วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“จะกี่วัน กี่ชม. ก็จะรอ” สัมผัสใจคนไทย สู้แดดฝน ขอ..กราบพ่อครั้งสุดท้าย

หากถามว่า คนไทยอยากจะทำสิ่งใดในเวลานี้? เชื่อว่าคำตอบเดียวในใจของปวงชนชาวไทยในห้วงอารมณ์นี้ก็คงหนีไม่พ้น การขอทำสิ่งนี้ คือ ขอ...เข้าไปสักการะพระบรมศพพ่อหลวงของแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย...

ภายหลังจากที่ สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระบรมหาราชวัง ได้ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๙ ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ก็มีพสกนิกรทั่วทุกสารทิศ ทุกเพศทุกวัย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างหลั่งไหลเดินทางไปถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศกันอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวันและทุกวัน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปสักการะพระบรมศพพ่อหลวงของแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะพสกนิกรไทยคนหนึ่งด้วยเช่นกัน...

๐๔.๐๐ น. ก่อนฟ้าสาง ระหว่างที่ความสว่างของเช้าวันจันทร์ที่ ๓๑ ต.ค. ๕๙ กำลังคืบคลานเข้ามา รถเมล์สาย ๓๙ บนถนนพหลโยธิน ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่แต่งกายชุดดำ ทั้งนั่งและยืน ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องเปลี่ยนใจไปใช้บริการรถแท็กซี่ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแทน...

๐๔.๒๕ น. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในเวลานี้ จากที่เคยเงียบเชียบ ไม่พลุกพล่าน มีเพียงเจ้าหน้าที่กวาดขยะของ กทม. และรถราเพียงไม่กี่คันที่รอให้บริการ ทุกสรรพสิ่งที่ดูเคลื่อนตัวช้า ไม่เร่งรีบ แต่ในวันนี้ เวลานี้ ทุกฝั่งรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ กลับมีผู้คนแต่งกายชุดดำ สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นลงรถประจำทางอย่างพลุกพล่าน ขณะที่รถแท็กซี่จากทุกสารทิศเปิดไฟ “ว่าง” ทยอยมุ่งหน้าเข้าสู่วงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อรอขนคนไปยังสนามหลวงด้วยเช่นเดียวกัน

ขณะที่ฝั่งบริเวณหัวเกาะถนนพญาไท ในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ แห่งนี้ ก็มีรถเมล์ Shuttle Bus ไว้สำหรับบริการรับ-ส่ง(ฟรี) ประชาชนจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปยังสนามหลวงด้วยเช่นกัน

ตลอดเส้นทางจากอนุสาวรีย์ฯไปยังสนามหลวงในเวลานี้ การจราจรเริ่มหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางถึงที่หมาย บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ฝั่งหอประชุมเล็ก นานกว่าชั่วโมงเลยทีเดียว

เวลา ๐๕.๓๐ น. โดยประมาณ แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะเตรียมตัวศึกษาแผนที่และขั้นตอนการเข้าสักการะพระบรมศพมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยอมรับอยู่เนืองๆ ว่า เมื่อมาถึงสถานที่จริง อยู่ในสภาพการณ์จริงๆ แล้ว ก็ค่อนข้างงงๆ อยู่เหมือนกันว่า จะต้องเดินไปยังจุดไหนก่อน แล้วท้ายแถวอยู่ฝั่งไหน เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าคิวต่อแถวภายในท้องสนามหลวงเหมือนเช่นวันแรก

ด้านหน้าผู้สื่อข่าว มีแผงเหล็กสีเหลืองกั้นไว้ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่คอยเฝ้าดูแล ไม่ให้ประชาชนเดินเข้าไปในบริเวณนี้ เพื่อป้องกันการแซงคิวเกิดขึ้น และหากมองตรงทะลุเข้าไปยังภายในบริเวณเต็นท์สีขาวที่ตั้งอยู่บนถนนที่มุ่งหน้าไปยัง "ประตูวิเศษไชยศรี" จะมีป้ายเขียนว่า “จุดรอคอย” บริเวณนี้ ในเวลานี้ ๐๕.๓๕ น. ทุกเก้าอี้แน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่แต่งกายชุดดำมานั่งรอเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพแล้ว

ด้านซ้ายมือ จะเป็นจุดทางเข้า ๒ ช่อง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจตราความเรียบร้อย ดังนั้น ประชาชนทุกท่านที่เข้าไปภายในสนามหลวง จะต้องเดินเข้าผ่านช่องทางนี้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยสแกนและขอตรวจค้นกระเป๋า เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เมื่อผ่านช่องทางด่านแรกมาแล้ว เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ เกือบสุดรั้วสนามหลวงอีกฝั่งหนึ่ง จะมีเจ้าหน้าที่คอยประชาสัมพันธ์ผ่านโทรโข่ง เรียกให้ประชาชนที่มีความประสงค์จะเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ให้ทยอยกันเดินเข้าไปฝั่งซ้ายมือ ภายในเต็นท์ที่ถูกจัดเตรียมไว้บนฟุตปาท โดยยังไม่มีการแจกบัตรคิว เนื่องจากประชาชนที่เข้ามาในแต่ละวันนั้น มีจำนวนมาก ดังนั้น ยังคงใช้ระบบการจัดคิวแบบเข้าแถว ใครมาก่อนต่อก่อน 

โดยบรรยากาศในช่วง ๐๖.๐๐ น. บริเวณสนามหลวงแห่งนี้ มีประชาชนนับหมื่นคนมายืนปักหลักเข้าแถวกันตั้งแต่เวลา ๐๑.๐๐ น. แล้ว โดยได้รับข้อมูลจากพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทหารว่า บางส่วนยังคงเป็นประชาชนรอบตกค้าง จากวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ จะเห็นว่า ระบบการจัดแถวในวันที่ ๓ ของการให้เข้าสักการะพระบรมศพ ค่อนข้างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระบบการจัดแถววันแรกๆ ที่ค่อนข้างเป็นไปอย่างทุลักทุเล ไม่เป็นระบบระเบียบเท่าที่ควร เนื่องจากมีการจัดให้ประชาชนเข้าไปต่อแถวภายในบริเวณท้องสนามหลวง ไม่มีเต็นท์ ไม่มีที่บังแดดบังฝน ทำให้ตลอดทั้งวันนั้น มีประชาชนเป็นลมนับร้อยคน ประกอบกับสภาพพื้นสนามที่เปียกแฉะ หลังจากฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้ประชาชนต้องยืนเหยียบดินโคลนจนรองเท้าเปรอะเปื้อน

โดยระบบการจัดแถวในวันที่ ๓ ของการเข้าสักการะพระบรมศพนั้น ได้มีการย้ายจากภายในท้องสนามหลวง มาเป็นบริเวณฟุตปาทริมรั้วสนามหลวงแทน ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น ๔ แถว ภายในเต็นท์ที่เตรียมไว้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนยาวไปตลอดแนว รวมถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในแต่ละกลุ่มและจุด จะมีเจ้าหน้าที่คอยยืนกำกับ เพื่อให้ระบบการต่อแถวเป็นไปอย่างมีระเบียบ ไม่มีการแซงคิว ขณะที่ผู้สูงอายุท่านใดที่เดิน หรือยืนนานๆ ไม่ไหว ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอรถเข็นได้ทุกจุด

นอกจากนี้ จะเห็นว่า ภาพบรรยากาศการเข้าแถวก็ไม่ได้เป็นไปอย่างห่อเหี่ยว จนทำให้ประชาชนรู้สึกเหนื่อยล้า หรือหิวจนตาลาย เพราะไม่สามารถออกจากแถวได้ ทุกอย่างไม่ได้โหดร้ายถึงเพียงนั้น เนื่องจากแต่ละจุดยาวไปตลอดแนว ตั้งแต่หัวแถวยันท้ายแถว เรียกว่ามีเจ้าหน้าที่ทั้ง กทม. ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครต่างๆ คอยดูแลให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะยื่นยาดม แอมโมเนีย ส่งน้ำเปล่า น้ำหวาน แซนด์วิช ขนมปัง หรือแม้แต่ข้าวกล่อง รวมไปถึงคอยเอาใจพัดไล่อากาศ ฉีดสเปรย์พ่นน้ำ ไล่ความร้อน ส่งความชุ่มชื้นให้แก่ประชาชนแต่ละแถวอย่างไม่ขาดสาย จนประชาชนที่มาในวันนั้นบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่บริการดีมาก อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ จนสร้างรอยยิ้มเล็กๆ ให้แก่คนไทยในเวลานั้นได้ดีทีเดียว

แม้ว่าใครที่รู้สึกปวดหนักปวดเบา จนไม่กล้าออกจากแถว เพราะกังวลว่าจะต้องไปต่อแถวใหม่หรือเปล่า ประเด็นนี้อยากให้ทุกท่านหายกังวลใจ เพราะตลอดแนวแถวต้องบอกว่า มีรถสุขาเคลื่อนที่และห้องน้ำตู้คอนเทนเนอร์ไว้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอยู่ไม่ไกล ดังนั้น แม้จะลุกไปทำธุระ ก็สามารถกลับมายังแถวเดิมได้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราอยู่ตลอด แต่จะให้ดีหากมากันหลายคน ก็ใช้วิธีการจับจองพื้นที่และสลับหมุนเวียนกันไปทำธุระได้ก็จะดี เพื่อลดภาระเจ้าหน้าที่

ผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วโมง ก็ยังคงมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกนับพันคน จนในเวลานี้ ๐๗.๐๐ น. ท้ายแถวเริ่มห่างออกไปอีกประมาณ ๓๐๐ เมตร นับจากท้ายแถวเดิม

๐๘.๐๐ น. ภายในเต็นท์เริ่มเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่แต่งกายชุดดำ รองเท้าดำ ไม่ว่าจะเป็นชุดผ้าไหม ใส่สูทผูกไท หรือหากเป็นหญิงบางส่วนก็ลงทุนตัด-เช่า ชุดจิตรลดา เครื่องแต่งกายทุกชิ้นในวันนี้ล้วนถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้ดูดี เรียบร้อย และสวยงามสมพระเกียรติเป็นที่สุด

ขณะที่คุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยายบางท่าน ก็ใส่รองเท้าแตะมาก่อน และมีรองเท้าคัทชูสีดำคู่ใหม่ หิ้วใส่ถุงใส่กระเป๋ามาต่างหาก เมื่อสอบถามว่าเหตุใดถึงยังไม่ใส่ ก็ได้รับคำตอบที่ซาบซึ้งว่า “เก็บไว้ใส่ตอนเข้าวัง เพราะกลัวจะไม่สมพระเกียรติกับพระองค์”

อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่า ตลอดทั้งวันก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่แต่งกายผิดระเบียบอยู่ ไม่ว่าจะสวมกางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ หรือรองเท้าแตะ ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราและดึงออกมาจากแถว เพื่อให้ไปเปลี่ยนในจุดที่มีไว้บริการ ทำให้ผู้สื่อข่าวรู้สึกประทับใจอยู่เนืองๆ ว่า ไม่ว่าเหตุผลที่ทำให้พวกเขายังคงแต่งกายผิดระเบียบมานั้นคืออะไร แต่เจ้าหน้าที่ทุกท่านก็เต็มใจบริการ ช่วยกันสรรหาเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เพื่อให้ประชาชนทุกท่านที่มีความประสงค์จะเข้าสักการะพระบรมศพ ให้ได้รับโอกาสนั้นอย่างทั่วถึง 

โดยจุดบริการเปลี่ยนชุดแต่งกายและรองเท้านั้น ประชาชนจะต้องนำบัตรประชาชนไปแลกไว้ เพื่อป้องกันการไม่นำมาคืน เพราะฉะนั้นหากเป็นไปได้ ทีมข่าวฯ ในฐานะสื่อมวลชนก็อยากจะประชาสัมพันธ์ ฝากไปยังประชาชนทุกท่านที่มีความประสงค์จะเดินทางมาพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้าไปสักการะพระบรมศพพ่อหลวง หากมีกำลังที่พอแต่งมาได้ ก็อยากให้เตรียมพร้อมมาให้เรียบร้อย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุดและเพื่อไว้สำหรับบริการประชาชนที่จำเป็นจริงๆ

ผู้สื่อข่าวเดินสำรวจบรรยากาศโดยรอบ พบว่า การเข้าแถวตลอดช่วงเช้าของวันนี้ เป็นไปด้วยความคึกคักและตื่นเต้นเช่นเดียวกับวันแรก ไม่มีประชาชนท่านใดมีท่าทีอิดออดหรือบ่นพึมพำว่ารอนานเลย มิหนำซ้ำกลับได้เห็นภาพประทับใจอีกว่า แม้ประชาชนแต่ละท่านแต่ละกลุ่ม จะต่างคนต่างมา จากทุกสารทิศ ไม่ว่าเป็นใครมาจากไหน เรียนจบอะไรมา หรือมีหน้าที่การงานใหญ่โตแค่ไหน แต่ในวันนี้ ทุกคนมายืนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน ใจเดียวกัน และประสบพบเจอทุกข์สุขเหมือนๆ กัน ทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างกันได้ไม่ยากนัก

แม้แต่คุณตาคุณยาย ที่สุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขับเคลื่อน แต่หลายท่านก็ยังคงปักหลักเข้าแถวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เห็นได้จากคุณยายท่านนี้ที่ต้องบอกว่านับถือใจมากๆ เพราะคุณยายมีอายุอานามมากถึง ๘๙ ปี มาไกลจากจังหวัดศรีสะเกษ วันนี้คุณยายตั้งใจมาด้วยตัวเอง คุณยายบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เป็นสิ่งเดียวที่จะขอทำก่อนหมดลมหายใจ และคงเป็นความปลื้มปีติที่สุดในชีวิตที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ ๙ ดังนั้น ไม่ว่าจะกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน ที่จะได้เข้าไปสักการะพระบรมศพ ยายก็จะรอ...ขอเพียงได้เข้าไปกราบพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”

๑๒.๓๐ น. โดยประมาณ ณ ท้องสนามหลวงแห่งนี้ แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนบางส่วนทยอยเดินทางกลับ ขณะที่บางส่วนก็เพิ่งทยอยเข้ามา และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเยี่ยมเยือนประชาชนบริเวณสนามหลวง พร้อมกับลงจากรถมาแสดงความเป็นห่วงประชาชนในทำนองว่า อากาศร้อนให้หลบแดดบ้าง

เวลา ๑๓.๓๐ น. ประชาชนจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามายังบริเวณสนามหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง ขณะที่ประชาชนที่รอเข้าสักการะพระบรมศพ ก็ยังคงปักหลักยืนสลับนั่งอยู่ในแถวต่อไป

หลังจากที่ผู้สื่อข่าวเดินสำรวจบรรยากาศบริเวณสนามหลวงโดยรอบ ประกอบกับการเข้าไปตระเวนต่อแถวชิมอาหารที่มีไว้บริการภายในเต็นท์ตามจุดต่างๆ จนอิ่มหมีพีมันแล้ว ขณะนี้เวลาก็ล่วงเลยไป ๑๖.๒๕ น. แล้ว ผู้สื่อข่าวเดินสำรวจแถวอีกครั้ง พบว่าขณะนี้ท้ายแถวเคลื่อนตัวเร็วมาก มาถึงเต็นท์ “จุดรอคอย” บนถนนที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง “ประตูวิเศษไชยศรี” แล้ว

เมื่อเห็นว่าท้ายแถวใกล้ถึงทางเข้าพระบรมมหาราชวังแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงถือโอกาสนี้ไปต่อแถว เพื่อเข้าไปสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศบ้าง มาถึงจุดนี้เชื่อว่าหลายท่านคงมีความรู้สึกตื่นเต้นและหายเหนื่อยกันบ้างแล้ว เนื่องจากอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็คงถึงคิวเข้าสู่พระบรมมหาราชวังแล้ว

สำหรับจุดรอคอยนี้ จะมีเก้าอี้ไว้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า สามารถจุคนได้ ๑,๓๐๐ ที่นั่ง และในเวลานี้มีประชาชนนั่งต่อแถวอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง คาดด้วยสายตาประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ คน เมื่อประชาชนมาถึงจุดนี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก จัดระบบแถวเพื่อให้เป็นระเบียบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครคอยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “รับแอมโมเนียไหมคะ/ครับ” “ไม่ไหวบอกได้นะคะ/ครับ” หรือ “หากผู้สูงอายุที่เดินไม่ไหว ต้องการรถเข็นบอกได้นะคะ/ครับ” คำถามเหล่านี้ แม้จะไม่ได้เสียงตอบรับจากประชาชนในละแวกนั้น แต่ทุกท่านก็ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มรับ

ไม่นานนัก ๑๕-๒๐ นาทีเท่านั้น ก็ถึงรอบที่ผู้สื่อข่าวได้เข้าพระบรมมหาราชวัง ผ่านประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางวัดพระแก้ว คอยสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยและคัดกรองประชาชนที่แต่งกายผิดระเบียบอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเข้ามาภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง ขบวนแถวจากที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากยังมีอีกหลายกลุ่มยังรอต่อแถวอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ ซึ่งต้องบอกว่าในจุดนี้ ใช้เวลานานทีเดียว กว่าแถวจะเคลื่อนตัวอีกครั้ง

เวลา ๑๗.๒๕ น. กลุ่มแถวผู้สื่อข่าวได้เดินผ่านประตูพิมานไชยศรีเข้าไป เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ซึ่งต้องบอกว่าสวยงามมาก บรรยากาศประชาชนที่เข้ามาภายในบริเวณนี้ ดูตื่นเต้นถึงความตระการตา ต่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อเข้าไปบริเวณภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จำนวนแถวจาก ๔ ได้ถูกจัดให้เหลือเพียง ๒ แถว และประชาชนทุกท่านจะต้องถอดรองเท้าใส่ถุงดำที่ทางสำนักพระราชวังจัดเตรียมไว้ให้

จนกระทั่ง ๑๘.๑๐ น. โดยประมาณ ฝนตกลงมาอย่างหนัก ในแถวที่ผู้สื่อข่าวยืนอยู่นั้นมีเต็นท์ไว้อำนวยความสะดวก แม้จะโดนฝนสาดเข้ามาโดนบ้าง แต่พสกนิกรทั่วบริเวณนั้น หามีท่าทีกลัวฝนไม่ ทุกคนอยู่ในท่าทางสงบที่สุด ที่ครั้งหนึ่งได้เห็นจากคนไทย

ทันทีที่ช่วงเวลาแห่งการรอคอยมาถึง เบื้องหน้าพระบรมโกศ ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าหน้าที่จัดแถวเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ พสกนิกรทุกท่านลงนั่งพับเพียบ วางสัมภาระไว้ด้านขวามือ ปลายเท้าไว้ทางขวา ประนมมือ บรรจงลงกราบไปทางด้านซ้าย ๑ ครั้ง ไม่แบมือ บรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้าเคล้าน้ำตา เสียงสะอื้นดังวนอยู่รอบๆ ตัว แม้แต่ผู้สื่อข่าวเองก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว มือเย็นเท้าเย็น รู้สึกเย็นขึ้นมาจับใจ จนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมด รู้เพียงว่าเป็นความตื้นตันและปลื้มปีติที่สุดในชีวิตที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ ๙ แล้วได้มากราบพ่อเป็นครั้งสุดท้าย

หลังจากพสกนิกรต่างทยอยเดินออกมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะมีเจ้าหน้าที่คอยแจกของที่ระลึก ซึ่งเป็นภาพถ่ายเบื้องหน้าพระบรมโกศ และที่ทำให้หวนรำลึกนึกถึงพ่อมากที่สุดคือ ข้าวเปลือก “พอเพียง”

แม้ว่าบรรยากาศการต่อแถวเพื่อถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศนั้น จะต้องรอนานเป็นวันๆ ต้องฝ่าลมฝนแดดร้อนเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ได้สัมผัสจากคนไทยในห้วงเวลานี้ จนตราบชั่วชีวิตของฉันและเราทุกคนที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 9 ก็คือ การแสดงออกถึงพลังความรักอันสูงสุดที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพ่อของแผ่นดิน

ถวายสักการะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ๓๑ ต.ค. ๕๙

สัมผัสบรรยากาศพสกนิกรหลั่งไหลสักการะพระบรมศพพ่อของแผ่นดิน “จะกี่วัน กี่ชม. ก็จะรอ” สัมผัสใจคนไทย สู้แดดฝน ขอ..กราบพ่อครั้งสุดท้าย 2 พ.ย. 2559 19:01 3 พ.ย. 2559 10:26 ไทยรัฐ