วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ครม.รับทราบ ปลดล็อก 9หมวดบันเทิง ดีเดย์14พ.ย.แต่ต้องเหมาะสม!

ครม.รับทราบ ปลดล็อก 9หมวดบันเทิง ดีเดย์14พ.ย.แต่ต้องเหมาะสม!

  • Share:
พสกนิกรแห่กราบพระบรมศพ นักท่องเที่ยวชมวัดพระแก้วล้น

จัดระบบวันแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระแก้ว ผ่านฉลุย ไม่ปะปนกับผู้เข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ที่ยังหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ด้าน กทม.จัดระบบแจกอาหารใหม่ เหลือ 3 เวลา เริ่ม 3 พ.ย.นี้ วอนช่วยกันรักษาต้นมะขาม สัญลักษณ์สำคัญสนามหลวง ขณะที่ นายกฯปลดล็อก 30 วัน ทีวีกลับเป็นปกติได้ แต่ขอให้ลดโทนรายการตลกโปกฮา ใช้วาจาหยาบโลนอย่าแต่งตัวไม่สุภาพ พร้อมสั่งทำหนังสือภาพคนไทยแสดงความอาลัยทั่วโลก ด้าน “สุวพันธุ์” ย้ำชัดของดละครน้ำเน่าไปก่อน ส่วนงานมหรสพต่างๆ ให้เป็นดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่

ความโศกาอาดูรของพสกนิกรชาวไทยทั้งปวงที่ต้องสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รักเคารพยิ่งของปวงประชาสุดมากล้น และพร้อมน้อม รำลึกพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยการเดินทางเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอย่างล้นทะลัก รวมถึงร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาถวายเป็นพระราชกุศลกันอย่างต่อเนื่อง

โปรดฯ ให้สักการะพระบรมศพช่วงเสด็จฯ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 05.15 น. วันที่ 1 พ.ย. สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนกลุ่มแรกเดินทางเข้าถวาย สักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 4 โดยมีเหล่าพสกนิกรชาวไทยจากทั่วหล้า ที่ศรัทธาต่อองค์พระผู้สถิต ณ แดนฟ้า เดินทางมาจับจองเข้า คิวรอถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.00 น. กระทั่งเวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ คุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาองค์โตในทูล กระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม ซึ่งเป็นวันที่สิบเก้าของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ ทั้งนี้ ในช่วงที่พระพิธีธรรมรับพระราชทานฉันเช้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดให้ประชาชนสามารถเดินทางขึ้นมาถวายสักการะพระบรมศพได้

ขณะที่ในการพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในช่วงบ่ายและค่ำ คือเวลา 15.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จพร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง บำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช และในเวลา 19.00 น. สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วยทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม

ทรงให้วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงทุกเช้า

สำหรับในพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในช่วงเช้าแต่ละวันนั้น สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงเรื่องฉิ่งพระฉัน ขณะที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเช้าของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา จนครบ 100 วัน เพลงเรื่องฉิ่ง พระฉัน (เช้า) จะมีทั้งหมด 14 บทเพลง ได้แก่ เพลงต้นเพลงฉิ่ง, เพลงสร้อยเพลงฉิ่ง, เพลงสามเส้า, เพลงจระเข้ขวางคลอง, เพลงถอยหลังเข้าคลอง, เพลงท้ายถอยหลังเข้าคลอง, เพลงฉิ่งพระฉัน 4 ท่อน, เพลงฉิ่งนอก, เพลงฉิ่งกลาง, เพลงฉิ่งใหญ่, เพลงฉิ่งเล็ก, เพลงฉิ่งสนาน, เพลงฉิ่งชั้นเดียว และรัวเพลงฉิ่ง โดยการเพลงเริ่มบรรเลงบทเพลงตามลำดับเมื่อพระเริ่มฉันภัตตาหาร แต่เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จ การบรรเลงเพลงเรื่องฉิ่งพระฉัน (เช้า) จะต้องจบด้วยการเชิดเพลงฉิ่งชั้นเดียวทุกครั้ง

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระราชดำริให้วงปี่พาทย์พิธี บรรเลงเพลงเร็วเรื่องนางหงส์ ในช่วงระหว่างเจ้าพนักงานลาดภูษาโยง และประธานในพระราชพิธีทอดไตรแด่พระพิธีธรรม ในพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในแต่ละวันอีกด้วย

พร้อมรับกรุ๊ปทัวร์แรกเข้าชมวัดพระแก้ว

จากนั้นเวลา 07.30 น. ที่ประตูวิเศษไชยศรี หน้าพระบรมมหาราชวัง พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ประจำศูนย์ปฏิบัติการนครบาล พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.ทท. เดินทางมา ร่วมอำนวยการปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ประชาชนเข้า ถวายสักการะพระบรมศพ และเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าชมความงามของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวังเป็นวันแรก หลังยุติการให้เข้าเที่ยวชมมาตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล เริ่มปรับแผนเส้นทาง ด้วยการนำแผงเหล็กพร้อมเส้นเชือกกั้น มาเปิดช่องทางใหม่ให้ประชาชน ที่ตั้งแถวอยู่บนถนนหน้าพระธาตุ หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร เดินเลี้ยวซ้ายไปบนถนนหน้า พระลาน ชิดฟุตปาทใกล้กำแพงพระบรมมหาราชวัง ผ่านป้อมเขื่อนขันธ์เพชร แล้วเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ ฝั่งทิศเหนือของพระบรมมหาราชวัง เพื่อไม่ให้ปะปน กับแถวของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว นำกำลังมาช่วยประชาสัมพันธ์ให้กรุ๊ปทัวร์ต่างๆ เข้าใจถึงการปฏิบัติในระหว่างการเที่ยวชม พระบรมมหาราชวัง และให้ทราบเส้นทางที่จะเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยไม่เข้าไปในเขตพื้นที่ที่มีการประกอบพระราชพิธี ส่วนรถที่รับส่งนักท่องเที่ยวนั้น ตำรวจให้มาส่งได้เพียงแค่สุดถนนราชดำเนินกลาง หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ แล้วให้เวียนไปจอดในพื้นที่รอบนอก

วันที่ 4 คนรอคิวไม่แออัด

ส่วนบรรยากาศที่ท้องสนามหลวง ประชาชนจำนวนมากยังทยอยเข้าถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง โดยในช่วงเช้าเปิดให้ประชาชน ตั้งแถวเดินผ่านเข้าประตูวิเศษไชยศรี จนถึงเวลา 08.10 น. เจ้าหน้าที่จึงได้นำเชือกผ้าขนาดใหญ่ 2 เส้น มาขึงเป็นช่องทางเดินให้ประชาชนที่นั่งรอคิว เข้าถวายสักการะพระบรมศพอยู่บนถนนหน้าพระธาตุเลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนหน้าพระลานไปเข้าประตูมณีนพรัตน์ ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 80 เมตรเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวังเป็นวันแรกทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 08.30 น. ขณะที่การเดินทางของประชาชนที่จะเข้าถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวังในช่วงเช้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำนวนคนที่มารอคิวไม่แอ อัดมากเหมือนหลายวันที่ผ่านมา บางคนมารอคิวที่สนามหลวงเวลา 05.00 น. ใช้เวลาไม่นานมากก็สามารถเข้าถวายสักการะพระบรมศพออกมาในเวลาประมาณ 07.30 น.

นักท่องเที่ยวรอชมวัดพระแก้วแต่เช้า

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณฝั่งตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี ถนนหน้าพระลาน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทยอยเดินทางมารอเข้าชมพระบรมมหาราชวังกันตั้งแต่เช้า โดยกรุ๊ปทัวร์กลุ่มแรกเป็นชาวฝรั่งเศสจากเมืองมาร์กเซย จำนวน 24 คน และนักท่องเที่ยวชาวจีน ชาวรัสเซีย 4 คน ที่เดินทางมาเอง มายืนรออยู่ ริมฟุตปาทฝั่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าชี้แจงทำความเข้าใจในการเปิดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง ในขณะที่คนไทยเข้าถวาย สักการะพระบรมศพ จนช่วงสายจำนวนนักท่องเที่ยวได้หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งส่วนใหญ่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดดำ หรือสีเรียบร้อย ไม่ฉูดฉาด จะมีน้อยคนที่สวมเสื้อสีสดใสเข้ามา ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังไม่ได้ห้ามในการเข้าชมวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวัง

จัดระเบียบผู้เข้าสักการะไร้ปัญหา

กระทั่งประมาณเวลา 08.25 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังให้ประชาชนกลุ่มแรกที่ตั้งแถวรออยู่บนถนนหน้าพระธาตุ เดินเท้าตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนด ก่อนจะเลี้ยวเข้าพระบรมมหาราชวัง ผ่านประตูมณีนพรัตน์ ครั้นเมื่อแถวของพสกนิกรได้เข้าสู่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่เรียบร้อย ประชาชนทั้งหมดจะได้ขึ้นไปตั้งแถวรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพบนพระระเบียงคดของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่วิจิตรงดงามด้วยจิตรกรรมฝาผนัง รามเกียรติ์ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอำนวยความสะดวกให้โดยนำเส้นเชือกสีแดงมากั้น พร้อมป้ายข้อความเป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ ว่า สำหรับผู้ที่มาถวายบังคมพระบรมศพ ทั้งนำพัดลมมาติดตั้งเพื่อช่วยคลายความร้อน จนผ่านประตูศรีรัตนศาสดาราม เข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ก็จะมาตั้งแถวรอบน ถนนอมรวิถี ตั้งแต่หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ไปจนถึงพระที่นั่งจักรมหาปราสาท เพื่อเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทางประตูฝั่งทิศตะวันออก

แยกคนเที่ยว-ผู้เข้าสักการะชัดเจน

ถัดมาอีก 5 นาที คือเวลา 08.30 น. สำนักพระราชวังจึงเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพระ บรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี โดยบรรยากาศอันคึกคักไปด้วยกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศในโลก หลั่งไหลเข้าเที่ยวชมความงดงามของวัด พระแก้ว และพระบรมมหาราชวังกันอย่างเนืองแน่น โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังทำความเข้าใจและบอกช่องทางการเดินเที่ยวชมไม่ให้ล้ำเข้ามาในพื้นที่ ที่ประกอบพระราชพิธี และเข้ามาปะปนกับแถวประชาชนที่กำลังรอถวายสักการะพระบรมศพ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เข้ามาชมความงามของพระบรมมหาราชวัง แล้วได้เห็นความรักความศรัทธาของ ประชาชนคนไทยที่แห่แหนมาเข้าแถวรอขึ้นถวายสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 กันเป็นจำนวนมากจนล้นออกไปถึงท้องสนามหลวง ต่างก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจในความจงรักภักดีของคนไทย ต้องนำกล้องมาบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของชาติไทยครั้งนี้ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ยังเศร้าโศกกับการสูญเสีย

ส่วนที่บริเวณประตูเทวาภิรมย์ มีหน่วยงานเอกชนบริการแจกน้ำดื่ม เพิ่มความสดชื่นให้ช่วงที่สภาพอากาศร้อน ส่วนฝั่งตรงข้ามมีหน่วยปฐมพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ขณะที่เหล่าพสกนิกรที่มาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ต่างเดินออกมาด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เช่น นางนารี แซ่เล้า อายุ 65 ปี อยู่เขตห้วยขวาง กทม. กล่าวว่า ตนร้องไห้ตั้งแต่ก่อนจะเข้าไปกราบแล้ว คิดถึงพระองค์ที่ทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วม รถติดใน กทม. รวมถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ตนนำมาปฏิบัติ ซึ่งกระโปรงที่ตนใส่มาก็ไม่ได้ซื้อใหม่ แต่นำเสื้อของลูกชายมาดัดแปลงให้เป็นกระโปรง เสื้อผ้าตัวไหนที่ขาดยังซ่อมแซมได้ก็จะทำ

แห่กราบที่ประตูวิมานเทเวศร์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่บริเวณประตูวิมานเทเวศร์ ถัดจากประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ม.ศิลปากร วังท่าพระ มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพที่หน้าพระบรมโกศได้ เนื่องจากแต่งกายไม่เรียบร้อยและไม่สามารถเข้าแถวต่อคิวประชาชนที่มีจำนวนมากได้ ต่างพากันนำกล้องถ่ายภาพและกราบที่ฝั่งตรงข้ามหน้าประตูดังกล่าว เนื่องจากเมื่อมองเข้าไปจะมองเห็น ยอดประสาทของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพอย่างชัดเจน โดยนางสุวรรณ แสงกล้า อายุ 76 ปี หนึ่งในผู้ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ กล่าวว่า เนื่องจากมีอายุมากแล้วไม่สามารถเข้าไปต่อแถวและยืนรอเป็นเวลาหลายชั่วโมงได้ พอได้ยินคนแถวนี้บอกว่า ตรงประตูนี้สามารถมองเห็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้จึงได้มาดูและก้มกราบพระองค์เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ถือว่าได้มาส่งพระองค์สู่สรวงสวรรค์แล้ว นางสุวรรณกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ถนนทุกสายมุ่งสู่พระบรมมหาราชวัง

ส่วนบรรยากาศที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตลอดช่วงเช้า พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศ ยังคงเดินทางมาเข้าคิวต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอากาศจะร้อนจัด แต่ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจลดน้อยลง โดยประชาชนที่เดินทางมาจะต้องถูกตรวจสัมภาระอย่างละเอียด ก่อนที่จะเข้ามาต่อแถวบริเวณฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา ซึ่งทางสำนักพระราชวังจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึงเวลา 21.00 น. ส่วนประชาชนที่มานอนรอค้างคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพได้ตั้งแต่เวลา 05.13 น.

อั้นมานานคนเที่ยวล้นวัดพระแก้ว

กระทั่งเวลา 11.00 น.นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้ามาที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี ทำให้บรรยากาศหน้าพระบรมมหาราชวังกลับมาคึกคักด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งจากเอเชีย ยุโรป อเมริกา โดยนักท่องเที่ยวได้ตั้งแถวทยอยเดินทางเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง บางส่วนยืนดู และบันทึกภาพคนไทยที่ตั้งแถวเดินเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพทางประตูมณีนพรัตน์ ด้วยความสนใจ ขณะที่หน้าประตูวิเศษไชยศรีมีตำรวจท่องเที่ยวและนักเรียนจิตอาสาคอยช่วยให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมากันเอง ส่วนกรุ๊ปทัวร์จะมีไกด์คอยชี้แจงการเข้าชมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ห้ามนักท่องเที่ยวยืนขึ้นและห้ามถ่ายรูปเมื่อมีขบวนเสด็จผ่าน

นทท.ฝรั่งเศสเข้าใจความรู้สึก

ทั้งนี้จากการสอบถามนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่างรับทราบสถานการณ์และความรู้สึกของคนไทยในช่วงนี้เป็นอย่างดี อาทิ นางอีซาเบลล์ เลโอนาร์ด อายุ 46 ปี นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกจากเมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า เดินทางมาเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. เห็นคนไทยทั้งประเทศเศร้าโศกเสียใจ แต่งชุดดำกันทุกคน ตนเข้าใจความรู้สึกของคนไทยกับความสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ นักท่องเที่ยวทุกคนเข้าใจคนไทยรักพระมหากษัตริย์มาก รู้สึกเสียใจกับคนไทย จึงได้แต่งตัวให้เหมาะสม ส่วนการมาเที่ยวในช่วงนี้ไม่ได้ติดขัดอะไรเลย ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นพิธีสำคัญ เมื่อวานไปเที่ยวตลาดน้ำ ไปร้านจิม ทอมป์สัน วันนี้โชคดีได้เข้าชมพระบรมมหาราชวังตามที่ตั้งใจ ถ้าไม่ได้เข้าชมเหมือนยังมาไม่ถึงเมืองไทย หลังจากนี้จะไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี เที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ และไปเกาะสมุย เกาะช้าง

ทึ่งพลังรักและศรัทธาของคนไทย

ขณะที่ น.ส.คริสทีนา บินเดอร์ อายุ 29 ปี เภสัชกรชาวเยอรมัน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก เผยว่ารู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ของคนไทยว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ทั้งเป็นพระประมุขที่คนไทยเคารพและเทิดทูนสูงสุด วันนี้ได้เห็นบรรยากาศที่คนมาต่อแถวเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ รู้สึกว่าเป็นการแสดงความเคารพที่ยิ่งใหญ่ แบบไม่เคยสัมผัสมาก่อน ประทับใจมาก เช่นเดียวกับนางเวนเนสซา เพซบัวชูร์ นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า ได้ยินข่าวการสูญเสียของคนไทย แต่ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนความตั้งใจที่จะมาเที่ยวเมืองไทยในช่วงนี้ ยิ่งเมื่อทราบว่า มีการเปิดให้เข้าชมพระบรมมหาราชวัง ก็อยากมาชมความงดงาม และอยากเห็นความรักความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันสูงสุด ยอมรับว่าไม่คุ้นกับภาพแบบนี้ แต่เชื่อว่ามาจากการที่คนไทยรักพระมหากษัตริย์มาก จนรู้สึกประทับใจ อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่พระบรมมหาราชวังบางส่วน ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้า แต่ไม่รู้สึกว่าจะเป็นอุปสรรคพร้อมปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดทุกอย่าง

“บิ๊กแป๊ะ” ตรวจความเรียบร้อย

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หลังนำคณะเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยรอบๆพระบรมมหาราชวัง โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์เผยว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพและนักท่องเที่ยว ส่วนที่จำเป็นต้องปิดการจราจรโดยรอบ ก็ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตำรวจท่องเที่ยวแนะนำ รวมถึงประชุมและชี้แจงกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อธิบายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจถึงการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับงานพระราชพิธี ส่วนเรื่องมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามา ได้ปรินต์ภาพพร้อมประวัติผู้ต้องหาแก๊งลักเล็กขโมย แก๊งกรีดกระเป๋าไว้ตามจุดประตูทางเข้ารอบสนามหลวง เพื่อให้เจ้าหน้าที่คัดกรองและสังเกตรูปพรรณสัณฐานคนร้าย และฝากเตือนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้ระวังทรัพย์สินสิ่งของมีค่าด้วย

บูรณาการทุกหน่วยร่วมดูแลรอบวัง

จากนั้นเวลา 12.30 น. ที่กองอำนวยการร่วมกรุงเทพมหานคร พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น.1 นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. น.ส.ตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกของ กทม. และผู้แทนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ครั้งที่ 15/2559 โดย พล.ต.ธรรมนูญกล่าวว่า ที่ประชุมได้แจ้งข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งวันที่ 1 พ.ย. เป็นวันแรกที่สำนักพระราชวังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ในส่วนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เทศกิจ และอาสาสมัครกระทรวงมหาดไทย บูรณาการความร่วมมือในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

ใช้บอลลูนเป็นจุดสังเกตปลายแถว

พล.ต.ธรรมนูญกล่าวอีกว่า ส่วนการจัดคิวประชาชนที่จะเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ทั้งแบบที่มาเป็นกลุ่มจังหวัด หรือมาเอง กองทัพภาคที่ 1 ยังใช้ระบบเดิม โดยจะจัดคิวให้เข้าไปแบบกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 70 คน เพื่อไปรอตรงจุดรอคอย ก่อนเข้าพระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนี้ มอบหมายให้กองอำนวยการร่วมประสานสำนักพระราชวังกระชับเวลาในการถวายสักการะพระบรมศพให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าไปถวายสักการะได้จำนวนมากขึ้นด้วย โดยการเข้าแถวต่อคิวสามารถมารอได้ที่บริเวณที่มีบอลลูนสีขาวลอยอยู่ด้านบน ระบุว่าจุดรับบัตรคิว ซึ่งปลายแถวอยู่จุดใด บอลลูนจะไปอยู่จุดนั้น

ให้จอดรถ 3 จุดรับส่งนักท่องเที่ยว

ด้านนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการดูแลนักท่องเที่ยวในขณะนี้ กทม. ประสานงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) สร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทำป้ายข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ติดที่บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ และจัดเจ้าหน้าที่พูดภาษาต่างประเทศได้ประจำจุด คอยอธิบายให้คำแนะนำชาวต่างชาติ รวมถึงกำหนดจุดรับส่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการรถทัวร์ 3 ทางเลือกคือ 1.มาทางรถ ให้จอดรถรับส่งที่บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ 2.มาทางรถกลับทางเรือ จอดส่งที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตอนกลับขึ้นเรือที่ท่าช้าง และ 3.มาทางเรือ จอดส่งและรับ โดยลงเรือที่เอเชียทีคจุได้ 400 คนมาขึ้นที่ท่ามหาราช ทั้งนี้ รถบัสที่ส่งนักท่องเที่ยวเสร็จแล้วให้ขับไปจอดที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 บริเวณสายใต้เก่า บริเวณวัดดุสิต และบริเวณร้านอาหารของเอกชน ขณะที่รับส่งนักท่องเที่ยวรถขนาดเล็ก รถส่วนบุคคล หรือคนที่มาร่วมงานถวายบังคมพระบรมศพให้จอดรับส่งได้ที่สะพานช้างโรงสี

ไม่ทิ้งขยะ-เทน้ำใต้ต้นมะขาม

นายวัลลภ กล่าวอีกว่า กองอำนวยการร่วมฯ ได้มอบหมายให้สำนักการโยธา (สนย.) กทม.วางแผนการปรับปรุงพื้นที่และการจัดระเบียบเต็นท์ที่พักประชาชน เพื่อรองรับการก่อสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างราวต้นเดือน ก.พ.2560 ใช้พื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของสนามหลวงด้านทิศใต้ นอกจากนี้ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยดูแลต้นมะขามรอบบริเวณสนามหลวง ที่ผ่านมามีผู้ลักลอบทิ้งขยะ เทน้ำที่โคนต้นไม้ ทำให้ต้นมะขามบางต้นเริ่มเสียหาย ขณะนี้ได้ประสานสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลฟื้นฟูต้นมะขามแล้ว ทั้งนี้ สนามหลวงถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีต้นมะขามเป็นเชิงสัญลักษณ์ หากไม่มีสิ่งได้ไปกระทบให้เกิดความเสียหาย เราจะสามารถรักษาต้นมะขามได้นานขึ้น

แจกอาหาร 3 เวลา 3 พ.ย.นี้

ด้าน น.ส.ตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษก กทม. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา กองอำนวยการร่วมฯได้เชิญจิตอาสาที่แจกจ่ายอาหารตามเต็นท์ต่างๆมาประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจว่ากองอำนวยการร่วมกรุงเทพฯจะทดลองจัดระเบียบการแจกอาหาร โดยจะแบ่งเวลาแจกอาหารเป็น 3 เวลา ดังนี้ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น.เวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 16.00-20.00 น.พร้อมกันนี้จะประเมินว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้การแจกอาหารเป็นระเบียบขึ้นหรือไม่ เพื่อหาข้อแก้ไขปรับปรุงต่อไป

พร้อมฉายสารคดีเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ โฆษกของกทม. เผยว่า กทม.ประสานขอความร่วมมือจากกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ต่างๆ นำสารคดีละครเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริ ความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความรักความสามัคคีของพี่น้องประชาชนชาวไทยมาถ่ายทอดบนจอแอลอีดี ที่ติดตั้งรอบบริเวณสนามหลวงจำนวน 10 จุด เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา และจะนำเสนอไปตลอด ยกเว้นช่วงที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง เบื้องต้นเป็นการถ่ายทอดสารคดีจำนวน 10 ตอน ละครเรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติ 4 เรื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานสถานีโทรทัศน์ต่างๆ นำสกู๊ปพิเศษ สารคดีละครเรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติมาฉายเพิ่มเติม

ขนวัสดุปรับพื้นดินสนามหลวง

ด้านนายประสาร พิทักษ์วรรัตน์ ผอ.สำนักโยธาธิการ เปิดเผยถึงการปรับปรุงพื้นที่สนามหลวงว่า สนย.จะนำเครื่องจักร และวัสดุแอสฟัลต์มาปูพื้นสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เพื่อจัดระเบียบเต็นท์และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินได้สะดวกมากขึ้น ที่ผ่านมามีฝนตกทำให้พื้นสนามหลวงเละเป็นดินโคลน ขณะนี้กำลังวางแผนว่าจะนำวัสดุเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างไร คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในสัปดาห์นี้ และทำงานในช่วงกลางคืน

พอใจรับมือนักท่องเที่ยวได้ดี

ส่วนนายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันแรกของการเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่แต่งกายสุภาพเหมาะสมกับช่วงการไว้อาลัย เดินเข้าชมกันด้วยอาการสำรวม ไม่มีการพูดคุยเสียงดัง ขณะที่การต่อแถวเข้าแสดงความอาลัยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนไทยมีการจัดการได้ดี ไม่ปะปนกันกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายกฯทยอยปลดล็อกทีวี

อีกด้านหนึ่งที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวภายหลังการประชุม ครม.เกี่ยวกับสถานบันเทิงและการออกอากาศของสถานีวิทยุ-วิทยุโทรทัศน์ว่า ทุกอย่างจะมีการปลดล็อกเรื่อยๆ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ดี ต้องขอบคุณสื่อทุกสื่อ วิทยุ โทรทัศน์น่ารักมาก เพราะประเทศ ไทยมีเรื่องของการท่องเที่ยว การใช้ชีวิตประจำวัน แต่ต้อง ดูในเรื่องของความเหมาะสมและสถานที่การจัดงาน ทั้งพื้นที่ส่วนตัวและกลางแจ้งไม่ว่าจะเป็นบนเกาะ และอื่นๆ โดยมอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกันในศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (สตส.) เพื่อชี้แจงกันต่อไป แต่ขอร้องอย่าทำผิดกฎหมาย อย่าแต่งตัวไม่สุภาพในช่วงนี้เพื่อถวายพระองค์ท่าน ส่วนการจัดงานในที่รโหฐานสามารถจัดได้ ทั้งศิลปินดารานักแสดง ลิเก ลำตัดเล่นได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบไม่หยาบคาย หยาบโลน หรือการแสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่ไม่ดีงาม

ขอแค่ลดโทนบางรายการ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เมื่อครบ 30 วัน สถานีโทรทัศน์สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นปกติได้ แต่ขอร้องให้ลดโทนลงในบางรายงาน เช่น เรื่องตลก โปกฮา ตลกเถื่อนๆ ขอให้ใช้วาจาสุภาพ เชื่อว่าสามารถทำได้ รัฐบาลเพียงขอความร่วมมือ แต่ไม่ห้าม ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ให้ความร่วมมือ ในช่วงของการโศกเศร้าเสียใจ เผยแพร่พระราชกรณียกิจให้คนรุ่นหลังรับทราบ ว่าพระองค์ทรงทำอะไรไว้บ้าง และภาพของประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพก็ถือว่ามืดฟ้ามัวดิน อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้รวบรวมแล้วจัดทำเป็นหนังสือภาพของแต่ละวัน ว่าใน กทม. ต่างจังหวัดและต่างประเทศ บรรยากาศเป็นอย่างไร เพราะคนที่มาแสดงความอาลัย ไม่ได้ถูกบังคับ แต่ก็ยังมีผู้ไม่หวังดี จึงให้ช่วยกันบอกกล่าว เพราะคนส่วนใหญ่เห็นชอบตามกฎกติกาประชาธิปไตย เมื่อคนส่วนใหญ่ทำ คนส่วนน้อยก็ต้องยอม ไม่ใช่คนส่วนน้อยจะมาทำให้คนส่วนใหญ่ตามไปด้วย เวลานี้เป็นช่วงที่จะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศ สังคมต้องเรียนรู้ว่าควรเป็นแบบไหนอย่างไร อย่าหลุดโลกกันอีกเลย วันนี้สถานการณ์เรียบร้อยดีขึ้นนี่คือสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้เราแบบนี้ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ขอให้ทุกคนช่วยกันคิด

ครม.ไฟเขียวกิจกรรมบันเทิง

จากนั้น ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำหรับแนวทางการจัดกิจกรรมบันเทิงหรือกิจกรรมต่างๆตามที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือครบ 30 วันนั้น เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นควรให้สามารถจัดกิจกรรมต่างๆได้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.2559 เป็นต้นไป เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามปกติและเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยจำแนกกิจกรรมออกเป็น 9 ลักษณะ ได้แก่ 1.งานเทศกาลระดับประเทศ เช่น ลอยกระทง คริสต์มาส วันปีใหม่ ตรุษจีน 2.งานเทศกาลระดับจังหวัด เช่น งานกาชาด เทศกาลผีตาโขน เป็นต้น 3.งานส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด อำเภอ ท้องถิ่น เช่น งานกิจกรรมถนนคนเดิน งานประเพณีชนวัว เป็นต้น 4.งานรื่นเริง วัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น ลิเก ลำตัด ดนตรี มหรสพ และการประกวดต่างๆ 5.กิจกรรมสถานบันเทิง เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ 6.กิจกรรมที่จัดภายในโรงแรมต่างๆ เช่น การจัดประชุมสัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ 7.การแสดงคอนเสิร์ต 8.งานตามประเพณีวัฒนธรรม เช่น งานกฐิน ผ้าป่า งานมงคลสมรส งานบวช และ 9.งานแข่งขันกีฬาทุกระดับ และกองเชียร์

รายการทีวีออนแอร์ตามปกติ

พ.อ.หญิง ทักษดากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานต้องพิจารณาความเหมาะสมให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้คำแนะนำและปรึกษากับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การใช้พื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ขณะที่การจัดรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยขอความร่วมมือผู้รับผิดชอบรายการพิจารณาความเหมาะสม และควรสอดแทรกรายการที่ให้ความรู้เพื่อการพัฒนาด้านต่างๆของประเทศ สำหรับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปีเช่นเดิม สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวให้พิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนการลดธงครึ่งเสา 30 วัน ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี จะครบกำหนดในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ดังนั้นในวันที่ 14 พ.ย. จะเป็นวันแรกในการชักธงขึ้นสู่ยอดเสาเหมือนเดิม

“สุวพันธุ์” ของดละครน้ำเน่าก่อน

ขณะที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) กล่าวเพิ่มเติมถึงมติ ครม.เห็นชอบให้การจัดกิจกรรมบันเทิงหรือกิจกรรมต่างๆ ตามที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือกลับมาทำได้ปกติหลังไว้ทุกข์ 30 วันว่า สำหรับเนื้อหาของละครให้ผู้จัดพิจารณาตามความเหมาะสม รัฐบาลไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรทำได้ หรือทำไม่ได้ แต่นโยบายคืออยากให้ทุกอย่างเป็นปกติ เคยทำอะไรมาก็ทำกันต่อ ถ้าทำอยู่แล้วก็ฉายได้ เว้นแต่ละครบางเรื่องพูดภาษาชาวบ้านคือประเภทแย่งผัว แย่งเมีย ตบตีกันตลอด อยากให้เอาเรื่องอื่นมาแทนก่อนได้หรือไม่ ส่วนละครบางเรื่องอาจมีช่วงขำๆ บ้างในบทบางตอนก็ไม่เป็นไร หรืออาจจะเอาละครแนวสืบสวนสอบสวน ประวัติศาสตร์ เรื่องรักประโลมโลกที่ไม่มากมายนัก สามารถนำมาฉายได้ ถ้าน้ำเน่ามากๆก็ควรพิจารณา ส่วนบทละครไม่ต้องส่งมาให้ตรวจพิจารณา เพราะไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ เป็นอิสระทุกอย่างปกติ เราทราบดีว่าการที่ขอความร่วมมืองดรายการรื่นเริง 30 วัน ทำให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนกระทบต่อเรื่องโฆษณาต่างๆ รัฐบาลอยากให้เดินหน้าไปได้ ส่วนหลัง 30 วันแล้วนั้นสีของรายการโทรทัศน์กลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าทางช่องจะใช้สีขาวดำ หรือสีหม่นก็ได้

มท.สรุปยอดลงนามเกือบ 5 ล้านคน

ด้านกระทรวงมหาดไทย ได้สรุปยอดการดำเนินการจัดกิจกรรมลงนามแสดงความอาลัยและการจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในส่วนของต่างจังหวัด มีประชาชนลงนามแสดงความไว้อาลัย ณ วันที่ 31 ต.ค. ทั้งสิ้น 184,140 ราย มียอดสะสมการลงนามแสดงความไว้อาลัยตั้งแต่วันที่ 14-31 ต.ค.ทั้งสิ้น 4,906,729 ราย กิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยกิจกรรมสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 14-31 ต.ค. ทั้งสิ้น 7,669,684 คน กิจกรรมทำบุญตักบาตร มีทั้งสิ้น 2,577,225 คน กิจกรรมอื่นๆ จำนวน 64,861 คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆทั้งสิ้น 2,140,333 คน

วธ.ผลิตสื่อประมวลภาพ

ในส่วนการจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติต่างๆ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้จัดทำหนังสือประมวลภาพเหตุการณ์งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชุดที่ 1 ซึ่งเก็บรวบรวมภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ตั้งแต่วันที่ 13-28 ต.ค.ที่ผ่านมา ระยะเวลา 15 วัน รวม 3 เล่ม จำนวน 50 ชุด ได้แก่ เล่มที่ 1 กรุงเทพมหานคร เล่มที่ 2 ส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด และเล่มที่ 3 นานาอารยประเทศ จัดส่งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง และหอสมุดแห่งชาติทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ประชาชนสามารถดาวน์โหลดภาพชุดดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ m-culture.go.th นอกจากนี้ ยังทำจดหมายเหตุภาพวีดิโอเคลื่อนไหว นำไปเผยแพร่ยังสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียแล้ว และจะประสานไปยังสถานทูตต่างๆทั่วโลก ให้นำภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เสด็จสวรรคต และประชาชนร่วมแสดงความอาลัย มาจัดนิทรรศการภาพถ่ายในต่างประเทศ และยังจะใช้โอกาสนี้ เผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระเกียรติคุณของพระองค์ รวมถึงรวบรวมภาพวีดิโอ บทเพลง จากประชาชน และการสัมภาษณ์ประชาชน มาเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้ด้วย

กรมศิลป์ทำคู่มือคำราชาศัพท์

นายขจร มุกมีค่า รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้สำนักวรรณกรรมอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือคำราชาศัพท์ และคำที่เกี่ยวข้องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ และงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งเป็นคำเฉพาะที่มักนำมาใช้งาน ไม่ได้มีการบัญญัติคำขึ้นใหม่ โดยมีการจัดทำคำอ่านออกเสียง และคำอธิบายความหมาย เพื่อให้ผู้นำไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง และมีความเข้าใจที่ตรงกัน โดยจะมีการประสานกับสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ก่อนจะนำมาเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่อไป

ปิดประตูวิเศษไชยศรีสามทุ่มตามปกติ

กระทั่งช่วงเย็นถึงค่ำ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังยุติการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วแล้ว สำนักพระราชวังได้ปรับเส้นทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ใหม่อีกครั้ง โดยให้ประชาชน กลับมาเดินเท้าเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังระบุว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังในวันนี้ส่วนใหญ่ให้ความเคารพในพระราชพิธีที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่สวมชุดสีฉูดฉาด และส่วนมากสวมใส่ชุดที่มีสีขาวดำ แต่ยังมีปัญหาเรื่องของนักท่องเที่ยวบางคนยังไม่เข้าใจแนวทางการปฏิบัติของการต่อแถวประชาชนที่จะมาถวายสักการะพระบรมศพ ทำให้มีการแทรกแถว หรือเดินตัดแถวบ้าง อย่างไรก็ตาม การถวายสักการะพระบรมศพที่สำนักพระราชวังจะปฏิบัติต่อเนื่องทุกวันจนสิ้นสุดพระราชพิธี คือเวลา 05.00-08.00 น. ประชาชนเข้าสักการะทางประตูวิเศษไชยศรี จากนั้น 08.30-16.30 น. ประชาชนเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ ฝั่งวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี จากนั้น 16.30 น.เป็นต้นไป ให้ประชาชนกลับมาเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอีกครั้งจนเวลา 21.00 น.

พระองค์โสมฯ ทรงประทานไก่ทอด

ส่วนที่หน้ากรมศิลปากร พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในฐานะองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เสด็จยังรถหน่วยเคลื่อนที่ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาด เพื่อทรงทอดไก่ประทานแจกจ่ายพร้อมข้าวเหนียวให้กับประชาชนที่มารอขึ้นถวายสักการะพระบรมศพ ในการนี้นอกจากทรงทอดไก่แล้วยังเสด็จลงจากรถหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อประทานอาหารแจกจ่ายให้ประชาชนด้วยพระองค์เอง สร้างความปลาบปลื้มปีติใจให้พสกนิกรเป็นล้นพ้น พากันมาต่อแถวรอรับอาหารพระราชทานจากพระหัตถ์พระองค์โสมฯ กันเนืองแน่น รวมถึงยังประทานชุดข้าวเหนียวไก่ทอดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไม่ทรงถือพระองค์ และระหว่างที่พระองค์โสมฯทรงแจกอาหารข้าวเหนียวไก่ทอดให้ประชาชน ยังรับสั่งกับเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วยกันห่อข้าวเหนียวไก่ทอดด้วยว่า “ห่อให้สวยๆนะคะ ยับๆไม่ต้องส่งมา” นอกจากนี้ ยังมีรับสั่งให้ข้าราชบริพาร เพิ่มไก่ในห่อเป็น 3 ชิ้น เพื่อให้พอกับการรับประทานในแต่ละมื้อของประชาชน

เปิดแสดงความอาลัยออนไลน์

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณท่าช้าง ใกล้กับประตูวิมานเทเวศน์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) มาตั้งเต็นท์จุดบริการให้ประชาชนลงนามแสดงความอาลัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีประชาชนร่วมลงนามแล้วทั้งหมด 1,280 รายนาม โดยหากประชาชนไม่สะดวกร่วมลงนามแสดงความอาลัยที่จุดดังกล่าว ก็สามารถร่วมลงนามแสดงความอาลัยผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ โดยเข้าเว็บไซต์ https://etda.or.th/elegy/index.php

ฮือฮาเมฆจานบินเหนือสนามหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในขณะที่ประชาชนสัญจรผ่านไปมาบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน และริมคลองหลอด ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเทศกิจที่ดูแลความเรียบร้อยในบริเวณใกล้เคียง ต่างฮือฮากับกลุ่มเมฆทรงกลมแบนคล้ายทรงจานบิน ที่ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้ามีแสงดวงอาทิตย์เล็ดลอดออกมาเป็นรัศมีสวยงาม ซึ่งหากมองจากทิศทางบนถนนราชดำเนินจะเห็นว่ากลุ่มเมฆอยู่เหนือบริเวณท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังพอดี โดยหลายคนได้นำกล้องถ่ายรูป และกล้องโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพเก็บไว้เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มเมฆก่อตัวสวยงาม และไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และบางคนมองว่าเป็นปาฏิหาริย์เหนือฟากฟ้า แต่ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เมฆดังกล่าวเป็นเมฆอาร์คัส หรือเมฆกันชน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในบริเวณที่จะมีฝนตก

ร่วมใจทำดีถวายในหลวง ร.9

ส่วนต่างจังหวัดยังมีพิธีแสดงความอาลัยและทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อเนื่อง อาทิ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร แจกลูกชิ้นปลาทอด ไส้กรอกและทอดมัน รวม 89 กิโลกรัม แก่ประชาชนที่มาใช้บริการที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร เช่นเดียวกับที่ร้านเส่งฮวดคลังไฟฟ้า อ.เมืองชัยนาท มีการแจกข้าวไข่เจียวและน้ำสตรอเบอรี่ปั่นแก่ประชาชน จำนวน 1,000 คน ซึ่งมีผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่และผู้ยากไร้มารอคิวกันไม่ขาดสาย ส่วนที่โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง ต.บางแก้ว อ.เมืองอ่างทอง ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก นายฉลอง อำพันเรือง ผอ.โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง ร่วมกับคณะครู นำริบบิ้นสีดำแจกฟรีให้กับเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งประชาชนที่ไม่สามารถซื้อชุดดำมาใส่ได้ ขณะเดียวกัน ชมรมรถสองแถวสายหัวถนน-สนามกีฬา จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 70 คัน รับ-ส่งผู้โดยสารฟรี เพื่อ “ทำความดีเพื่อพ่อ” ระหว่างเวลา 07.00-18.00 น.

แปรอักษรดอกดาวเรืองเลข ๙

ที่โรงเรียนอนุบาลสตูล จ.สตูล นักเรียน ครูและผู้ปกครองกว่า 2 พันร่วมกันแสดงความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณลานหน้าเสาธง ร.ร.อนุบาลสตูล เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อวงการการศึกษาพระองค์คือ “พระผู้ทรงเป็น ครูของแผ่นดิน” โดยหลังจากร้องเพลงชาติได้มีการแปลอักษรเป็นรูปเลข ๙ สีดำ ด้านใต้เขียนคำว่า “อนุบาลสตูล” และที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ จ.เลย นายคุมพล บรรเทาทุกข์ ผวจ.เลย นายกิติคุณ คุณบุตร นอภ.ภูเรือ นำข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรผู้ปลูกต้นดาวเรืองกว่า 200 ราย พร้อมใจนำต้นดาวเรือง ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 9 จำนวน 2,999 ต้น มาเรียงรายแปรอักษรเลข ๙ เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและความจงรักภักดี และที่สนามหน้าอาคารสำนักงานเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี จ.สุโขทัย นายพิเชฐ ไทยกล้า นายกเทศมนตรีพร้อมคณะผู้บริหาร พนักงานเทศบาลและนักเรียนจำนวน 1,500 คน ร่วมพิธีแสดงความอาลัยและแปรอักษรเป็นรูปเลข ๙ เช่นกัน

คุณยายปลื้มผ้าไหมรองพระบาท

นอกจากนี้ ก็มีประชาชนจากหลากหลายอาชีพทั่วประเทศ ต่างร่วมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ อาทิ นางแฉล้ม วิชัย อายุ 85 ปี ชาวบ้านนาแวง ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยยังคงจดจำภาพในวันที่ 19 พ.ย.2518 ได้เป็นอย่างดี ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่วัดโขงเจียมปุราณวาส บ้านนาแวง วันนั้นตนนำผ้าไหมที่ทอเอง 2 ผืนมาปูรองพระบาทเพื่อจะเก็บไว้บูชาหลังพระองค์เสด็จกลับก็เก็บผ้าทั้ง 2 ผืน ใส่พานขึ้นหิ้งบูชาเป็นอย่างดีถือเป็นของรักของหวงที่จะเก็บไว้เป็นมรดกสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปและยังได้นำผ้าทั้ง 2 ผืนเป็นต้นแบบให้กับชุมชนไว้ทอผ้าขายสร้างอาชีพ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่อชาวอำเภอเขมราฐไว้ตราบนานเท่านาน “พอยายทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์รู้สึกเสียใจ อึดอัดใจแต่ก็เข้าใจในสังขารว่าเป็นธรรมดาแต่ยังคงระลึกถึงเสมอเมื่อเห็นข่าวสารพระราชกรณียกิจอันมากมายของพระองค์ทางโทรทัศน์” นางแฉล้มกล่าว

อัยการลืมไม่ลงขับรถพระที่นั่ง

ด้านนายวรท ศรีไพโรจน์ อายุ 81 ปี ประธานสถาบันในเครือสุราษฎร์เทคโนโลยี อ.เมืองสุราษฎร์ธานี และอดีตอธิบดีอัยการภาค 8 เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ.2523 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน จ.นครศรีธรรมราช ขณะนั้นตนรับราชการเป็นอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับพระมหากรุณาธิคุณขับรถยนต์พระที่นั่งให้พระองค์จากสนามบินไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและเสวยพระกระยาหารที่กองทัพภาค 4 ก่อนจะไปส่งเสด็จขึ้นเครื่องบินกลับซึ่งใช้ระยะเวลาการขับรถยนต์พระที่นั่งนานกว่า 20 นาที รู้สึกปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่รู้ลืมเพราะตลอดเส้นทางพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ไม่ได้ตรัสเรื่องส่วนพระองค์เลยแต่ทรงตรัสกับราชเลขา ถามแต่เรื่องทุกข์สุขของพสกนิกรชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเรื่องการปลูกยางพาราและน้ำและก่อนเสด็จขึ้นเครื่องพระที่นั่งทรงตรัสสั้นๆว่า “วันนี้อากาศดีนะ” ตนเลยตอบกลับว่า “พ่ะย่ะค่ะ”

ลุงสะสมพระรูปติดเต็มฝาบ้าน

ส่วนนายละเอียด เมฆดี อายุ 78 ปี บ้านเลขที่ 128 หมู่ที่ 2 ต.ท่าระหัด อ.เมืองสุพรรณบุรี ช่างทำเฟอร์นิเจอร์และเป็นบุคคลที่สะสมพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ใส่กรอบติดอยู่ฝาบ้านจำนวนเกือบร้อยบาน ซึ่งกรอบรูปทุกบานปู่เอียดเป็นคนทำเองกับมือมีคนมาขอซื้อให้ราคาสูงแต่ไม่ขายโดยนายละเอียด เปิดเผยว่าใช้เวลากว่า 50 ปี สะสมพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งรูปเก่าและรูปใหม่ในอิริยาบถต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีธนบัตรชนิดต่างๆ ตั้งแต่ธนบัตรฉบับละ 1 บาท ไปจนถึงธนบัตรฉบับละพันของรัชกาลที่ 9 “ในชีวิตเคยไปรับเสด็จในหลวง ร.9 ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้เห็นพระองค์ในระยะไกลแต่ท่านสง่างามและเปล่งประกายมาก พอทราบว่าพระองค์สวรรคตรู้สึกเสียใจมากทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งทรุดตัวลงกราบรูปท่านที่หัวนอน” นายเอียดกล่าว

ครูสาวสะสมเหรียญค่ามหาศาล

ขณะที่ น.ส.สมพิศ พัดบัว หรือ “ครูอี๊ด” อายุ 49 ปี อาจารย์แผนกบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย ได้นำเหรียญกษาปณ์และธนบัตรชนิดต่างๆ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่สะสมไว้นานกว่า 20 ปี ออกมาโชว์ บางชิ้นมีราคาค่อนข้างสูงและหายาก เช่นเหรียญ 10 บาท ปี 2533 เหรียญ 5 บาท ครุฑตรง ปี 2525 เหรียญ 5 บาท ปี พ.ศ.2540 โดย น.ส.สมพิศ กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2536 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมพสก นิกรและทรงประทับแรมที่พระตำหนักปางตอง จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนั้นตนรับราชการเป็นครูอยู่ที่วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินี จ.แม่ฮ่องสอน เคยเข้าเฝ้าฯและถวายงานทำให้ได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ ท่านว่า ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณจึงเกิดความคิดอยากจะมีพระองค์ท่านอยู่ใกล้ๆตลอดจึงเริ่มสนใจเก็บสะสมเหรียญกษาปณ์และธนบัตรชนิดต่างๆถือเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

4 หนุ่มเดินเท้าถึงสุราษฎร์ธานี

ที่ จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มนักเดินทาง 4 คนประกอบด้วย นายอธิตา ศรีทวีป อายุ 30 ปี ชาว จ.สตูล เดินทางจากสนามจิรนครหาดใหญ่ จ.สงขลา นายประยูร หนูนุ้ย อายุ 53 ปี ชาวพัทลุง ออกเดินทางจาก อ.เมืองพัทลุง นายเกียรติศักดิ์ หอมประสิทธิ์ อายุ 19 ปี ชาว อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ออกเดินทางจาก อ.ทุ่งสง และนายณัฐกิต เพชรอาวุธ อายุ 25 ปี ออกเดินทางจาก อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อไปถวายสักการะพระบรมศพได้เดินทางผ่านถนนเอเชีย สาย 41 ขาขึ้นกรุงเทพฯ หมู่ 3 ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี โดยนายอธิตา กล่าวว่า พวกเราทั้ง 4 คน เดินมาแต่ละแห่งและมาพบกันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการเดินเท้ามุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพ และตลอดเส้นทางมีชาวบ้านให้กำลังใจตลอด

จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทางเรือ

ส่วนนายพิภพ บุญธรรม รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์จะออกให้บริการประชาชนริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 7-11 พ.ย.นี้ เริ่มจากวันที่ 7 พ.ย. ปฏิบัติงานที่วัดปากน้ำ หมู่ 5 ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช วันที่ 8 พ.ย. ที่วัดบางขวาก หมู่ 6 ต.ย่านยาว อ.สามชุก วันที่ 9 พ.ย. ที่วัดบ้านกร่าง หมู่ 2 ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ วันที่ 10 พ.ย. ที่วัดมะนาว หมู่ 1 ต.ทับตีเหล็ก อ.เมืองสุพรรณบุรี วันที่ 11 พ.ย. ที่วัดบางแม่หม้าย หมู่ 1 ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า โดยในวันที่ 8 พ.ย. นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์ด้วย

ชาวพนมทวนแปรอักษร ๙

ที่สนามโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 45 อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี นายอนุชา หอยสังข์ นอภ. พนมทวน พร้อมข้าราชการ ประชาชนและนักเรียนร่วมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยร่วมกันจัดแถวแปรอักษร “รวมพลัง รวมพลคนพนมทวน ร้อยใจเป็นหนึ่ง ก้อนดินเดียวกัน” แปลอักษรเป็นเลข ๙ ไทย ล้อมรอบด้วยหัวใจ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงผู้ปิดทองหลังพระ

คนไทยในดี.ซี.อาลัยไม่ขาดสาย

ด้านประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันที่ 31 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับช่วงเช้าวันที่ 1 พ.ย.ตามเวลาในประเทศไทย วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยมี น.ส.สุรีย์พร อินทุเศรษฐ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระครูสุธีธรรมธร (อำพล สุธีโร) เจ้าอาวาสวัดศรีทรงธรรม อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีฝ่ายสงฆ์ มีชาวไทยและชาวอเมริกันยังคงหลั่งไหลไปร่วมพิธีจำนวนมาก พร้อมกันนี้ นางชูนินทร์ ดุจธังกรและสามี คือนายดู เวย์น แอนเจิลฮาร์ต ครูอาสาสอนภาษาอังกฤษให้เยาวชนไทยที่วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเขียนเรื่องศาสนาพุทธเป็นภาษาอังกฤษในวารสารแสงธรรมซึ่งมีความศรัทธาและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณรวมทั้งพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาช้านานมาร่วมพิธีด้วย

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ร่วมอาลัย

ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายฟิเดล วัลเดซ รามอส อดีตประธานาธิบดีคนที่ 22 ของฟิลิปปินส์ ได้มาลงนามแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลาโดยมี นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ เอกอัครราชทูต นางมนต์ทิพย์ ภริยา พร้อมด้วยข้าราชการและหัวหน้าสำนักงานให้การต้อนรับ

โดยนายรามอสได้ยืนแสดงความอาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนลงนามในสมุดลงนามแสดงความ อาลัย จากนั้นนางซินเธีย อะกีลา วิลลา ประธานคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมและด้านความยุติธรรมในสังคม สวัสดิการและการพัฒนาชนบท รัฐสภาฟิลิปปินส์ได้มาลงนามแสดงความอาลัยด้วยเช่นกัน

ชาวไทยในออสเตรียจุดเทียน

นอกจากนี้ ที่ประเทศออสเตรีย นางโสภิดา ชาญวิชัย ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำประเทศออสเตรีย รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2559 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น พสกนิกรชาวไทยในประเทศออสเตรีย พร้อมครอบครัวและชาวต่างชาติได้รวมตัวกันเพื่อร่วมจุดเทียนน้อมแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่ด้านข้างของโรงละคร โอเปร่าชื่อดังของกรุงเวียนนา เฮียเบริตฟอน คาราจานพรัส (ข้างโอเปร่า) เขต 1 โดยมีผู้คนมาร่วมงาน ประมาณ 500 คนท่ามกลางความอาลัย

วัดไทยในสหรัฐฯ จัดเทิดพระเกียรติ

นอกจากนี้ พระพรหมวชิรญาณ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะประธานวัดนวมินทรราชูทิศ รัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า วัดนวมินทรราชูทิศได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อระลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณทุกวัน โดยมีประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง และจะจัดต่อเนื่องถึงพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) และพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) นอกจากนี้ วัดยังได้เปิดพิพิธภัณฑ์จัดให้มีการจัดนิทรรศการแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ขณะพระองค์เสด็จพระราชสมภพในเมืองบอสตัน และนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับพระพุทธศาสนาเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพระพุทธศาสนาด้วย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้