วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พลังงานพอเพียง ปรัชญาสู่ความยั่งยืน

พลังงานพอเพียง ปรัชญาสู่ความยั่งยืน

  • Share:

“ทุกคนในชาติมีหน้าที่ของตัว และถ้าแต่ละคนทำให้ได้อย่างเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ สุจริต ประเทศชาติก็ย่อมต้องปลอดภัย และก้าวหน้าไปอย่างดี...” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช 4 ธันวาคม 2533

พลิกไปดูนโยบายภาครัฐที่จะสานต่อโครงการพระราชดำริอาทิ จะเพิ่มโซลาร์ฟาร์ม 800 หมู่บ้าน...วางเป้าหมายผลิตให้ได้ 1 เมกะวัตต์ต่อ 1 ชุมชน เป้าหมายผลิตติดตั้งรวม 800 เมกะวัตต์...ใน 800 หมู่บ้าน ด้วยมูลค่าลงทุนต่อ 1 เมกะวัตต์ พบว่าอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท

ข้างต้นอาจจะเป็นได้แค่ความฝันลมๆแล้งๆ หรือเพียงคำมั่นดังสายลมที่พัดผ่าน...ที่คนไทยทุกหย่อมหญ้าจะมี “พลังงานสะอาด” เป็นธุรกิจด้านพลังงานทดแทนที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถลงทุนได้

สะท้อนได้จากปัญหาคาราคาซัง...ไม่จบง่ายๆ “โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 12 โครงการ” มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาทของกลุ่มผู้ประกอบการโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่ยังค้างคายืดเยื้อมายาวนานหลังจากสร้างเสร็จมานานกว่า 1,500 วัน แต่ยังไม่สามารถขายไฟให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้

เนื่องด้วยติดปัญหาจากหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาให้ทำหน้าที่กำกับกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ หรือเรียกกันสั้นๆว่า “กกพ.” คฑายุทธ์ เอี่ยมเล็ก ตัวแทนโครงการที่ได้รับความเดือดร้อน บอกว่า บนหนทางการต่อสู้และชี้แจงกว่า 5 ปี ที่ดูแล้วเหมือน กกพ.จะไม่เกิดความเข้าใจ จนเราต้องหันหน้าไปพึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วอนให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบความไม่โปร่งใส

โดย นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับหนังสือไว้และรับปากจะดำเนินการเรื่องนี้ให้ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะชี้แจง ตอบคำถาม กกพ. หรือเรียกได้ว่าทำทุกวิถีทางแล้ว ทั้งชี้แจงคำถามที่ กกพ.ถามผ่าน กฟภ. ซึ่งเป็นคู่สัญญา แสดงเอกสารข้อเท็จจริงทุกอย่าง มีหลักฐานยืนยันหมด แต่สุดท้ายสัญญาณความนิ่งเฉยจาก กกพ.ยังส่งมาอย่างต่อเนื่อง

“ท่านถามมาเราตอบไป แต่ทำไมเราถามท่าน ท่านไม่ตอบไขข้อกระจ่างให้เราได้ทราบ”

ยกตัวอย่างคำถาม 2-3 ข้อที่ผู้ประกอบการต้องการคำตอบ ได้แก่ 1.เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกพ.ที่ไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ประกอบการ แต่มาแทรกแซงระหว่างผู้ประกอบการกับ กฟภ.นั้นมีอำนาจหรือไม่

ว่ากันด้วยตัวบทกฎหมายแล้ว ทั้ง 12 โครงการเป็นกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นฯ ประกาศใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2552

หรือว่า 2.ในเรื่องของราคาตามสัญญา ณ เวลานั้นตอนที่เชิญชวนมาลงทุนสัญญาว่าจะให้ค่าจูงใจ 8 บาท บวกค่าไฟพื้นฐาน 3 บาท รวมเป็น 11 บาทต่อหน่วย แต่พอมาถึงตอนนี้จะปรับเป็นว่ารับซื้อที่ 5.37บาท คือถ้ายึดตามสัญญาเดิมที่ทำไว้กับ กฟภ.แล้ว กกพ.มีอำนาจสั่งลดราคาดังกล่าวได้หรือไม่?

“ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่สามารถสอบสวนหาคำตอบให้พวกเราได้ สุดทางแล้วเราคงต้องพึ่งอำนาจศาล ฟ้องทั้งอาญาและทางแพ่ง นั่นเพราะ กกพ. การพิจารณาของ กกพ.ไม่โปร่งใสหรือ...อาจมีอคติกับผู้ประกอบการทั้ง 12 โครงการ เป็นส่วนตัว?”คฑายุทธ์ว่า

รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สะท้อนมุมมองให้ฟังว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องไว้แล้วและคงใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ที่จะได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง ซึ่งก็คงต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
มาประชุมพร้อมหน้ากันอีกที ก่อนที่จะสรุปอะไรเราต้องรู้ก่อนว่ากฎหมายได้ให้อำนาจหน้าที่กับทาง กกพ.ไว้เพียงใด

“ส่วนสำคัญที่ผู้ประกอบการร้องมา ทั้งเรื่องไม่ได้ขายไฟในขณะที่โครงการแล้วเสร็จ รวมถึงเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงราคาทั้งที่มีสัญญาและมีประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้ว จนทำให้มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาลงทุนกันหลายราย...แล้วจู่ๆมาเปลี่ยนแปลงราคา ส่งผลให้ผู้ลงทุนเกิดความเสียหายนั้น ในความเห็นส่วนตัวไม่น่าจะทำได้ถึง แม้จะมีมติจากหน่วยงานหรือองค์กรมารองรับก็ตาม”

คฑายุทธ์ เสริมว่า นับจากที่กลุ่มบริษัทผู้ประกอบการได้รับหนังสือจาก กกพ. ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 เรื่องแจ้งเงื่อนไขประกอบการออกใบแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต พร้อมแนบบันทึกรับรองฯ แต่ทีเด็ดอยู่ที่เนื้อหาใจความที่ระบุเงื่อนไขว่า...

“ให้บริษัทต้องรับราคาอัตราค่าซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามเจตนาของการทำสัญญา พร้อมให้บริษัทสละสิทธิในการฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายใดๆ”

คำถามมีว่า...ข้อความของทางราชการแบบนี้ ห้ามเอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่? ถ้าเป็นเอกสารที่เอกชนหรือตาสีตาสาเขียนกันเองคงจะปล่อยผ่านไปได้แต่นี่เป็นองค์กรของทางราชการ ฝ่ายกฎหมายของ กกพ.ปล่อยมาได้อย่างไร?

จากการเฝ้าติดตามข้อมูลต่อเนื่องพบว่า มีบันทึกการประชุมพิจารณาเรื่องนี้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2559 โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งกระทรวงพลังงาน กฟภ. กฟผ. และผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด ฯลฯ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเดินหน้าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้สิ้นสุดเสียที

ในที่ประชุม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดชี้ชัดว่า “โครงการดังกล่าวไม่มีประเด็นข้ออุทธรณ์ที่คณะทำงานจะต้องพิจารณาอีก รวมถึงประเด็นการยกเลิกสัญญาว่าชอบหรือไม่ชอบนั้นได้สิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ กฟภ.ได้พิจารณาคืนสัญญาให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของคู่สัญญา ดังนั้น ประเด็นข้ออุทธรณ์ต่างๆจึงยุติไปแล้วในแง่นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา กกพ.ไม่มีความจำเป็นที่คณะทำงานจะต้องยกขึ้นมาพิจารณาอีก เพราะไม่อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน”

ชัดเจนเป็นที่สุดแล้วกับความเห็นข้างต้น แต่ไม่จบ? กกพ.เสมือนไม่สนใจไยดีกับความเห็นของอัยการ ยังคงเดินหน้าขัดขวางไม่ให้ กฟภ.ซื้อกระแสไฟฟ้าจากเอกชนตามสัญญา

แถมยังมีหนังสือสั่งให้ กฟภ.ยกเลิกสัญญาและชะลอการซื้อกระแสไฟฟ้าจากเอกชนกลุ่มนี้โดยไร้เหตุผล ไร้คำตอบ ปล่อยลอยแพ ไม่คิดหาหนทางเยียวยา นั่นคือความเข้าใจของเอกชนทั้ง 12 โครงการ

ในโลกแห่งกระแสการไหลบ่าของข้อมูล ข่าวสารที่รวดเร็วฉับไวยุคปัจจุบัน ข้อเท็จจริงรอบทิศทางถูกเปิดเผยได้ง่ายๆ สามารถสื่อถึงกันด้วยความเร็วไม่ถึงเสี้ยววินาที ยากที่ใครจะปิดบังซ่อนเร้นอะไรได้...เป็นเรื่องยากยิ่งที่คิดจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ

ในสภาวะที่บ้านเมืองต้องการการพัฒนาในด้านพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง หากภาครัฐต้องการแรงสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาคเอกชน ชุมชน ก็ควรแสดงความจริงใจ ใส่ใจ และตระหนักถึงบทบาทของตนเอง ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แนวพระราชดำริของในหลวงเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ยังเป็นปรัชญาสำคัญในการพัฒนาบนพื้นฐานทรัพยากรเมืองไทยที่มีอยู่อย่างเป็นเหตุเป็นผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน

มุ่งหวังให้พสกนิกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต...นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยากจะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกนี้เสมอเหมือน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้