วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“น้ำ”คือ“ชีวิต” ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้

วันที่ 6–12 พฤศจิกายน 2559 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยได้รับเกียรติจากคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (International Commission on Irrigation and Drainage : ICID) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 (The 2nd World Irrigation Forum : WIF2)

และการประชุมมนตรีฝ่ายบริหารระหว่างประเทศ ครั้งที่ 67 (The 67th International Executive Council Meeting : 67th IEC Meeting) โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพ

ภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก : บทบาทการชลประทานต่อความยั่งยืนด้านอาหาร” (Water Management in Changing World : Role of Irrigation for Sustainable Food Production)

“การประชุมครั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการนำเสนอแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำชลประทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมจะจัดสมุดลงนามแสดงความอาลัยให้กับรัฐมนตรี ผู้ที่เข้าร่วมประชุม และประชาชนทั่วไป

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกได้น้อมระลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ท่าน...ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆเกี่ยวกับน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

และที่สำคัญ...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ท่านกว่า 4,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมากกว่า 3,000 โครงการ

เพราะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...”

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกอีกว่า เหตุผลหลักที่ ICID เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมชลประทานโลกในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านชลประทานมากที่สุดในภูมิภาคนี้

ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูง เอกอัครราชทูต ผู้บริหารจากสถาบันการศึกษา นักวิชาการด้านน้ำและชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตอบรับเข้าร่วมประชุมแล้ว 60 ประเทศ จำนวนประมาณ 1,200 คน

โดยเป็นระดับรัฐมนตรียืนยันเข้าร่วมประชุมแล้ว 13 ประเทศ คือ จีน อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เนปาล ปากีสถาน รัสเซีย แอฟริกาใต้ ซูดาน ยูเครน อุซเบกิสถาน ซิมบับเว...อยู่ระหว่างรอตอบรับอีกกว่า 10 ประเทศ และมีผู้ร่วมนำเสนอผลงานวิชาการจำนวนมากถึง 339 บทความจาก 48 ประเทศทั่วโลก

ตัวอย่างนิทรรศการในโซน 1 “เฉลิมพระเกียรติ”...ป่าต้นน้ำ...ระบบป่าเปียก, ฝายทดน้ำ...เขื่อนทดน้ำ, แก้มลิง, ระบบระบายน้ำ, ทฤษฎีใหม่, การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางธรรมชาติ ฯลฯ

“ฝนหลวง” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริขั้นตอนการทำฝน โดยทรงสังเกตวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต้นว่าบางครั้งถึงแม้จะมีเมฆมากแต่ไม่สามารถรวมตัวกันจนเกิดฝนได้

พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าโดยเน้นความจำเป็นในด้านพัฒนาการ และปรับปรุงกรรมวิธีในการทำฝนในแนวทางของการออกแบบปฏิบัติการ ทรงใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษารูปแบบเมฆ และการปฏิบัติการทำฝนให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

พระองค์ทรงวิเคราะห์การทำฝนหลวงว่า มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวนให้เกิดเมฆ เป็นการกระตุ้นให้ความชื้นหรือไอน้ำรวมตัวเป็นกลุ่มแกน เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝนในระยะต่อมา

วิธีการคือ โปรยสารเคมีที่ก่อให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศได้แก่ เกลือแกง ที่ความสูงประมาณ 7,000 ฟุต ความชื้นหรือไอน้ำจะดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือ แล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆที่จะพัฒนาเจริญขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ที่อาจสูงถึง 10,000 ฟุต

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงเมฆให้อ้วน เป็นการเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น ใช้สารเคมีผงแคลเซียมคลอไรด์โปรยเข้าไปที่กลุ่มเมฆที่มีความสูงประมาณ 8,000 ฟุต หรือสูงกว่าฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต ขั้นตอนนี้...สามารถเร่งกิจกรรมการกลั่นตัวของไอน้ำได้เร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญขึ้นเองตามธรรมชาติ เมฆใหญ่อาจจะก่อยอดขึ้นถึงระดับ 15,000 ฟุต ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นส่วนของเมฆอุ่น

แต่ในบางครั้ง...ยอดเมฆอาจจะสูงถึง 20,000 ฟุต ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของเมฆเย็น...เริ่มตั้งแต่ประมาณ 18,000 ฟุต

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี เป็นการเร่งหรือบังคับให้เกิดฝนขณะที่เมฆเจริญเติบโตขึ้นจนเริ่มแก่ตัวจัดจนฐานเมฆลดระดับต่ำลงประมาณ 1,000 ฟุต และเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายจึงปฏิบัติการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานขั้นตอนการโจมตีไว้ดังนี้

1) แบบ Sandwich เป็นเทคนิคปฏิบัติการที่ความสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต (เมฆอุ่น) 2) แบบเมฆเย็น เป็นกรณีที่ยอดเมฆสูงมาจนถึงระดับเมฆเย็นหรือประมาณ 20,000 ฟุต

3) แบบ Super Sandwich เป็นเทคนิคใหม่ที่ทรงคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ.2542 ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างกว้างขวางสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ”

ปฏิบัติการนี้ใช้วิธีการแบบ Sandwich และแบบเมฆเย็นควบคู่กันในเวลาเดียวกัน จะทำให้ฝนตกหนักและต่อเนื่องยาวนาน ให้ปริมาณน้ำฝนสูงยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นการประสานประสิทธิภาพของการโจมตีเมฆอุ่นและเมฆเย็นในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ กรมชลประทานยังจะใช้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ต้อนรับดูงาน

เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พลิกผืนดินที่แห้งแล้งกว่า 8,500 ไร่ให้เป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นศูนย์การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่างๆนำไปใช้ปฏิบัติอย่างได้ผล

ทั้งการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ การพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนการส่งเสริมการประกอบอาชีพต่างๆ ไม่ว่าการเกษตร การประมง ปศุสัตว์ รวมทั้งด้านการเกษตรอุตสาหกรรมอีกด้วย

ดังมีพระราชดำริว่า ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” หรืออีกนัยหนึ่งเป็น “สรุปผลของการพัฒนา” ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้.

1 พ.ย. 2559 10:28 1 พ.ย. 2559 10:28 ไทยรัฐ