วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาต้อย ปลื้มใจเคยใกล้ชิด ร.9 เทิดทูนเป็นพระโพธิสัตว์ของคนไทย

อาต้อย เศรษฐา ปลื้มใจทุกครั้งที่เคยได้ใกล้ชิดในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งเคยรับเสด็จเมื่อพระองค์ทรงผนวช และเข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ เทิดทูนในหลวง ร.9 เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ของคนไทย วอนคนไทยสามัคคีเพื่อพระองค์

แม้ในเวลานี้คนไทยทั้งประเทศยังโศกเศร้ากับการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนไทยทุกคนถึงความประทับใจที่มีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 มักจะมีแต่เรื่องราวที่มีแต่รอยยิ้ม หรือน้ำตาแห่งความปลื้มปีติเสมอ เช่นเดียวกับนักดนตรี-นักแสดงอาวุโส อาต้อย เศรษฐา ศิระฉายา พอได้พูดคุยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 นักแสดงอาวุโสท่านนี้ก็สามารถถ่ายทอดถึงเรื่องราวความประทับใจที่มีต่อพระองค์ได้เป็นอย่างดีชนิดเห็นภาพตามเลยทีเดียว

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง อาต้อยชื่นชมในหลวงในด้านใดบ้าง?
“ทุกด้านเลย พระองค์เก่งไปหมด ผมเป็นนักดนตรี แน่นอนท่านก็ทรงเป็นนักดนตรี ผมก็ชื่นชมพระองค์ท่านในฐานะนักดนตรีด้วย ท่านเป็นนักเกษตร ทำวิจัยจนกระทั่งชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ครับ ผมว่าการปกครองของท่านครอบคลุมในทุกสาขา ถ้าเราจะมาดูกันว่าเรามีกี่กระทรวงในประเทศ พระองค์ท่านดูแลหมดทุกกระทรวงนะ แต่ละกระทรวงจะมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวง แต่ดูโดยรวมทั้งหมดแล้วไปอยู่ที่ท่านหมด ท่านทรงดูแลทุกเรื่อง น้ำแห้งท่านก็ช่วยให้มีน้ำด้วยการใช้ฝนหลวง น้ำท่วมท่านก็ให้ขุดโน่นนี่เพื่อกักน้ำเอาไว้ ผมว่าท่านทำให้ประชาชนคนไทยเยอะมากครับ”

เวลามองพระองค์ท่าน อาต้อยนึกถึงในด้านใดบ้าง?
“นึกถึงใครสักคนหนึ่งที่เป็นเหมือนพระโพธิสัตว์ ท่านไม่ต้องการอะไรอีกแล้วครับ มีแต่อยากจะให้คนโน้นคนนี้ ให้อาชีพ ให้การศึกษา ท่านให้หมดทั้งประเทศ ถ้าเปรียบท่านจริงๆ ท่านเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์ที่ลงมาเกิดเพื่อดับความทุกข์ให้กับประชาชนคนไทย โชคดีที่ท่านมาเกิดและอยู่ในเมืองไทย ดังนั้นพวกเราทุกคนควรภาคภูมิใจที่เรามีในหลวงแบบนี้ครับ”

เรื่องแนวพระราชดำริของในหลวง อาต้อยได้นำมาใช้ยังไงบ้าง?
“ผมว่าจริงๆ ทุกคนก็บอกว่าให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำง่ายครับ ผมรู้สึกว่าเรื่องที่ผมรับมาจากพระองค์ได้มากที่สุดคือ เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว รู้จักให้ รู้จักเผื่อแผ่คนที่เขาลำบากมากกว่าเรา ผมรู้สึกว่าการกระทำของท่านเนี่ยเหมือนกับให้ความรักกับทุกคน ถ้าเราให้ความรักกับใครก็ได้ เราให้มาก คนก็จะรักเรามากครับ เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านมอบความรักให้ทุกคนในประเทศที่เป็นประชากรของท่าน 70 กว่าล้านคน แห่มารักพระองค์ท่านคนเดียว ฉะนั้นผมเชื่อในเรื่องนี้มาก เราทำดี รู้จักเผื่อแผ่ ไม่คิดว่าเราเป็นใหญ่เป็นโต เหนือกว่าคนนั้น ดีกว่าคนนี้ ตรงนี้ผมคิดว่าผมได้เห็นตัวอย่างจากพระองค์ท่านครับ”

อาต้อยนำเรื่องการให้มาใช้ในชีวิตประจำวันยังไงบ้าง?
“ผมก็จะให้ความช่วยเหลือกับหลายๆ คนเท่าที่ผมมีโอกาส ตอนนี้ผมก็สวดมนต์ทุกวันที่วัดเทพศิรินทราวาส สวดตั้งแต่พระองค์ท่านประชวรอยู่ พอท่านสวรรคต ตอนนี้ไม่มีวันว่างเลยแต่ก็สวดทุกวัน นี่ก็คือสิ่งที่เราก็ให้ นอกจากเราจะถวายเพลเป็นพระราชกุศลแล้ว คนต่างๆ ที่อยู่ในประเทศก็จะได้อานิสงส์บุญไปด้วยครับ”

อาต้อยอยากนำเสนอเรื่องราวของในหลวงให้ชนรุ่นหลังได้ฟังยังไงบ้าง?
“ตอนนี้ผมว่าหลายๆ หน่วยงานคงจะดูอยู่นะครับ ทีนี้ถ้าเราจะทำอะไรแบบนี้ ผมมีแนวคิดครับว่าต้องไปปรึกษากระทรวงวัฒนธรรมว่า ถ้าเราจะทำพระราชกรณียกิจของท่านเป็นซีรีส์ แต่วิธีการพรีเซนต์งานหรือถ่ายทอดงานออกไปเนี่ยก็กำลังดูกันว่าเราจะใช้ภาพท่านหรือเปล่าหรือสร้างขึ้นมา ผมก็ว่าจะไปคุยกับทางกระทรวงวัฒนธรรมเหมือนกันครับ แต่น่าจะมีคนมองเห็นหลายๆ หน่วยงานว่าน่าจะทำ จริงๆ ทำเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่าพระองค์ท่านทำอะไรให้กับประเทศบ้างในช่วง 70 ปีที่ท่านครองราชย์”

อาต้อยเคยมีโอกาสถวายงานใกล้ชิดในหลวง รัชกาลที่ 9 บ้างไหม?
“จริงๆ ไม่ถึงกับถวายงาน แต่ได้ใกล้ชิดท่านครั้งแรกตอนยังเรียนหนังสือชั้น ม.2 โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วตอนนั้นพระองค์ท่านทรงผนวชที่นั่น ผมก็จะไปยืนถือพลองเข้าแถวรับเสด็จ นั่นเป็นครั้งแรกเลยครับ ตอนที่ได้เห็นท่าน ทุกคนพูดกันว่าโห...ในหลวงงามจัง (ยิ้ม) นี่คือคำที่คนรุ่นก่อนๆ พูดกัน น้ำหูน้ำตาไหล เมื่อก่อนท่านจะเสด็จฯไปไหนที ตามถนนหนทาง 1 ชม.ก่อนท่านเสด็จคนเต็มไปหมดแล้วครับ รถก็จะขับช้าๆ ท่านก็จะโบกพระหัตถ์ไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนประชาชนจะได้ใกล้ชิดมาก เพราะทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จฯ สองข้างทางเต็มหมดครับ มาใกล้ชิดท่านอีกครั้งก็ตอนได้เข้าเฝ้าฯ เพราะว่าได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลตอนประกวดดนตรีจากพระองค์ท่านจากวงดิ อิมพอสซิเบิ้ล ครับ พอเลิกเล่นดนตรีก็มาแสดงภาพยนตร์และได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองจากพระองค์ท่านอีกครั้ง”

ทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านรู้สึกยังไงบ้าง?
“โอ๊ย ใจหลุดไปอยู่ไหนไม่รู้ (ยิ้ม) ใจะขาดครับ มันปลื้ม บอกไม่ถูก ผมว่ารับรางวัลอะไรก็ไม่เหมือนรับพระราชทานจากพระองค์ท่าน หลายคนเวลาเจอพระองค์ท่านจะเกร็งมาก แต่ท่านทรงแย้มพระสรวล ยิ้มตลอดเวลา พระเนตรเมตตา แต่คนจะกลัว มือไม้สั่นไปหมดครับ ทำตัวไม่ถูก (ยิ้ม) ผมมีภาพตอนที่รับถ้วยพระราชทานตอนประกวดดนตรี ตอนนั้นเขาจะมีขีดไว้ว่าจะให้เรานั่งตรงไหนครับ ผมนั่งห่างออกมาแล้วเอื้อมสุดมือ (หัวเราะ) กลัวครับ เดินทีก็จะล้มแล้ว ขนาดตอนนั้นเป็นหนุ่มๆ แต่ใจสั่นไปหมดครับ บารมีท่านสูงมาก”

ถ้าอาต้อยสามารถภาวนาจิตส่งความรู้สึกบอกท่านได้ อยากบอกอะไรพระองค์ท่าน?
“อยากบอกให้พระองค์ท่านได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุดครับ พระองค์ท่านทำงานมามากแล้ว อยากให้พระองค์ท่านได้พักผ่อน ไม่อยากให้ท่านห่วงมากกับประชาชนคนไทย ผมว่าท่านห่วงเหลือเกินกับความสามัคคีของพวกเรา ซึ่งมันอ่อนไหวมากและเป็นปัญหามาหลายปีแล้วครับ ท่านก็ไม่สบายพระทัยเรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านอย่าทรงห่วงเลย ยังไงพวกเราจะพยายามกันอย่างที่สุด ผมว่าความสามัคคีของคนไทยเป็นพระปณิธานที่ท่านตั้งพระทัยไว้ว่าต้องทำให้ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้ ประเทศชาติก็จะลำบาก ถ้าเราร่วมมือกัน ทำงานด้วยกันด้วยความรักใคร่ มีความยุติธรรม เผื่อแผ่ไปถึงกันหมด ประเทศไทยเราไปได้และไปได้ดีขึ้นด้วย ผมว่าไม่มีประเทศไหนน่าเที่ยวเหมือนประเทศไทยครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่เรามีอวดมีโชว์ให้คนต่างประเทศมาแล้วตื่นตาตื่นใจ เรามีพร้อม ถ้าเรารักกันจริงๆ ประเทศไทยเติบโตที่สุดมากกว่าคนที่อยู่ในแถบเดียวกันกับเราครับ”

อยากส่งกำลังใจให้คนที่ยังเศร้าเสียใจอย่างไรบ้าง?
“การโศกเศร้าเสียใจ ผมก็ไม่สามารถส่งกำลังใจไปให้ใครได้เพราะผมก็เป็น ไปร้องเพลงและพูดถึงท่านทีไรก็ไม่ไหวทุกทีครับ น้ำตาจะร่วงทุกที แต่ก็อยากบอกว่าในขณะที่เราโศกเศร้าเสียใจ เราต้องมีสติด้วย และมองว่าพระองค์ท่านต้องการอะไร เราจะทำอะไรให้ท่านได้อีกเพื่อให้ท่านเป็นสุขใจที่สุด เมื่อท่านเสด็จจากเราไปแล้ว เรามีอะไรที่เราทำได้ ผมก็บอกแล้วว่าถ้าเรารักใครสามัคคีกัน พระองค์ท่านจะสบายพระทัยที่สุดครับ”.

อาต้อย เศรษฐา ปลื้มใจทุกครั้งที่เคยได้ใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเคยรับเสด็จเมื่อพระองค์ทรงผนวช และเข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ เทิดทูนในหลวง ร.9 เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ของคนไทย วอนคนไทยสามัคคีเพื่อพระองค์ 1 พ.ย. 2559 15:33 1 พ.ย. 2559 17:54 ไทยรัฐ