วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุทยานแห่งชาติ ใต้ร่มพระบารมี "ในหลวง รัชกาลที่ 9"

ตลอดเวลา 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยในทุกเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชน มีผลกระทบต่อประเทศ พระราชทานพระราชดำริและพระราชดำรัส แนะนำให้เจ้าหน้าที่ได้นำไปปฏิบัติและทรงริเริ่ม โครงการพระราชดำริ จำนวน 4,596 โครงการ
ในจำนวน 4,596 โครงการ ในส่วนของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ มีโครงการพระราชดำริทั้งสิ้น 20 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี 2.โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จ.สระแก้ว-ปราจีนบุรี 3.โครงการป่าสิริเจริญวรรษ จ.ชลบุรี 4.โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพพื้นที่เขานางพันธุรัต จ.เพชรบุรี 5.โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบ้านบางกลอย-โป่งลึก จ.เพชรบุรี 6.โครงการดูแลรักษาป่าไม้ละอูบและเขาพะเนินทุ่ง จ.เพชรบุรี 7.โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 8.โครงการตามพระราชประสงค์ดอยขุนห้วย จ.เพชรบุรี 9.โครงการช่างหัวมัน จ.เพชรบุรี 10.โครงการห้วยองคต จ.กาญจนบุรี

11.โครงการฟื้นฟูและพัฒนาป่าไม้เขากระปุก จ.เพชรบุรี 12.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 13.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน จ.มุกดาหาร 14.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จ.อุดรธานี 15.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จ.หนองคาย 16.โครงการเขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก 17.โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน จ.น่าน 18.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จ.ลำพูน 19.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ในพื้นที่ภาคเหนือ (ขุนยวม) และ 20.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน (พื้นที่ 1-4)

โครงการพระราชดำริในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเกิดขึ้นนับตั้งแต่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปี 2498 ได้เสด็จฯทอด พระเนตรความเป็นอยู่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ซึ่งในบางพื้นที่ที่เป็นท้อง-ถิ่นทุรกันดารหรืออยู่ในพื้นที่ป่าเขา พระองค์ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีพระราชดำริให้ศึกษาและทดลองหาวิธีให้คนอยู่กับป่าโดยไม่คิดทำลายป่า อีกทั้งทรงแนะนำส่งเสริมราษฎรชาวเขาปลูกพืชเกษตรและพืชเมืองหนาวทดแทนพืชเสพติดและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบให้สมบูรณ์ ให้ทำการกักน้ำเพื่อใช้ในการทดน้ำสำหรับเพาะปลูก ในบางพื้นที่พระองค์ทอดพระเนตรแหล่งต้นน้ำลำธารและมีพระราชดำริให้อนุรักษ์พื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารในรูปแบบอุทยานแห่งชาติ

อาทิ ในคราวเสด็จพระราชกรณียกิจ ณ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ บ้านห้วยไฮ หมู่ที่ 10 ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ณ วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย พระองค์ทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของพสกนิกรในพื้นที่ ทรงมีพระกระแสรับสั่งต่อ พลโทวิมล วงศ์วานิช แม่ทัพภาคที่ 2 และ นายปราโมทย์ ไม้กลัด รองอธิบดีกรมชลประทาน (ตำแหน่งทั้ง 2 ท่านในขณะนั้น) ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทอน บ้านดอนขนุน ว่า “หมู่บ้านวังน้ำมอก บ้านดอนขนุน บ้านภูพนังม่วงและหมู่บ้านอื่นๆ บริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้ป่า ต้นน้ำห้วยทอน สมควรที่จะพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎรมีน้ำในการเพาะปลูก พัฒนาอาชีพให้มั่นคงอย่างต่อเนื่องและพัฒนาหมู่บ้าน ในรูปหมู่บ้านป่าไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร”
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จึงเกิดขึ้น โดยสำนักงานป่าไม้จังหวัดหนองคาย (เดิม) ได้เข้าไปสำรวจข้อมูลสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพร้าว-แก้งไก่ จัดทำแผนปฏิบัติงานและงบประมาณดำเนินการสนองแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาอาชีพและพัฒนาด้านอื่นๆ เป็นต้น

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เล่าว่า กรมอุทยานฯน้อมนำโครงการพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาดำเนินการภายใต้สำนักสนองงานพระราชดำริ เป้าหมายหลักคือการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ที่ลดลงเป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมซึ่งได้พระราชทานแนวพระราชดำริหลายวิธี อาทิ ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ด้วยวิธีการ 3 วิธี คือ 1. ถ้าเลือกที่ได้เหมาะสมแล้วก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตมาเป็นป่าสมบูรณ์โดยไม่ต้องไปปลูกเลยสักต้นเดียว 2. ไม่ไปรังแกป่า หรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองได้เท่านั้น และ 3. สภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทำอะไร เพราะตอไม้ก็จะแตกกิ่งออกมา ถึงแม้ต้นไม้สวยแต่ก็เป็นไม้ใหญ่ได้ ส่วนการปลูกป่าในที่สูงทรงแนะนำว่าใช้ไม้จำพวกที่มีเมล็ดทั้งหลายขึ้นไปปลูกบนยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลงมา

แล้วงอกเองในที่ต่ำต่อไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ ปลูกป่าต้นน้ำลำธารหรือการปลูกป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏิบัติว่าปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิมคือ ศึกษาดูก่อนว่าพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้างแล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม” อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงงานอย่างหนักด้วยความตั้งใจ ความรัก และความเมตตาที่ทรงมอบให้แก่ประชาชนของท่าน ตลอดรัชสมัยการครองราชย์ 70 ปีของพระองค์ เพื่อทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความผาสุก คนในชนบทมีความรู้ความเข้าใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพ มีรายได้ ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง”

จนเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิริยะอันสูงส่ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น

ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ตลอดเวลา 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยในทุกเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชน มีผลกระทบต่อประเทศ พระราชทานพระราชดำริและพระราชดำรัส 31 ต.ค. 2559 16:02 31 ต.ค. 2559 16:05 ไทยรัฐ