วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่ลืม! ตามติด 7 ชีวิตเล็กๆมุ่งหน้าเข้ากรุง แสนอาลัยถวายสักการะพ่อหลวง

ไม่ลืม! ตามติด 7 ชีวิตเล็กๆมุ่งหน้าเข้ากรุง แสนอาลัยถวายสักการะพ่อหลวง

  • Share:

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเดินทางมาแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้อย่างสะดวกสบาย บางคนก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ บางคนก็พิการ บางคนก็อยากแสดงพลังความรักที่มีต่อในหลวง จึงกลายเป็นมหากาพย์การมุ่งหน้าเข้ากรุงด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งบริการรถสาธารณะ

ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมผู้คนที่มีใจรักภักดีซึ่งได้เดินทางมาแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยตัวเอง มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่รักพ่อหลวงไม่แพ้กัน ส่วนจะมีใครบ้าง ต้องตามมาดู

1. คุณตาปาน หมื่นโยชน์ วัย 84 ปี

คุณตาปาน ผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ป่วยเป็นกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้ขาทั้งสองข้างไม่มีแรง เดินไม่ได้ ได้รับรถสามล้อแบบคันโยกพระราชทานมาช่วยเหลือ คุณตาได้โยกรถเข็นคนพิการพระราชทานคันดังกล่าว ติดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ และสวมเสื้อสีดำไว้ทุกข์ที่มีข้อความ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ออกเดินทางจากบ้านไปตามถนนสายโชคชัย-เดชอุดม ผ่าน อ.นางรอง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์

โดยมีจุดหมายปลายทางที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อจะไปถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามในสมุดหลวงเพื่อแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะพสกนิกรไทยคนหนึ่ง ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ขับรถสัญจรผ่าน บางคนก็นำเงิน สิ่งของ อาหาร มามอบทั้งเป็นกำลังใจให้คุณตาปาน เดินทางสู่จุดหมายตามที่ตั้งใจไว้

2. ฮาร์ทมุท เบเรน หนุ่มเยอรมัน วัย 58 ปี

มิสเตอร์ฮัท หรือนายฮาร์ทมุท อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทวิศวกรแห่งหนึ่ง ซึ่งสมรสกับนางนิตร เบเรน อายุ 43 ปี ชาวบ้านคำฮี อ.เมือง จ.ยโสธร เป็นอีกคนหนึ่งที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อได้เข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทย ได้ติดตามข่าวและรู้จักในหลวงในฐานะที่เป็นจอมกษัตริย์ซึ่งพระองค์ท่านทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิต จึงเกิดความรักในพระองค์ท่าน และอยากเดินทางไปแสดงความอาลัยถวายแด่พระองค์ท่าน

ปัจจุบันหนุ่มเยอรมันคนนี้ทำอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชดำริของในหลวง

นายฮาร์ทมุท เดินทางจาก จ.ยโสธร เข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และรถลากคู่กายที่ประกอบขึ้นเองประดับธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร.9 เพื่อขนสัมภาระอาหาร น้ำ เสื้อผ้า และเครื่องนอนส่วนตัวระหว่างเดินเท้าตามลำพัง

ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรทราบข่าว จึงได้เดินทางมาพร้อมกับนายกสมาคมเหล่ากาชาด เพื่อให้กำลังใจ และยังมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดเส้นทาง

3. อธิตา ศรีทวีป หนุ่มสตูล

ส่วนหนุ่มสตูลคนนี้ เขาก็ตั้งใจที่จะเดินเท้าเข้ากรุง เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พ่อหลวงที่พระบรมมหาราชวังเช่นกัน โดยนายอธิตาเริ่มออกเดินทางจาก จ.สงขลา มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างทางมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง และมีประชาชนนำเครื่องดื่ม อาหาร มาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

4. สวาท ศรีสุข วัย 60 ปี

อีกคนหนึ่งที่เดินเท้าเข้ากรุง คือ นายสวาท ชาวอำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ ออกเดินทางพร้อมสะพายเป้สัมภาระปักธงชาติ-ธงตราสัญลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เก็บไว้นานกว่า 20 ปี มุ่งหน้าไปที่พระบรมมหาราชวัง ตั้งใจแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ผ่านการเดินทางครั้งนี้

5. เอก พลตั๋น หนุ่มลำพูน วัย 39 ปี

หนุ่มลำพูน วัย 39 ปี คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตั้งใจเดินเท้าไปกราบพ่อหลวง โดยนายเอกเป็นชาว ต.ตะเคียนปม อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน แต่เริ่มออกเดินทางที่ จ.พิษณุโลก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ จากสถานีรถไฟพิษณุโลก ใช้เส้นทางถนนบรมไตรโลกนาถ ออกสู่ถนนเอเชีย พิษณุโลก-นครสวรรค์ พร้อมได้ถือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้ด้านหน้า ตลอดเส้นทางได้มีชาวบ้านออกมาให้กำลังใจและได้นำน้ำดื่ม อาหารมาให้ บางส่วนก็ได้บริจาคเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เขาเดินทางถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้

6. หนุ่มออสซี่ วัย 46 ปี เดินเท้ามาสักการะ

มิสเตอร์แฮมมิล ไมเคิล เดวิด (Mr.Hammill Michael David) หนุ่มชาวออสเตรเลีย วัย 46 ปี ออกเดินเท้าจากเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เข้ากรุงเทพฯ เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ขณะเดินเท้า นายแฮมมิลถือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และใต้พระบรมฉายาลักษณ์เขียนข้อความว่า "Walk For King" เป็นระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร ระหว่างทางเขาได้รับการดูแล และความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งมีประชาชนให้กำลังใจตลอดเส้นทาง

7. คุณยายละเอียด รักลี วัย 68 ปี

คุณยายละเอียด ไม่มีเงินพอที่จะเดินทางด้วยรถสาธารณะเพื่อเข้ากรุงเทพฯ จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเพื่อถวายสักการะ ด้วยการปั่นจักรยานจาก จ.ชัยนาท เข้ากรุงเทพฯ รวมระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตร แม้คุณยายมีอายุ 68 ปีแล้ว แต่ก็ยังใจสู้ ตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานคู่กายคันเก่า ซึ่งติดรูปพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีเงินติดตัวเพียง 400 บาท ระหว่างทางมีสมาคมอยุธยาร่วมใจ มูลนิธิร่วมกตัญญูอยุธยา ศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุเมย์เดย์เนอร์ซิ่งโฮม และรถพยาบาลเมย์เดย์เนอร์ซิ่งโฮม ติดตามดูแลความปลอดภัย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้