่อไม่เปิดช่องให้เกิดการตีความ เหมือนในอดีตที่ยุบบางพรรค แต่ไม่ยุบบางพรรค เช่น การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ การล้มล้างการปกครองนั้นไม่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองถูกร้องให้ยุบพรรคกันเป็นว่าเล่น โดยไม่ได้สนใจเลยว่าการรัฐประหารคือการล้มล้างการปกครอง และได้รับนิรโทษกรรม การกำหนดโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตนั้น ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์หรือหลักการกำหนดโทษทางอาญาด้วย ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ การจะลงโทษทางอาญาประหารชีวิต ดูจะไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษในทางอาญา ไม่ใช่เอาอคติที่มีต่อนักการเมือง ไปใช้เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย

สนช.ปิดคดีสอย 2 อดีต ส.ส.เพื่อไทย

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทยกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ในขั้นตอนรับฟังการแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาของ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหากับนายนริศรและนายอุดมเดชผู้ถูกกล่าวหา ก่อนเริ่มกระบวน การถอดถอน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.กล่าวต่อที่ประชุมว่า ขอให้ สนช.มาฟังการแถลงปิดสำนวนให้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การใช้ดุลพินิจลงคะแนนอย่างถูกต้อง การถอดถอนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะดำเนินการในสภา เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะไม่ใช่อำนาจของสภาอีกต่อไป

ป.ป.ช.ตอก “นริศร” แก้ตัวเลื่อนลอย

จากนั้น น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นตัวแทน ป.ป.ช.แถลงปิดสำนวนคดีนายนริศรว่า การไต่สวนของ ป.ป.ช.สอบสวนพยานหลักฐานครบถ้วน ให้ความเป็นธรรมเต็มที่ รับฟังได้ว่า นายนริศรทำผิดจริง ปรากฏตามคลิปใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ 3 ใบ หมุนเวียนเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน มีเจตนาทุจริตออกเสียงให้การลงคะแนนเป็นไปโดยมิชอบ ส่วนการอ้างว่าเป็นคลิปตัดต่อนั้น เป็นการอ้างเลื่อนลอย เพราะสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแล้วระบุว่า ไม่มีการตัดต่อแก้ไขคลิป และเจ้าหน้าที่สภายืนยันว่า ได้ออกบัตรลงคะแนนให้นาย นริศรเพียงใบเดียวเท่านั้น ส่วนที่นายนริศรระบุเป็นโรคมือยุกยิก ไม่สามารถรับฟังได้ สมควรที่ สนช.จะแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายถอดถอนนายนริศร

อดีต ส.ส.สกลฯโวยถูกกลั่นแกล้ง

ขณะที่นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย แถลงปิดสำนวนว่า ยืนยันมีบัตรลงคะแนนหลายใบ แต่เป็นบัตรของตัวเองคือ บัตรลงคะแนนจริงและบัตรสำรอง ที่ผ่านมามักกดลงคะแนนหลายครั้งเป็นประจำ แต่ไม่ว่าจะกดลงคะแนนอย่างไร จะมีแค่คะแนนเดียว แต่ไม่ได้กดบัตรลงคะแนนแทนคนอื่น เป็นการกล่าวหาแบบเลื่อนลอย ทั้งพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลพิสูจน์ไม่ได้ ว่ากดบัตรแทนใคร ตนถูกกลั่นแกล้ง เพราะมีสมาชิกรัฐสภาหลายร้อยคน แต่ถูกถ่ายคลิปคนเดียว พยายามทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติถูกลดความสำคัญ เวลานี้มีข่าวมาแล้วว่าตนจะถูก สนช.ถอดถอน 250 ต่อ 0 และ อัยการเตรียมฟ้องดำเนินคดีทางอาญาแล้ว โปรดให้ความยุติธรรมด้วย เพราะตอนนี้เกิดความยุติธรรมแบบเลือกข้าง อีกข้างทำอะไรถูกหมด อีกข้างทำอะไรผิดหมด อีกฝ่ายถูกขังลืม แต่อีกฝ่ายลืมขัง ตนไม่มีอคติใดๆ ยืนยันว่าไม่มีการกดบัตรแทนคนอื่น ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ย้ำร่างแก้ที่มา ส.ว.เป็นของปลอม

ต่อมา น.ส.สุภาแถลงปิดสำนวนในส่วนคดีนายอุดมเดชว่า จากการไต่สวนพบว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ฉบับที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข กับฉบับที่นำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา มีเนื้อหาไม่ตรงกัน ร่างที่นำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เป็นร่างปลอม เพราะไม่มีการลงชื่อรับรองจากสมาชิกรัฐสภา และมีการแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญให้ ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนั้น ลงสมัคร ส.ว.ได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรค ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา ขัดรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 291 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า ร่างฉบับที่ประชุมรัฐสภารับหลักการเป็นไปโดยมิชอบ เพราะไม่มีสมาชิกรัฐสภารับรอง ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร

กาง ก.ม.ห้ามแก้ไขหลักการสำคัญ

น.ส.สุภากล่าวว่า ส่วนที่นายอุดมเดชอ้างว่า สามารถปรับปรุงเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากประธานรัฐสภายังไม่บรรจุ เข้าสู่วาระนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการแก้ไขเนื้อหาสำคัญ ไม่ใช่แก้ไขถ้อยคำเล็กน้อย การแก้ไขเนื้อหากฎหมายทำได้ ถ้าเป็นระดับ พ.ร.บ. เจ้าของร่างสามารถแก้ไข แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ทั้งประเทศ มีกระบวนการแก้ไขตามมาตรา 291 รัฐธรรมนูญปี 50 ที่เขียนวิธีแก้ไขชัดเจน ความเห็นเจ้าหน้าที่สภาที่ระบุว่า สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ ก่อนบรรจุเข้าสู่วาระ ถือเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่การอ้างธรรมเนียมปฏิบัติ และความเห็นเจ้าหน้าที่จะไปหักล้างกฎหมายไม่ได้

“รัฐธรรมนูญเป็นจิตวิญญาณของประเทศไทย เพื่อบริหารแผ่นดินแม่ ดิฉันเชื่อมั่น สนช.ทุกคนว่า มีคุณวุฒิ รู้ดีรู้ชั่วตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ สังคมไทยมีระบบอาวุโส ช่วยเหลือกัน เป็นลักษณะสำคัญของคนไทย แต่ขอรบกวน สนช.ต้องให้ความเป็นธรรมแก่แผ่นดิน เรื่องใดเป็นส่วนตัวจะนำมาพิจารณาไม่ได้ เพราะเสียงของ สนช.จะมีผลต่ออนาคตต่อประเทศไทยมากๆ” น.ส.สุภากล่าว

“อุดมเดช” อัดใช้วาทกรรมร่างปลอม

ขณะที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี แถลงปิดสำนวนว่า หลังจากยื่นขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.แล้ว มีสมาชิกมาทักท้วงว่าเนื้อหาไม่ครบถ้วนตามที่แถลงไว้ จึงย้อนกลับไปดูตัวร่างพบว่า ไม่ตรงกับที่หารือไว้ เพราะตั้งใจแก้ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 200 คน และสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องรอเว้นวรรค จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่สภาเพื่อขอปรับปรุงร่างให้สมบูรณ์ โดยทำเปิดเผย ไม่ได้แอบทำ ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สภาฯที่มีหน้าที่วินิจฉัยว่า ทำได้ หากวันนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าทำไม่ได้ ตนมีวิธีแก้ไขปรับปรุงหลายวิธีเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ เช่น การยื่นร่างเข้ามาประกบใหม่ การขอแปรญัตติวาระ 2 การแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ตนแค่ปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง สามารถทำได้ ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังไม่บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระ แต่ถูกวาทกรรมกล่าวหาว่าเปลี่ยนหรือสลับร่าง เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

จากนั้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบถึงวันลงมติถอดถอนทั้งสองกรณี ในวันที่ 4 พ.ย.โดยเสียงการถอดถอนต้องมีไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิก สนช.ทั้งหมด หรือ 150 คนจากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 250 คน

“นริศร” อ่วมไม่รอดมติสอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติถอดถอนนายนริศรและนายอุดมเดชของ สนช.ในวันที่ 4 พ.ย. กรณีนายนริศร เสียงของสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า จะลงมติถอดถอนแน่นอน โดยจะมีคะแนนเสียงค่อนข้างมาก เพราะมองว่าเป็นความผิดชัดเจน และสิ่งที่นายนริศรชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ไม่สามารถชี้แจงให้ สนช.หายสงสัยได้ ขณะที่ ป.ป.ช.หาหลักฐานมาเชื่อมโยงความผิดของนายนริศรให้ สนช.เข้าใจได้ชัดเจน

หึ่งล็อบบี้ช่วย “อุดมเดช” เสียงสูสี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่การลงมติในส่วนนายอุดมเดช กรณีการสลับสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.นั้น คะแนนเสียงยังก้ำกึ่งสูสี เนื่องจากมีนักการเมืองหญิงรายหนึ่งเดินเกมล็อบบี้สมาชิก สนช.อย่างหนัก ผ่าน สนช.บางราย ให้ช่วยขอคะแนนให้ลงมติไม่ถอดถอนนายอุดมเดช ทำให้เสียง สนช.แตกเป็นสองฝ่าย ทั้งจะถอดถอนและไม่ถอดถอนสูสีกัน ฝ่ายที่เห็นควรถอดถอนมองว่า การสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้อง เพราะมีการแก้ไขเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญจากร่างเดิม เข้าข่ายเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้ถอดถอน จะมีเสียง สนช.บางส่วนที่ถูกล็อบบี้และยังมี สนช.ใหม่ 30 คน ที่ไม่ได้ร่วมพิจารณามาตั้งแต่ต้น จึงลังเลในการลงมติ เพราะไม่มั่นใจข้อกฎหมาย และจะมี สนช.บางส่วนที่เป็นข้าราชการประจำ ลาการประชุมไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากติดภารกิจ ทำให้คะแนนเสียงขณะนี้ก้ำกึ่งมาก หากไม่ถูกถอดถอนจะผ่านไปแบบฉิวเฉียด

นายกสมาคมโรงสีนำทีมกรรมการ ไขก๊อกยกชุด โวยตกเป็นจำเลยสังคมถูกตราหน้าร่วมมือนักการเมือง กดราคาข้าวเปลือก แจงราคาดิ่งตามตลาดโลก ยันเดินหน้ารับซื้อต่อ ไม่น้อยใจนายกฯ แต่เชื่อข้อมูลไปไม่ถึงหูผู้นำ 4 พ.ย. 2559 04:12 4 พ.ย. 2559 04:12 ไทยรัฐ