วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุ้ย เกรียงไกร เผยชีวิตศิษย์เก่าจิตรลดา เทิดทูนในหลวงถวายชีวิตแทนได้

อุ้ย เกรียงไกร นักแสดงรุ่นใหญ่ บอกถึงความภาคภูมิใจของการเล่นละครเทิดพระเกียรติ เล่นด้วยใจไม่เสแสร้ง ทุกอย่างออกมาจากใจจริงๆ เผยตนเองเป็นเด็กโรงเรียนจิตรลดาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือเพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง พระองค์ท่านทรงยุติธรรม ไม่เคยทำให้ใครต้องรู้สึกเหลื่อมล้ำ...

นักแสดงรุ่นใหญ่ อุ้ย เกรียงไกร อุณหะนันทน์ ได้เผยถึงชีวิตของตนเองในวัยเด็ก เรียนที่โรงเรียนจิตรลดามาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ สมัยนั้นโรงเรียนจิตรลดาเปิดขึ้นมาเพื่อให้เจ้าฟ้าทั้ง 4 พระองค์ได้เรียนหนังสือ และก็ได้ร่วมเรียนในโรงเรียนนั้น โดยตนได้เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับได้บอกถึงความรู้สึกในการร่วมเล่นละครเทิดพระเกียรติที่ตนเองได้ร่วมแสดงมาหลายเรื่องแล้วว่า ให้ความรู้สึกที่ต่างกันกับละครเชิงพาณิชย์ เพราะเล่นด้วยใจล้วนๆ

พูดถึงละครเทิดพระเกียรติที่เคยแสดง? "ผมเล่นมาหลายเรื่อง จำไม่ค่อยได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นละครวันเฉลิมพระชนมพรรษา, ละครวันที่ 5 ธ.ค. หรือ วันที่ 12 ส.ค. ผมก็เล่นมาตลอด การเทิดพระเกียรติมีมานานมากๆ คนรุ่นเก่าๆ เขารู้ซึ้งถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 มานานมากแล้ว เพราะเราเกิดมาได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จไปในที่ต่างๆ ทำงานหนักมาก เราเห็นตลอด" เวลาที่ได้รับติดต่อให้เล่นละครเทิดพระเกียรติ ความรู้สึกเราเป็นอย่างไร? "มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากเวลาที่เราได้รับการติดต่อมาเล่นละครเชิงพาณิชย์ อันนั้นเราทำเพื่อดำรงชีวิต เพื่อทำมาหากิน แต่ในขณะที่เราได้เล่นละครเทิดพระเกียรติ เราไม่เคยมีคำถามนี้เกิดขึ้น เรายินดีที่จะเล่น มันเป็นความรู้สึกต่างกัน เราเล่นเพราะเต็มใจที่จะเล่น เล่นเพราะทดแทนพระคุณกับเล่นเพื่อสตางค์ ความรู้สึกมันต่างกัน มันเทียบกันไม่ได้เลย"

การเตรียมตัวในการเล่นละครเทิดพระเกียรติ ต้องทำการบ้านหนักขนาดไหน? "มันขึ้นอยู่กับบทบาทที่เล่น อย่างเมื่อก่อนที่เล่นตอนที่เรื่องโรคเอดส์ระบาด ก็จะเล่นในลักษณะหัวหน้างานซึ่งเข้าใจลูกน้องที่ติดเชื้อ HIV ฉะนั้นส่วนใหญ่แล้วละครเทิดพระเกียรติ ถ้าไม่ใช่แสดงให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ทรงทำเอาไว้ ก็จะเป็นเรื่องของความโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้น" มีเรื่องไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม? "ผมประทับใจทั้งหมด อย่างฉากนั่งรับเสด็จพระบรมศพเมื่อกี้มันเป็นความรู้สึกจริงๆ การเล่นละครเทิดพระเกียรติเราไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำอารมณ์ มันไปเองโดยธรรมชาติ แต่ในขณะเล่นละครเชิงพาณิชย์ต่างๆ มันมีคาแรกเตอร์แตกต่างกันไป ฉะนั้นอาจจะต้องใช้เวลาทำอารมณ์นานพอสมควร อย่างนี้ปล่อยไปตามธรรมชาติและหมู่มวลที่เล่นก็ส่งเสริมให้เราสร้างแรงบันดาลใจสร้างพลังให้เราแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ยากเย็นอะไร เราเล่นเป็นประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน เราก็เป็นอยู่แล้ว ฉะนั้นมันก็คือตัวเรา"

เคยได้ถวายงานหรือได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือเปล่า? "อย่าใช้คำว่าถวายงานเลย จริงๆ ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องนี้เลยนะ ด้วยความที่ผมเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณ คือสมัยนั้นโรงเรียนจิตรลดาเปิดขึ้นมาเพื่อให้เจ้าฟ้าทั้ง 4 พระองค์ได้เรียนหนังสือ เมื่อปี พ.ศ.2509 นักเรียนในชั้นของสมเด็จพระเทพฯ สอบไม่ผ่านอยู่ประมาณ 4 คน พระเจ้าอยู่หัวท่านก็เลยแทนที่จะให้ออกไปเรียนที่อื่น ท่านก็เลยเปิดชั้นเรียนใหม่ขึ้นอีกชั้นหนึ่ง แต่จะมีนักเรียนแค่ 4 คนก็กระไรอยู่ ผมจำได้ว่าตัวเองเรียนอยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนพัทธศึกษา อยู่ดีๆ คุณพ่อก็มารับออกไปจากห้องระหว่างเรียนหนังสือเลย แล้วก็ขับรถพาเข้าไปในวังเพื่อไปทำข้อสอบ จากนั้นวันรุ่งขึ้นคุณพ่อก็พาไปลาออกจากโรงเรียนเก่าและก็เข้าไปเรียนที่จิตรลดาเลย สมัยนั้นเราไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพราะยังไม่มีเครื่องแบบ เราก็เข้าไปเรียนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรทั้งสิ้น"

ก่อนไปเข้าเรียนในวันนั้นเราได้ถามคุณพ่อไหมว่าให้เรามาเรียนที่นี่ทำไม? "ตอนนั้นไม่รู้อะไรทั้งสิ้นเลย รู้แค่ว่าคุณพ่อให้ออกไปเรียนที่อื่นก็เท่านั้นเอง ไปเรียนเราก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น แต่พอเราโตเรียนจบออกมาแล้วถึงรู้ว่า การที่เราได้เรียนตรงนั้นมีเจ้าฟ้าถึง 4 ชั้น แล้วเราเป็นชั้นเดียวที่เป็นชั้นปกติไม่มีเจ้าฟ้าเลย แต่เราไม่ได้รับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเลยแม้แต่น้อย เราได้ทานอาหารกลางวันเหมือนกัน เราเรียนครูคนเดียวกัน ทำกิจกรรมเหมือนกัน ไปทัศนศึกษาใช้รถคันเดียวกัน เข้าคิวหรือวิ่งเล่นต่างๆ เหมือนกัน ใช้ชีวิตเหมือนเด็กนักเรียนทั่วไป โตขึ้นเราถึงได้รับรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัว ท่านยุติธรรม ท่านไม่เคยทำให้ใครต้องรู้สึกเหลื่อมล้ำต่ำสูงอะไรทั้งสิ้น เมื่อโตขึ้นคิดได้เรารับรู้ได้เลยครับ เห็นไหมว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรีก็เก่ง ทรงกีฬาก็เก่ง ช่วยเหลือทำงานสังคมก็เก่ง นักเรียนจิตรลดาทุกคนต้องทำอย่างนั้นหมด ตอนนั้นไม่ได้คิดหรอก โตมาถึงคิดได้ว่าทำไมถูกบังคับให้เรียนดนตรี ทั้งดนตรีสากล ดนตรีไทย ทำไมเราต้องเรียนโขน บัลเล่ต์อาจจะไม่ได้เรียน แต่โรงเรียนจิตรลดาก็มีสอนบัลเล่ต์ เราต้องไปช่วยสอนหนังสือเด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์ ใครถนัดอะไรก็ไปสอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปก็ไปสอนวาดรูป ผมเรียนลูกเสือจราจร นักเรียนที่เรียนลูกเสือทุกคนต้องไปโบกรถตรงหน้าวังทุกเช้า ท่านพระราชทานเลี้ยงอาหารเด็กตาบอด นักเรียนจิตรลดาทุกคนต้องมาเสิร์ฟอาหารให้เด็กตาบอด"

ตอนนั้นเรารู้ไหม ว่าเรียนที่นี่ ทำไมเราต้องทำอะไรหลายอย่าง? "ไม่รู้หรอกครับ พอโตขึ้นเราก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น เด็กๆ ทั้งหลายที่โดนพ่อแม่ดุ เขาก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่ดุทำไม เมื่อวันที่คุณมีครอบครัวแล้วถึงจะรู้ว่า อ๋อ ที่พ่อแม่เขาดุเพราะเขาสอนเราอย่างนี้นี่เอง ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เราเรียนรู้ ทำให้เราเข้มแข็ง ทำให้เรารู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้เรารู้จักพอเพียง นักเรียนโรงเรียนจิตรลดาเวลาไหว้ครูถูกบอกเสมอว่า ห้ามซื้อดอกไม้ตามตลาดมาไหว้ครู คุณจะบูชาครูจะระลึกถึงพระคุณครู คุณต้องทำด้วยใจ ต้องเอาดอกไม้ที่บ้านมาทำ ไม่ใช่ไปซื้อดอกไม้มา และอีกอย่างหนึ่งคือในวังจะปลูกต้นไม้ดอกไม้เยอะแยะ ก็ห้ามเก็บดอกไม้ที่โรงเรียนมาไหว้ครู เพราะว่าคุณไม่จริงใจในการไหว้ครู เราถูกฝึกมาโดยการกระทำจริงๆ ถ้าคุณกลับมาคิดแล้วจะรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีความจริงใจในการกระทำ โรงเรียนจิตรลดาเป็นโรงเรียนตามแบบของพ่อเลย"

สมัยเรียนมีโอกาสได้รับเสด็จบ่อยไหม? "อย่างเวลาท่านมาพระราชทานปริญญาบัตร และเสด็จมางานของโรงเรียนทุกปี มาประทับนั่งดูนักเรียนแสดง คิดดูว่าเด็กๆ ร่ายรำจะสวยขนาดไหน จะเล่นดนตรีได้ดีขนาดไหนท่านก็ทรงอดทนที่จะฟังเพื่อให้เด็กๆ มีกำลังใจ และท่านไม่ได้พระราชทานรางวัลให้แค่เด็กที่เรียนดีที่สุดเท่านั้น ท่านยังพระราชทานรางวัลให้เด็กที่ได้คะแนนดีขึ้นตลอดทั้งปีด้วย และจำได้เลยว่าเข้าไปปีแรก ผมอยู่ชั้น ป.5 และชั้นของทูลกระหม่อมเล็ก ป.4 ผมต้องแสดงระบำไก่ ต้องใช้นักเรียนผู้หญิงเยอะนักเรียนชายน้อย เพราะชั้นของทูลกระหม่อมเล็กมีผู้ชายน้อยกว่า เขาเลยเลือกผู้ชายชั้น ป.5 ไปรำคนหนึ่ง เราเป็นผู้ถูกเลือก อายจนร้องไห้เลย เพราะเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวที่ถูกเลือกไปรำระบำไก่ (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้นก็แสดงทุกปี ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องแสดงหมด"

ต้องแสดงต่อหน้าพระเจ้าแผ่นดิน ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง? "ตอนนั้นยังเด็ก อายุ 9 ขวบ ไม่รู้สึกอะไรหรอก เหมือนได้เล่นสนุก แต่เราก็รับทราบว่าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ผมก็แสดงมาตลอดจนปีสุดท้ายก็ได้แสดงโขน จำได้เลยว่าเราเป็นทศกัณฐ์ งานของโรงเรียนจิตรลดา ไม่ได้มีเฉพาะการแสดง นักเรียนทุกคนต้องทำงานฝีมือแล้วขาย เมื่อสอบเสร็จเรามีเวลาหนึ่งเดือนที่จะทำงานฝีมือทั้งหมด แล้วตั้งโต๊ะเพื่อจะขายผู้ปกครอง และพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านจะเสด็จทอดพระเนตรงานฝีมือของนักเรียนทุกซุ้ม บางปีเราก็ได้ถวายสิ่งที่เรา ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหมอนอิง เราได้วาดรูปลงบนหมอนอิงด้วย แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นรูปอะไร มันเป็นความตื่นเต้นที่ได้ถวายของให้พระเจ้าอยู่หัว"

รู้สึกไหมว่าเรามีบุญได้ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน? "ไม่ได้ใกล้ชิดหรอก เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากกว่า พอมองย้อนกลับไปเราโชคดีกว่าคนเยอะแยะ การที่เราโชคดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณขนาดนี้ และถ้าเราไม่สืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ท่านก็คงจะเป็นคนเลวสุดแล้ว ได้รับขนาดนี้เป็นตัวเป็นคนได้ขนาดนี้ มันจะต้องรักษาไว้ซึ่งพระเกียรติ รักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงของนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา เพราะทุกคนที่รู้ก็จะมอง ถ้าเราทำไม่ดีก็เสียพระเกียรติถึงพระองค์ท่าน ผมคงไม่อยากจะเป็นคนเลวและคงไม่อยากทำให้ท่านเสียพระทัย"

นโยบายของพระองค์ท่านที่เด็กจิตรลดาต้องยึดถือไว้คืออะไร? "ความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี ความมีน้ำใจ การให้ ให้แบบถูกต้อง สอนคนไม่ให้ขอแต่สอนคนให้ ให้มีวิชาชีพของตัวเองเพื่อจะดำรงชีวิตได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ ให้เพราะว่าให้เขาไปต่อชีวิตเขา"

ถามถึงบทบาทการเป็น คุณเปรม ในเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่เราเป็นตัวแทนของความรักชาติ รักแผ่นดิน? "ถ้าถามว่าชีวิตจริงผมเหมือนคุณเปรมไหม ตอบไม่ถูกนะ แต่ก็คงคล้ายกันในเรื่องของความจงรักภักดี แต่สิ่งหนึ่งคือผมไม่หมดอะไรตายอยากเหมือนคุณเปรม ตอนสิ้นรัชกาลที่ 6 คุณเปรมหมดอะไรตายอยาก แต่ผมยังไม่หมด ผมคิดว่าเรายิ่งต้องทำเพื่อให้คนได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของท่านทั้งหมด ผมยังคงต้องทำต่อไปให้ดีที่สุด แต่สิ่งหนึ่งคือ ถ้าผมถวายชีวิตได้ คงจะดีกว่า เพราะผมคงทำอะไรให้ประเทศชาติได้น้อยกว่าพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านทำอะไรได้มากกว่านี้เยอะครับ" ถ้าพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงฟังอยู่ อยากจะบอกอะไรกับพระองค์ท่าน? "อยากจะบอกว่า ผมมองออกว่าคนไทยรักและสามัคคีกันมากขึ้น ภายใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นทุกขลาภของประเทศไทย ความทุกข์ทำให้เราได้ลาภครับ".

อุ้ย เกรียงไกร นักแสดงรุ่นใหญ่ บอกถึงความภาคภูมิใจของการเล่นละครเทิดพระเกียรติ เล่นด้วยใจไม่เสแสร้ง ทุกอย่างออกมาจากใจจริงๆ เผยตนเองเป็นเด็กโรงเรียนจิตรลดาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือเพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง 3 พ.ย. 2559 12:48 3 พ.ย. 2559 20:29 ไทยรัฐ