วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่วมทำบุญครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

การประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันจันทร์ มีมติเห็นชอบ “มาตรการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี” โดย ข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15% จะได้รับตันละ 11,325 บาท และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติในวันอังคาร

คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ แถลงรายละเอียดว่า

ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินแยกออกเป็น 3 ส่วน 1.ค่าข้าวเปลือกตันละ 8,730 บาท หรือ 90% ของราคาเฉลี่ยของตลาดที่ตันละ 9,700 บาท 2.เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงข้าวไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ 3.เงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางของตัวเองไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ ซึ่งจะได้รับส่วนแรก 1,000 บาทก่อน เมื่อไถ่ถอนจะได้รับเงินเพิ่มอีกไร่ละ 500 บาท ส่วนชาวนาที่ไม่มียุ้งฉางของตัวเอง จะหักค่าเก็บรักษาข้าวไร่ละ 1,500 บาทออกไป

ก่อนหน้านี้ คุณวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงไปสำรวจราคาข้าวหอมมะลิที่ จังหวัดพิจิตร พบว่า ถูกโรงสีกดราคาซื้อเหลือเพียงตันละ 5,000–6,000 บาท ขณะที่มีต้นทุนกว่า 4,400 บาทต่อไร่ ไม่รู้ชาวนาไทยจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายระหว่างที่ไปตรวจงานที่สนามหลวงว่า จะให้รัฐบาลเอาเงิน 15,000 บาทไปให้เหมือนที่ผ่านมา คงเป็นไปไม่ได้ เวลานี้ข้าวค้างสต๊อกจากการรับจำนำข้าว ยังมีอยู่อีกจำนวนมาก ระบายไม่ได้ ยิ่งนานคุณภาพยิ่งเสื่อม หากระบายออกมาตอนนี้ จะกระทบ ราคาข้าวที่จะออกมาในฤดูกาลนี้ ทำให้เจ๊ง และประเทศก็จะล้มละลาย เพราะเป็นภาษีของประชาชน จึงขอให้ปลูกพืชอื่นทดแทนด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้พูดถึงปัญหาราคาข้าวตกต่ำว่า มีสาเหตุมาจาก ราคาข้าวลดลงมาทั่วโลก มีข้าวค้างในสต๊อกจำนวนมาก ทุกประเทศก็ปลูกข้าว และขอให้เห็นใจตนบ้าง วันนี้มีข้าวค้างในสต๊อกเกือบ 10 ล้านตัน ถ้าปล่อยออกมาทั้งหมดอะไรจะเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ คุณดวงพร รอดพยาธ์ิ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปัจจุบัน รัฐบาลมีข้าวค้างในสต๊อก 8.4 ล้านตัน เป็นข้าวที่อยู่ในเกณฑ์ประมูลได้ทั่วไป 50% อีก 50% จะประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรมทั้งเพื่อการบริโภคและไม่ใช่การบริโภค

ผมแปลความเข้าใจเอาเองว่า ข้าวในสต๊อก 8.4 ล้านตัน เป็นข้าวดีที่ขายได้ตามปกติ 50% และ อีก 50% เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ ต้องขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น

ปัญหาข้าวในสต๊อก 8.4 ล้านตันนี่แหละ คือปัญหาใหญ่ที่กดราคาข้าวใหม่ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็น “ต้นทุนที่จม” อยู่กว่าแสนล้านบาทแล้ว คุณภาพข้าวที่เก็บนานจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดการขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเก็บนานก็ยิ่งขาดทุนมาก

ปัญหาสต๊อกไม่ใช่มีเฉพาะข้าว โรงงานอุตสาหกรรมก็เหมือนกัน ถ้าเก็บสต๊อกไว้เยอะ ไม่ว่าสินค้าหรืออะไหล่ก็กลายเป็นต้นทุน โรงงานญี่ปุ่น เขาจึงบริหารด้วยระบบ JIT หรือ Just in Time ไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้าหรืออะไหล่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำไร

ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ 8.4 ล้านตันให้หมดไปได้ รัฐบาลก็ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้ชาวนาได้ เพราะข้าว 8.4 ล้านตัน จะไม่มีวันหมดไปจากสต๊อก เพราะเราปลูกข้าวกันทุกปี เมื่อข้าวเก่าขายไปได้ ข้าวใหม่ก็เข้าไปแทนที่ เป็นวงจรอย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด

จากตัวเลขล่าสุดของ UNHCR สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ วันนี้โลกมีประชากรอพยพผู้หิวโหยถึง 65.3 ล้านคน ที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน จำนวนพอๆกับประชากรไทยทั้งประเทศ เลยทีเดียว

ผมจึงคิดว่า รัฐบาลและคนไทยทุกคนน่าจะ “ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ที่สุดในโลก” สักครั้ง ด้วยการ บริจาคข้าวในสต๊อก 8.4 ล้านตัน ที่เป็นข้าวเกรดต่ำและคุณภาพต่ำที่มีอยู่ในสต๊อก 50% ราว 4–5 ล้านตัน ให้กับผู้อพยพ 65.3 ล้านคน เขากินไม่ถึงปีก็หมดแล้ว นอกจากจะได้ทำบุญช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกครั้งใหญ่แล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้ช่วยชาวนาไทย 30–40 ล้านคนให้ลืมตาอ้าปาก จากราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้น เพราะไม่มีข้าวในสต๊อก 8.4 ล้านตัน คอยกดราคาให้ตกต่ำอยู่ตลอดไปอีกแล้ว.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

1 พ.ย. 2559 10:30 1 พ.ย. 2559 10:36 ไทยรัฐ