วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจัยเหมืองแร่

โดย น้าเน็ก

ผมใช้เวลาอยู่ในร้านหนังสือเก่าแห่งนั้นนาน ห้องแถวเล็กๆ ในจังหวัดลพบุรีที่มีหนังสือหายากกองเต็มไปหมด เจ้าของร้านเป็นคุณป้าใส่แว่น ซึ่งพยายามอย่างมากที่จะจัดระเบียบมันด้วยตัวคนเดียว

หน้าร้านมีหนังสือสุมเต็มตะกร้า ปักป้ายว่าเล่มละห้าสิบบาท สถานที่แบบนี้เหมือนดินแดนลึกลับบางอย่างที่สำรวจเท่าไรก็ไม่ทั่ว (เพราะมัวโอ้เอ้กับแต่ละเล่มนานมาก) ที่ดีงามสุดในวันนั้นคือผมได้เจอกับหนังสือเก่าฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่ตามหามานานสักที นั่นคือ “เหมืองแร่” หนังสือชุดของนักเขียนชั้นครู “อาจินต์ ปัญจพรรค์” งานของท่านถูกนำมาสร้างเป็นหนังเมื่อหลายปีก่อนในชื่อ มหา’ลัยเหมืองแร่

ถูกครับ วันนี้เราจะทำตัวมีสาระ มาเล่าหนังสือกัน …

เหมืองแร่เป็นหนึ่งในวรรณกรรมหลายเรื่องที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็ก บอกเล่าถึงชีวิตของนิสิตวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่มีเหตุให้ต้องไปผจญภัยทำงานหนักอยู่ในเหมืองแร่เป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่อายุยี่สิบต้นๆ ซึ่งเด็กผู้โชคดีคนนั้นก็คือตัวคุณอาจินต์เอง

ท่านเล่าถึงเรื่องของตนแบบย่อๆ ว่าเรียนไม่จบ โดนรีไทร์เสียก่อน เลยถูกพ่อจับไปดัดสันดานอยู่ในเหมือง เวิร์กช็อปแห่งแรกในชีวิต ตำแหน่งแรกเริ่มก็ได้เป็นกุลีเลย ค่าแรงวันละหกบาท

ถ้าสิ่งที่เราได้จากหนังสือเป็นสารอาหาร ผมว่าสารอาหารที่ได้ก็คงต่างกันไปตามแต่ละช่วงอายุ

อ่านครั้งแรกตอนเด็กๆ เราจะได้ความสนุกในแบบหนึ่ง ได้ความตื่นใจกับบรรยากาศยุคก่อน พ.ศ. 2500 สภาพบ้านเมือง เหตุการณ์เสี่ยงตายแต่ละวันของชาวเหมืองปักษ์ใต้ที่ถูกหยิบมาเล่ามากมาย วิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ณ ตอนนั้นของเด็กเมืองกรุงที่อยู่ๆ ก็ต้องเนรเทศตัวเองไปตกระกำลำบากซะกลางป่ากลางเขา ได้เห็นว่างานหนักสาหัสหล่อหลอมคนๆ หนึ่งให้เติบโตมายังไง เช่น …

“ชีวิตเหมืองแร่ของข้าพเจ้า มิได้ขึ้นต้นที่หน้ากระดาษแต่งเรื่อง และไม่ได้จบที่จุดฟุลสต๊อปท้ายเรื่อง แต่มันขึ้นต้นเมื่อข้าพเจ้ามีงานทำในกรุงเทพ และถึงแม้ ว่าข้าพเจ้าจะออกจากเหมืองแล้ว มาอยู่ห่างไกลจากมัน ห่างทั้งสถานที่และวงงาน แต่มันก็ยังไม่ยอมจบลงง่ายๆ …”

“ … ปีเดือนอันหยาบกร้านลากเส้นผ่านฝ่ามืออันบอบบางของข้าพเจ้าให้กลายเป็นมือของคนถือค้อนตีเหล็กที่ด้านจนล่อน ข้อนิ้วโตเป็นปุ่ม โคนนิ้วในฝ่ามือหนาปูดราวกับเอาเทียนไขหยดไว้ ในใจเต็มไปด้วยรูพรุนของกระสุนอันโปรยปรายมาจากอุปสรรคในการขบปัญหาการงาน …”

“หลายปีที่ข้าพเจ้าเตลิดไปจากกรุงเทพ แล้วกลับมาใหม่ในลักษณะของคนบ้านนอกเข้ากรุง ไม่มีอะไรติดตัวกลับมา นอกจากความทรงจำที่อัดแน่นเกี่ยวกับความลำบากยากแค้น ความผิดหวัง ความท้อใจ ข้าพเจ้าไม่มีเงินกลับมา ไม่มีหนังสือรับรองอายุการทำงานและผลงาน ความจริงได้ลิดรอนเอาความหวังเหลวๆ ซึ่งไม่มีรากฐานให้สึกกร่อนไปหมดแล้ว …”

แต่พออ่านซ้ำในปัจจุบันด้วยสายตาและวัยที่เปลี่ยนไป สารอาหารตัวใหม่ที่ได้มา กลับเป็นแง่มุมการมองชีวิตที่ผ่านมาของคุณอาจินต์แทน แม้เหมืองแร่จะติดอันดับต้นๆ ของงานที่ทารุณมนุษย์สุด แต่ทุกบททุกตอนก็ซ่อนอะไรไว้หลายอย่าง นอกเหนือจากความเหนื่อยยาก

“เหมืองดีบุกเป็นความหลังของข้าพเจ้าทุกครั้งที่นึกถึงมัน ข้าพเจ้ามีความภูมิใจและอาลัยถึงวันคืนเหล่านั้น พร้อมกับรู้สึกเบื่อหน่าย…”

“คนอื่นอาจจะมีความรักเป็นอดีต แต่ข้าพเจ้ามีเหมืองแร่ รักเหมืองแร่ เกลียดเหมืองแร่ แต่ในที่สุดมันก็มีบุญคุณต่อข้าพเจ้า มันเป็นขุมทรัพย์ที่ข้าพเจ้าเคยได้ขุดกินในครั้งนั้น แล้วก็มาเขียนกินในครั้งนี้”

“ไอ้การทุบถ่านหินมันก็ทำให้เราอดทนดี การตีเหล็กมันก็ออกกำลังดี ไอการนั่งเลื่อยเหล็กมันก็ได้พักผ่อนดี…”

“เกิดเป็นลูกผู้ชาย เราต้องทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเรามิใช่ชายหนุ่มที่เกียจคร้าน เมื่อยังหนุ่ม งานยิ่งหนักชีวิตยิ่งมีค่า สถานที่ยิ่งกันดาร ใจคอยิ่งฮึดว่าข้ากล้าอยู่กล้าสู้อย่างชายฉกรรจ์ …”

เห็นได้ชัดว่าสิ่งเดียวที่จะตัดสินว่าชีวิตที่ผ่านมาของเรานั้นดีหรือเลวก็คือ “ทัศนคติ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้

มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมทักษะพิเศษ ความสามารถในการวาดภาพ คาดหวังให้ได้ดังใจเสมอ เป็นการบอกว่าความคิดคือจุดเริ่มต้น มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ และเราเรียกมันอีกแบบว่าทัศนคติ

ผมค่อนข้างเชื่อว่านั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญในการยังชีพด้วยซ้ำ บางคนก็จนสิ้นดี ลำบากตรากตรำ แต่ถ้าบังเอิญว่าเจ้าตัวเขามองเห็นความดีงามบางอย่างในชีวิตตัวเองแล้ว เขาก็จะมีความสุขชนิดที่คนอื่นไม่มีวันเข้าใจเหมือนกัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือ มันควบคุมกันได้นะ

งานของคุณอาจินต์ทำให้รู้สึกว่าเราเลือกได้ ว่าจะจัดวางแต่ละเหตุการณ์บ้าบอคอแตกที่ผ่านมาทั้งหมดให้อยู่ในหมวดไหน จะมองว่ามีชีวิตดีหรือเลวก็ขึ้นอยู่กับความคิดตัวเองเลย

“เหมืองดีบุกสำหรับข้าพเจ้าไม่ใช่วิธีเดินเรือขุด วิธีบอริ่งแร่ แต่มันหมายถึงภาพภูเขาสลับซับซ้อน ซึ่งยอดเขาของมันหายไปในหมอกสีเทา หมายถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชาวบ้านเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในนั้น หมายถึงโลกอีกลูกหนึ่ง เป็นคนละโลกกับภายนอก โดยมีระยะทางนับสิบๆ กิโลจากทางหลวงแผ่นดินเป็นพรมแดน … นั่นเป็นภาพชีวิต ภาพสีธรรมชาติที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะหาดูที่ไหนได้อีก”

คนอ่านได้สัมผัสในสิ่งที่เขาคิด เข้าใจด้วยตัวเองว่าเหมืองแร่แดนกันดารนั่นเป็นความทรงจำที่มีค่ากับเขาแค่ไหน เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงในอดีต แต่เลือกเปลี่ยนวิธีรู้สึกที่มีต่อมันได้ นั่นคือสิ่งที่ดีสุดแล้ว ที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ในปัจจุบัน ถ้ามีโอกาสก็อยากให้หามาลองอ่านกันครับ

น้าเน็ก & น้องเนิฟ

น้าเน็ก

1 พ.ย. 2559 14:56 1 พ.ย. 2559 17:16 ไทยรัฐ