วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
17 เม.ย. 2553 06:00 น.
จา-พนม ก้าวสำคัญในบทบาทผู้กำกับภาพยนตร์

จา-พนม ก้าวสำคัญในบทบาทผู้กำกับภาพยนตร์

โดย
17 เม.ย. 2553 06:00 น.
  • Share:

หายหน้าไปนานกว่า 5 ปี เพื่อทำหนังองค์บาก 3 พร้อมกับข่าวลือว่าเพี้ยนหลุดโลก และหนี้สินกับนายทุนเกาหลี...

เปิดมุมมองของพระเอกนักบู๊ จา-พนม ยีรัมย์ เจ้าของสโลแกน เล่นจริงเจ็บจริง และน่าจะเป็นคนหนึ่งในรอบ 10 ปีหลังมานี้ ที่มีส่วนในการพลิกโฉมหนังไทยในศตวรรษใหม่

ล่าสุดเขากำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 3 ที่ถ่ายทำกันนานจนเกือบลืม พร้อมๆ กับปัญหาในชีวิตสารพัน อาทิ ข้อพิพาทกับเสี่ยเจียง-สมศักดิ์ บอสสหมงคลฟิล์ม จนเป็นเหตุให้หายตัวไปจากองถ่ายเป็นเดือน และกลับมาพร้อมกับหนี้สินที่เกิดขึ้นกับนายทุนเกาหลีตามข่าว

ทว่าเรื่องราวทั้งหมดก็ผ่านไปด้วยดี และจะดียิ่งขึ้นหากหนังองค์บาก 3 จะเข้าฉายได้ในภาวะที่สังคมไทยปกติสุข เพราะรายได้หนังหลายล้านบาทหายไปจากโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งย่านราชประสงค์ตามข่าวที่ทราบกัน

และนี้คืออัพเดทเรื่องราวของจา พนม กับหนังใหม่ และชีวิตของเขาที่คนไทยสนใจ


Q.    เชื่อว่าแฟนๆ ของจาพนมที่เป็นคนไทย คงเฝ้ารอการมาขององค์บาก 3 อย่างใจจดใจจ่อ

J.    การดำเนินเรื่องของภาค 3 จะนำพาคนดูไปสัมผัสกับรอยบากที่อยู่ตรงกลางของจิตใจเทียน ซึ่งเปรียบเสมือนว่าตัวเทียนได้ผ่านการเดินทางที่ต้องไปเจอกับอุปสรรคมากมาย เจอวิถีชีวิตของผู้คนต่างๆ จบจากองค์บาก 2  คนดูได้คิดต่อว่า องค์บาก 3 ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร แล้วตัวละครตัวนี้จะเดินไปในทิศทางไหน มันเหมือนเป็นวงล้อที่เป็นชะตากรรมของชีวิตได้หมุนมาเจอในภาค 2 ได้เจอครูบัว ซึ่งในองค์บาก 3 ก็บวชเป็นพระ แล้วก็จะให้คำสอนที่เกี่ยวกับพุทธ แล้วก็พราหมณ์ จากในภาค 2 ครูบัวที่ล่วงรู้ถึงชะตากรรมเทียน ก็เลยสอนศิลปะนาฏศิลป์ เพื่อขัดเกลาจิตใจให้เกิดความโอนอ่อน แต่ด้วยดวงชะตาของเขาแล้วทำให้เกิดพลิกผัน ต้องจับอาวุธอีกครั้ง จนเกิดความวุ่นวายในชีวิตขึ้น กลับไปล้างแค้นด้วยใช้อาวุธของตัวเองที่ฝึกฝนมาเพื่อไปทำร้าย พอไปทำร้ายแล้วมันจึงย้อนกลับมาหาตัวเอง องค์บากภาค 3 เลยเป็นเรื่องราวที่เชื่อมต่อกัน ระหว่างชะตาของชีวิตเทียน ที่ไม่ได้มีให้เห็นแค่แอ็คชั่นอย่างเดียว คนดูจะได้เห็นหลากหลายอารมณ์ คือการคิดค้น และพัฒนาการของตัวละครตัวนี้  มีความอ่อนไหว ความลึกซึ้ง มีความรัก

ภาค 3 จะเป็นการพัฒนาการที่ให้ตัวละครตัวนี้ ดำเนินชีวิตไปสู่จุดเปลี่ยนแปลง ก็จะมีเรื่องของความรักความผูกพันกับตัวพิม นางเอก เข้ามา และมีความเกี่ยวพันกับอีกตัวละครหนึ่งที่มีความสำคัญซึ่งก็คือ "ไอ้เหม็น" ซึ่งนำแสดงโดย พี่หม่ำ ในเรื่องนี้พี่หม่ำเล่นเป็นชายที่ไร้สติ แต่ทำให้ชะตาชีวิตของเทียนกลับพลิกผันได้ คนดูจะได้เห็นว่า ตัวละครตัวนี้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ และลึกซึ้งมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ในเรื่องราวก็ยังมีการตอบโจทย์ที่ว่า ตัวเทียนต้องผจญชะตากรรม อย่างเช่น ต้องผจญมาร เขาเรียกว่าการที่เราจะค้นพบอะไร เราก็ต้องเจอมารมาทดสอบ ทำให้ชะตากรรมนี้ไปเจอกับคนเหล่านี้ นั่นก็ศัตรูคู่ปรับอย่าง "ภูติสางกา" ที่รับบทโดย เดี่ยว ชูพงษ์

Q.    ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นแค่หนังแอ็คชั่นเตะต่อยธรรมดา กลับกันค่อนข้างมีรายละเอียด มีแก่นแท้ของเรื่องที่ลึกซึ้งและเข้มข้นเลยทีเดียว เป็นความตั้งใจเลยไหมที่จาจะนำเสนอออกมาในลักษณะนี้ขององค์บาก 3

J.    ที่จริงแล้วเป็นการตั้งโจทย์มาตั้งแต่คิดที่จะทำองค์บากแล้ว รอยบากสำหรับผมๆ มองว่ามันเป็นสิ่งที่น่าค้นหา ตั้งแต่องค์บาก 2 แล้วว่า รอยบากนี้มันเป็นบากอะไร เรามีคำถามแล้ว เราก็จะตอบคำถาม ตอบโจทย์นี้ รอยบากนั่นก็คือ ชะตากรรม ส่วนชะตากรรมจะพลิกผันไปทางใดนั้น องค์บาก 2 ก็เป็นการปูให้เห็นถึงชะตากรรมที่นำไปสู่องค์บาก 3 ก็จะเป็นพัฒนาการของตัวละครที่ต้องดำเนินต่อว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด ผมคิดว่าผมได้ทำหนังเรื่องนี้ มันก็ทำให้เราได้คิดอยู่ตลอดเวลา ได้ทบทวนถึงที่มาที่ไปว่า ชะตากรรมหรือการใช้ชีวิต หรือมนุษย์เรา หรือแม้กระทั่งมองตัวละครแต่ละมุมแต่ละด้าน ทำอย่างไรให้ตัวละครแต่ละตัวโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์ม แล้วออกมามีมิติทุกตัวละคร แอ็กชั่นในมุมมองของผมคือ อยากทำอะไรที่เราออกหมัดไปแต่ละหมัด แล้วมันมีความหมาย มีโจทย์อยู่แบบนี้ ก็เลยมานั่งคิดว่า องค์บากมันเป็นจุดที่ลงตัวที่สุด คำว่าองค์บากแล้วก็ใส่ศิลปะการต่อสู้ที่แปลกใหม่เข้าไป นั่นก็คือการค้นพบศิลปะใหม่อย่างนาฏยุทธ์

Q.    กว่าจะสำเร็จออกมาเป็นนาฏยุทธ์ จาใช้เวลาบ่มเพาะในการคิดค้นนานไหม

J.    5 ปีแล้วครับ กว่าจะบ่มเพาะจริงๆ ในบรรดาตัวละครของโขน ผมชอบตัวละครอยู่ตัวหนึ่ง จริงๆ มันมีตัวละครอยู่เยอะมากนะครับ แต่ตัวผมชอบหนุมาน อย่างของจีนเขามีมวยลิงใช่ไหมครับ ก็ไปนึกถึง ก็ไปเห็น ไปเปิดดูในตำราของท่ามวยอะไรต่างๆ เขาก็จะมีท่าหนุมานเหยียบกรุงลงกา หนุมานถวายแหวนอะไรพวกนี้ ก็ได้มาศึกษาเรื่อยๆ ก็เลยชอบมากครับ ผมว่าการคิดค้นมันเริ่มตั้งแต่ผมอยู่ที่วิทยาลัยพละศึกษาที่มหาสารคาม เพราะผมชอบตัวละครตัวนี้ก็คือหนุมาน แล้วก็ได้เก็บรวบรวมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้ฝึกท่าโขนอะไรพวกนี้ ก็ไปเรียนท่าโขนเพิ่มตั้งแต่เรียนวิทยาลัยพละ แต่มาถึงตรงนี้เรียกได้ว่ามันได้จังหวะเหมาะเจาะที่ว่า พอเราเสร็จต้มยำกุ้ง แล้วก็มาทำองค์บากภาค 2 ก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็เป็นเวลา 5 ปีนะครับ ที่เรารวบรวมข้อมูลตอนนั้น ที่เรารวบรวมเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็เรียนโขนกับครูบาอาจารย์

จากนั้นก็เลยบินไปกัมพูชาครับ ที่นครวัด เอากล้องวีดีโอ กล้องภาพนิ่ง ไปถ่ายภาพศิลปะนูนต่ำ ท่าการต่อสู้ เป็นการเล่าเรื่องของรามเกียรติ์ ท่าจับพระ ท่าลิง ท่ายักษ์ ท่าอะไรเยอะมากนะครับ เราก็ถ่ายเก็บไว้ โอ้ย ทำไมมันมีท่าจับ ท่าอะไรเนี่ยะ ซึ่งมันตรงกับที่ครูบาอาจารย์เคยสอนผม ตอนนี้ท่านเป็นพันเอกอำนาจ พุกศรีสุข ท่านเรียนเกี่ยวกับมวยไทยโคราช ได้ไปคุยด้วยว่าในภาพศิลปะนูนต่ำที่มีโขนเนี่ยะ มันเป็นท่ามวยนะ ผมเลยจำตรงนี้มา เลยเอามาคิดว่าเราศึกษาตรงนี้จริงจังดีกว่า ก็ไปดูไปถ่ายเก็บข้อมูลมา แล้วก็มาเรียงร้อย แล้วก็ไปดูโขนที่เขาเล่นกันที่เขมร อุ้ย ทำไมเขาดิบจัง ทำไมเขากระโดดแล้วมีท่าทางที่มันสวยงามจังเลย แล้วกลับมาเมืองไทยอีก มาเจออาจารย์ แล้วก็มาพบกัน แล้วก็มาทำเวิร์คช็อบกัน ผมมีความสุขมาก ผมได้รำโขน เขาเรียกว่าได้ค้นพบนาฏศิลป์ กับศิลปะการต่อสู้มวยไทยมาผนวกกัน แล้วเราก็มาคิดว่าจาก ยักษ์มีความเข้มแข็ง ส่วนลิงก็จะมีความคล่องแคล่วว่องไว พระก็คือความพริ้วไหว


Q.    มาถึงสิ่งที่คอแอ็คชั่นทุกคนรอคอย เมื่อเบอร์ 1-2 คน มาปะทะกัน จา VS เดี่ยว ที่ทุกคนรอคอย

J.    แล้วก็มีฉากที่สำคัญนั่นคือนาฏยุทธ์ ต้องเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ก็เลยวางว่าทำอย่างไร เมื่อเราคิดศิลปะการต่อสู้ตรงนี้มาเป็นนาฏยุทธ์แล้ว คู่ต่อสู้เราต้องเก่งด้วย ถึงจะสมน้ำสมเนื้อ ก็เลยได้เดี่ยวมา ซึ่งเดี่ยวเองเป็นรุ่นน้องของผม เรียนอยู่ที่วิทยาลัยพลศึกษาที่จ.มหาสารคาม ซึ่งตอนนั้นผมเป็นประธานชมรม เขาก็อยู่ร่วมแก๊งเดียวกัน คือฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยกัน ซึ่งตัวเดี่ยวเองเขาไว มีพัฒนาการที่ดีมากๆ เลย แล้วก็ขยันในการฝึกซ้อม ก็คือเขารับอะไรแล้วก็มาฝึกซ้อมก่อนแล้วก็แก้เพียงนิดเดียว เขาก็ไปได้แล้ว ผมก็เลยเลือกเดี่ยวมาเป็นคู่ต่อสู้ อีกอย่างหนึ่งเราก็เคยเรียนวิทยาลัยพละด้วยกัน แล้วศาสตร์ตรงนี้มันต้องเข้าใจกัน เวลาปะทะมือกันมันต้องเข้าใจกัน น้ำหนักมือ ไม่ว่าจะเป็นการพลิ้ว การหลบ มันถึงจะออกมาดูแล้วสมจริงที่สุด  อย่างเดี่ยวมาจากที่เดียวกัน แล้วได้มาทำหนังด้วยกัน มีอาจารย์คนเดียวกัน คืออาจารย์พันนา ฤทธิไกร แต่ที่สำคัญที่สุดคือเขามีความรักในเรื่องของแอ็คชั่น คือรักในสิ่งที่ทำเหมือนกัน ทั้งคู่ไม่ใช้สตันท์แมน คืออัดก็อัดกัน คือเคยเตะกันมาก่อน คือทั้งคู่เราเตะกันได้ อย่างผมก็เตะเดี่ยวได้ เดี่ยวก็เตะผมได้

Q :    เป็นผู้กำกับที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ที่ตัวเองรัก จากความคิดที่เป็นอากาศและแปรออกมาเกิดเป็นภาพจริงๆ

J:     ผมมีโอกาสได้ทำหนังเรื่องนี้เนี่ยะ ผมมีโอกาสได้ทำและก็ได้คิดในฐานะผู้กำกับ คือคิดว่าอยากใส่ตรงนี้ลงไป อยากใส่นาฏยุทธ์ลงไป อยากใส่ออกหมัดโน่นนี่ออกไป ผมได้ทำ ในขณะเดียวกัน ผมได้นักแสดงที่มีพลังและก็ใจรัก ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เป็นผู้ใหญ่อาวุโส เป็นครูบาอาจารย์ที่ทุกคนเคารพ คืออาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา ซึ่งมาเล่นเป็นบทครูบัว หรือพระบัว เป็นตัวละครพระที่มีมิติ พระที่ผ่านโลกมามาก ก่อนหน้านั้นเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน อย่างที่ผ่านมาอาจเคยเห็นอาหนิงเล่นบทร้าย บทอะไรมาแล้ว แต่นี่คือมาเล่นเป็นพระ ผมก็ยังไม่เคยเห็นนะว่าอาหนิงมาเล่นเป็นพระ แล้วอาหนิงถ่ายทอด character ตรงนี้ออกมา ได้อย่างมีพลังมากๆ ก็คือเหมือนพระจริงๆ ที่ให้เทศนา ดูแล้วอิ่มใจมาก บ่งบอกไปถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครพระบัว ที่ให้แง่คิดให้คำสั่งสอนกับเทียน ซึ่งอาหนิงถ่ายทอดออกมาด้วยจิตวิญญาณจริงๆ กับคำพูด "ปล่อยวาง ว่างเปล่า ทุกสรรพสิ่ง มันเป็นแค่ภาพลวงตา" แค่คำพูดคำนี้นะ สื่อให้คนดูเหมือนกับว่าพระอาจารย์ที่เทศน์ได้เลย บ่งบอกออกมาได้ถึงขนาดนั้น ดูแค่แววตา เล่นแค่แววตาตรงนี้ มันก็สื่อออกมาว่าปล่อยวางซะ ซึ่งขนาดผมเล่นผมยังขนลุก ผมยังน้ำตาเอ่อ มันรู้สึกว่านี่สิ นักแสดงแบบผมยังเทียบชั้นไม่ได้เลย ท่านปลดปล่อยเราถึงขนาดขนลุกออกมาว่าเจ้านะ มันเป็นพลังของตัวละคร เป็นเทคนิค มันเป็นพลังของแต่ละคน ซึ่งอาหนิงทำออกมาได้ดี และก็มีความอดทนครับ ผมก็เกรงใจ ในฐานะคือผมเป็นผู้กำกับ ผมก็เกรงใจในการที่จะต้องให้อาหนิงทำวอแคป (เมคอัพเอฟเฟ็คต์ครอบผมทำศีรษะล้าน) ที่เป็นสี่ห้าชั่วโมงครับ ต้องมานั่งใส่วอแคปแล้วแกก็ใจเย็น สวดมนต์ จาเมื่อไหร่จะเข้าล่ะ เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักมากๆ เป็นผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพมากๆ โดยเฉพาะท่านกินเจด้วย ทานผลไม้มื้อเดียว

Q :     ในหนังหลายๆ เรื่องที่ผ่านๆ มา มักจะมีการพูดกันว่าทำไม จา พนม ไม่ค่อยพูด ชนิดที่ว่านับคำได้

J :     หลายๆ เรื่องที่บอกว่า ทำไมจา พนมไม่พูดมั่ง ทำไมอึดอัด แต่เรื่องนี้ก็มีการพูดนะครับ แต่ว่าการที่ผมพูดออกไปมันต้องมีปรัชญา มันให้แง่คิด เพราะว่าตามตัวละครตัวนี้ไม่น่าจะพูดอะไรเยอะ ในหนังเรื่องนี้อยากสื่อไปในภาพ ในเฟรม ที่มุมกล้องของน้ากล้วยที่นำเสนอ ในแววตา ในลักษณะสีหน้าท่าทาง ไม่ใช่ทำแค่นี้ แต่ว่ามันให้ความรู้สึกว่ามันตีความหมายไปว่าเพื่ออะไร เพราะอะไร ที่มาที่ไป ไปสู่อะไร ในหนังเรื่องนี้จะนำเสนอภาพ ผมชอบหนังชาลี แชปลิน เขาไม่ได้พูดเลย แต่เขาทำให้คนหัวเราะได้ ก็เหมือนกัน อย่างผมอยากให้ภาพนี้ ให้คนดูรู้ว่าเป็นสีแดง แต่เราบอกด้วยพลังที่มันแดง นี่คือพลังที่มีเลือดเนื้อด้วย ด้วยการแสดงออกมาจากความรู้สึก อยากให้เข้าถึงความรู้สึกข้างในมากกว่า

Q :  ทีมงานก็มีส่วนที่ทำให้องค์บาก 3 สวยงามมากขึ้น

J :     ต้องบอกว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของหนังหลายๆ เรื่องที่ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ น้ากล้วย ณัฐวุฒิ กิตติคุณ (โหมโรง, นางนาก, ตำนานสมเด็จพระนรเศวรมหาราช, องค์บาก1-2-3, ต้มยำกุ้ง) ซึ่งได้ผู้กำกับภาพคนนี้มา และก็เป็นผู้ใหญ่ในวงการที่เราให้ความเคารพ พี่กล้วยเขาจะมีมุมมองทางเรื่องของอารมณ์ภาพ ขนาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นทุกเฟรมทุกช็อต ก็จะมีมิติ จะมีความหมาย ซึ่งในตรงนี้ผมก็มาคุยมาเล่าความรู้สึกของผมที่อยากให้พี่กล้วยได้นำเสนอออกไป และก็ให้พี่กล้วยถ่ายทอดออกมาให้ภาพนี้ชัดเจนมากขึ้นกับความรู้สึกที่ผมต้องการ กับความรู้สึกภายในของตัวละคร มันเป็นสิ่งที่ลงตัวมากครับ

Q.    โปรเจ็คต์ "องค์บาก" มีความสำคัญอย่างไรกับผู้ชายที่ชื่อ "จาพนม" เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมานานแค่ไหนอย่างไรแล้ว

J.    โปรเจ็คต์องค์บาก ที่จริงองค์บาก ถ้าพูดไปแล้ว องค์บากมันเปรียบเสมือนกับวิถีชีวิตของเรา เป็นการนำเสนอความฝันของผมว่าสักวันหนึ่งเราจะเป็นนักแสดงที่ถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ออกไป จนได้เจออาจารย์พันนา แล้วก็ได้ทำหนังขึ้นมา ได้สัมผัสกับทีมงานหลายๆ ฝ่าย ได้สัมผัสกับสิ่งที่เราได้เล่น ได้กระทำ นั่นคือหนัง ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเวลา 8 ปีได้แล้ว 8 ปีกับการบ่มที่ว่าอยากทำองค์บากนี้ขึ้นมา แล้วเป็นศิลปะการต่อสู้แบบใหม่ และมีมุมมองที่มีความคิดที่มันเป็นตัวตนของเรา นั่นคืออยากนำเสนออะไรที่มัน ผมคิดว่าผมทำอันนี้แล้วมีความสุข อย่างเช่นผมหยิบช้างมา ก็เป็นมวยคชสาร ผมหยิบโขนมา ก็เป็นมวยนาฏยุทธ์ อะไรตรงนี้ แล้วก็ผมชอบศิลปะภาพยนตร์ มันเป็นสิ่งที่สื่อให้คนดูได้เห็น และสื่อให้ได้เห็นถึงความรู้สึกครับ 8 ปีกับองค์บาก สำหรับในการเตรียมงาน เหมือนกับเป็นการบ่มความรู้สึกที่ว่า สักวันหนึ่งอยากจะทำ แล้วก็มีโอกาสได้ทำ แล้วก็ได้ลงมือทำ และได้ทำแบบทุ่มชีวิต ทุ่มจิตวิญญาณออกไป


Q.    จริงไหมที่ว่าพอมาเป็นผู้กำกับ จา พนม ค่อนข้างให้ความสำคัญ และพิถีพิถันในการทำงานกับโปรเจ็คต์องค์บากนี้ ถึงขนาดที่ว่า อะไรที่ไม่ดี ไม่ใช่ก็ถ่ายใหม่เลย รวมไปถึงการมีมาตรฐานในการทำงานที่ค่อนข้างสูงมาก

J.    ที่จริงแล้วนะครับ คือในองค์ประกอบของหนังก็มีเรื่องเยอะอยู่แล้ว ไหนจะฝ่ายโน่นฝ่ายนี่ ไหนจะฝ่ายทีมงาน กองถ่ายโปรดักชั่นในการพรีโพร แล้วก็มาโปรดักชั่นอีก ไหนจะฝ่ายทีมงานกล้อง ทีมงานไฟ ซึ่งองค์ประกอบตรงนี้มันมีเยอะอยู่แล้ว แล้วก็การทำงานที่จะได้อย่างใจเรา มันไม่สามารถ มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ทุกอย่าง เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาวะและสถานการณ์ด้วย ซึ่งเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของเรา การที่เราจะทำงานไปสู่เป้าหมายเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของเรา นั่นคือ เราต้องเผื่อใจไว้ด้วยสเต็ปหนึ่ง ได้ไหม คือถ้าไม่ได้ เราก็เปลี่ยน คือมันสามารถปรับเปลี่ยนได้ องค์ประกอบ ไม่เช่นนั้นถ้าเราทำไปแล้วหยุด เรามารอแดด รอฝน รอฟ้า มันก็ทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ ซึ่งการทำหนังแอ็คชั่น มันไม่เหมือนหนังทั่วๆ ไป และการทำหนังแอ็คชั่น มันละเอียดอ่อน ผมว่าการทำศิลปะภาพยนตร์ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้กำกับทุกคนละเอียดอ่อนหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะละเอียดอ่อนมาก ละเอียดอ่อนน้อย แต่ในมุมมองของคนดู เขาอาจจะไม่รู้ว่าเราทำ เราเย็บด้ายขนาดนั้น แผลแตกขนาดนั้น ต้องเย็บกี่เซ็น เขาไม่ได้มอง เขามองที่ภาพ แต่ในมุมมองของคนทำงาน ทุกคนละเอียดอ่อนหมด ทุกคนมีความปราณีต เพราะทุกคนอยากให้หนังออกมาดี อยากให้หนังออกมามีคุณภาพ ในที่สุดแล้วนายทุนอยากให้หนังออกมาทำเงิน ต้องการให้หนังออกมามีคุณภาพ นักแสดงต้องการอยากให้หนังออกมาดีทุกคน ผกก.ก็อยากให้งานออกมาดี ก็เลยตรงนี้หน่อย ตรงนี้เพิ่มอีกหน่อย แต่ถ้ามันไม่ได้ ก็ปรับเปลี่ยน ก็มีวิธีการทำงาน วิธีการในการดำเนินงาน

Q.    กว่าจะได้ดู "องค์บาก3" หลายคนรู้สึกว่าทำไมถึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้น

J.    หลายคนอาจจะบอกว่าทำไมถึงนานจังเลย ผมก็บอกว่าเออมันก็นานเหมือนกันนะ แต่ในมุมของคนทำ คือไม่ได้คิดอะไรตรงนั้นเลย แต่จะทำอย่างไรให้หนังมันออกมามีความปราณีต ทำออกมาแล้วให้มันมีเสน่ห์ มันมีพลังในตัวของมัน ทำออกมาแล้วให้คนดูรู้สึกว่า เออคุ้มค่าในการหยิบเงินสักบาทสักสตางค์ไปจ่ายค่าตั๋วหนัง ไม่ใช่ว่าต้องคิดแล้วคิดอีก โอเคเชื่อมั่นได้เลยครับว่าผมไปดูหนังแล้ว ผมได้อะไรแน่นอนเลยครับ ผมได้อะไร อย่างน้อยก็แอ็คชั่น ผมได้อะไร อย่างน้อยก็ความบันเทิง ยังมีสิ่งอะไรที่มันได้อะไรอีกมากมาย

Q.    จากวันแรกจนถึงวันนี้ องค์บาก3 หนังที่เป็นทั้งชีวิตของจา พนม ปิดกล้องแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

J.    ก็คือภาพยนตร์เรื่ององค์บากภาค 3 ผมก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาเร็วขนาดนี้ จนกระทั่งตัวเองพลิกผันกลายมาเป็นผกก. และเป็นนักแสดงนำ ผมต้องขอขอบคุณเสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ และพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่คอยให้คำปรึกษา และอาจารย์พันนา ฤทธิไกร ที่ให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำในเรื่องของหนังแอ็คชั่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านบอกว่าให้เราได้เรียนรู้ ในที่สุดผมก็ได้ทำสิ่งที่เป็นมาสเตอร์พีซของผม ได้ทำออกมาจากใจจากจิตวิญญาณจริงๆ แล้วผมทำแบบเต็มที่แล้ว ที่เหลือนั่นคือให้คนดูได้ดู ได้สัมผัส แล้วก็ให้มีความสุขกับการได้ชมภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 3 นี้

 

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้