วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความหวังที่ผุดขึ้นมา

เคาะไปเคาะมา ทะลุ 13,000 บาทต่อตัน

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหัวหน้าคสช. ต้องเป็นคนแถลงออกอากาศเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ “จำนำยุ้งฉาง”

จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500บาท

ไม่ถึงขั้นรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 15,000 บาท เหมือนอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แต่มันก็คือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ทุกรัฐบาลหนีไม่ออก บอกกันตรงๆไม่ได้ว่ามันคือวิธีการแทรกแซงกลไกการตลาด

วิถีธรรมชาติของเมืองเกษตรแบบประเทศไทย

แน่นอนว่า ผลกำไร ขาดทุน ตัวเลขความเสียหายคิดกันลำบาก เพราะ

มันแปรกลับมาในรูปชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่ ชาวนา

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าตะขิดตะขวงใจสำหรับรัฐบาลทหาร คสช.

เพราะอีกทางหนึ่งสถานการณ์ข้าวกำลังเป็นเดิมพัน ตามเงื่อนไขสำคัญในคดีที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนไล่เช็กบิลให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวด้วยเงินมหาศาล 3.5 หมื่นล้านบาท

เรื่อง “ข้าว” กับการเมืองเลยพัวพันนัวเนียแกะออกจากกันไม่หลุด

เป็นจุดอันตรายที่ทุกรัฐบาลไม่กล้าท้าทายอารมณ์เดือดร้อนของชาวนา แม้แต่รัฐบาลทหาร คสช.ที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก ก็ไม่เสี่ยงลองของ

แบบที่กระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าว

รีบสกัดม็อบชาวนาเคลื่อนไหวแต่ต้นลม

ก่อนจะเคาะโต๊ะมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” เคลียร์สถานการณ์จบภายในช่วงแค่ 2–3 วัน

นั่นก็ชัดเจนว่า ทหารก็กลัวปัญหาข้าวบานปลายเป็นแรงเสียดทาน

แต่จุดที่น่าจะนำมาศึกษาเป็นบทเรียนจากปรากฏการณ์ข้าวราคาตกทะรูดทะราด สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่วนไปวนมาในอ่าง

คำตอบของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าวที่แก้ไม่ตก

ชัดเจนสุดก็คืออาการลนๆของคนในรัฐบาล คสช.

ตั้งแต่นาทีแรกก็โทษนักการเมืองขั้วอำนาจเก่าจับมือกับพ่อค้าเจ้าของโรงสี โยนชาวนาไม่ยอมปรับตัวลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น ตั้งแง่สื่อมวลชนประโคมข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

โบ้ยก่อนเลย ยังไม่ทันเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ด้วยซ้ำ

ทำให้ถูกวิจารณ์ ถนัดแก้ตัว แต่ไม่ชอบแก้ไข

ไม่ใช่แต่รัฐบาลที่ออกอาการไปไหนไม่ถูก ในมุมของชาวนาเองก็จ้องแต่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เรียกร้องทวงคืนโครงการรับจำนำข้าว

ไม่คิดช่วยตัวเองก่อน เอาแต่คอยให้คนอื่นมากู้สถานการณ์

ทั้งๆที่ปัญหาข้าวราคาตกแบบนี้ก็เคยประสบกันมาแทบจะปีเว้นปี ก่อนที่อดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอัดฉีดโครงการรับจำนำตันละ 15,000 บาท

“กระดูกสันหลังของชาติ” จึงถูกมองว่าชินกับการรับความช่วยเหลือจนเคยตัว

ภาพออกมาไม่สวยทั้งชาวนาและรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวังวนของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าว มหากาพย์เรื่องเก่าๆของรัฐบาลและชาวนา

มันก็มีปรากฏการณ์แห่งความหวังผุดขึ้นมา

เมื่อได้เห็นอาการกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่ ลูกชาวนา นักศึกษา คนวัยทำงาน มีความคิดช่วยพ่อแม่ขายข้าวที่ปลูกเอง เพื่อกู้สถานการณ์ราคาข้าว โดยใช้ช่องทางผ่านการบอกปาก ต่อปากกันในกลุ่มคนรู้จัก โดยเฉพาะการขายข้าวผ่านโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม

เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยตัดกลไกของพ่อค้าคนกลาง

ที่สำคัญได้ประโยชน์ทั้งชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ได้ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคก็ได้ซื้อข้าวราคาถูกกว่าข้าวถุงตามห้างสรรพสินค้า

และโดยสถานการณ์ “นำร่อง” ทำให้เห็นแนวโน้มในอนาคต การปลูกข้าวจะทำเท่าที่บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็เอามาขายในราคาที่เป็นธรรม

ชาวนาแบ่งพื้นที่นาปลูกพืชอื่น ทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสลับการสร้างรายได้ทั้งปี เป็นการแก้ปัญหาวงจรราคาข้าวในระยะยาว

ความหมายของคำว่า “พอเพียง” ชัดเจนเองโดยอัตโนมัติ

สถานการณ์กลายเป็นคำตอบ ปรัชญาของ “พ่อ” มีการสานต่อแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง

3 พ.ย. 2559 00:59 3 พ.ย. 2559 01:15 ไทยรัฐ