วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเล่าทั้งน้ำตา ‘จิตภัสร์ กฤดากร’ เปิดบันทึกพระราชดำรัสที่สุดชีวิต

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าก็คืบคลาน แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดินไทย ประชาชนทุกหมู่เหล่าบนผืนแผ่นดินนี้ ต่างหลั่งน้ำตาร่ำไห้ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าคนดังของเมืองไทย ก็รู้สึกใจสลายไม่ต่างกัน...

ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร” คนในแวดวงสังคมที่ผันตัวมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวของเธอนั้นได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 9 

เธอจึงเปิดใจเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งความประทับใจที่มีต่อพ่อหลวง ครั้นเมื่อเธอได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานรับใช้ ตลอดจนความรู้สึกเมื่อสิ้นรัชกาลที่ 9 ว่า ยากที่จะกลั้นน้ำตาแห่งความโศกเศร้าเสียใจนี้ไปได้
 
ตั๊น จิตภัสร์ เล่าย้อนให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของเธอนั้นเติบโตมาภายใต้ร่มพระบารมี และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้งคุณตา (หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร) และคุณยาย (ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา) ได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาตลอด โดยคุณยายเป็นนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ส่วนคุณตานั้นเริ่มทำงานจากตำแหน่งผู้อำนวยการกองมหาดเล็ก ขยับขึ้นจนเป็นผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง ในช่วงปี 2513-2525 และเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จวบจนถึงแก่อนิจกรรมในปี 2552

ส่วนคุณแม่ (หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี) นั้น ก็ได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับคุณแม่มาก กับการได้รับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยทัย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ที่สร้างขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 

ตัวเธอเองนั้น ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียน ณ โรงเรียนจิตรลดามาตั้งแต่อนุบาล 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีจุดกำเนิดจากความรักและความห่วงใย ในเรื่องการศึกษาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อบุตรหลานข้าราชบริพารในพระราชวัง ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนด้วย

โดยส่วนตัวเธอเองนั้นก็เคยมีโอกาสได้ถวายงานอยู่ 2 ครั้ง อย่างงานไหนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินทรงรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศที่มาเยือนประเทศไทย “เราก็จะได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานช่วยเดินแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมไทย”

 
“ถ้าถามความรู้สึกตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร แน่นอนว่าเราทั้งตื่นเต้น และซาบซึ้งใจไม่น้อย ที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ซึ่งตอนประมาณอนุบาล 2 ต้องนุ่งโจงกระเบนเดินแบบกับน้องสาว และด้วยความที่เราเป็นเด็ก ก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อโตขึ้นเราถึงรับรู้ว่าการถวายงานรับใช้พระองค์นั้น ถือว่าเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล และเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตค่ะ”

การถวายงานสำคัญ ครั้งที่ประทับใจมากที่สุด ตั๊น จิตภัสร์ เล่าให้ฟังว่า เป็นพิธีพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระประมุข เนื่องในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งงานนั้นถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ 

ซึ่งเธอนั้นได้รับคัดเลือกให้มาแต่งชุดไทย ห่มสไบ ต้อนรับแขกผู้นำประเทศต่างๆ อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้เข้าไปถวายของที่ระลึกแด่พระราชอาคันตุกะอีกด้วย

“ตอนนั้นทุกคนตื่นเต้นกันมาก เพราะมันเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ และเราต้องเข้าไปถวายของที่ระลึกให้กษัตริย์จอร์แดน เรากลัวจะทำผิดพลาด กังวลใจไปหมด แต่ทว่าทุกอย่างก็สำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงมีพระเมตตามาก ตรัสชมพวกเราว่าสวย และก็ขอบคุณที่มาช่วยงานในวันนั้น เราก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก”

ตั้งแต่เด็กจนโต บ่อยครั้งที่เธอได้อ่านและศึกษา พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปครบทุกจังหวัดของประเทศ รวมระยะทางนับล้านกิโลเมตร โปรดเกล้าฯ ให้มีโครงการตามพระราชดำริมาแล้วกว่า 4,000 โครงการ หลายอย่างเป็นนวัตกรรมใหม่ หลายโครงการได้รับการยอมรับและยกย่องจากนานาชาติมากกว่า 20 รางวัล ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชน ตรากตรำพระวรกาย เสียสละทุกอย่างเพื่อประเทศชาติตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์มา

ในส่วนของพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เธอประทับใจ และยังคงอยู่ในความทรงจำจนถึงตอนนี้มีอยู่หลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการฝนหลวง หรือโครงการแก้มลิง ที่ช่วยลดปัญหาน้ำท่วม ทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำนั้น เธอได้สัมผัสจริงๆ ว่า พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนคนไทยขนาดไหน 

และหลายครั้งที่คุณแม่ของเธอได้ตามเสด็จลงไปถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นแรมเดือน ซึ่งพระองค์ทรงไม่หวั่นเกรงอันตรายใดๆ เพื่อแลกกับความสุขและรอยยิ้มของประชาชนที่เฝ้ารอพระองค์ ในดินแดนปลายแหลมทองของประเทศ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยความทุกข์ร้อนของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก และนำมาพัฒนาเป็นโครงการตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือในเรื่องความเป็นอยู่ต่างๆ อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เปรียบเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งทุกโครงการที่พระองค์มีพระราชดำริขึ้นมานั้น ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจในพระมหากรุณาธิคุณ ในความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อย้อนถามถึงวินาทีที่รู้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคต เธอเผยด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า ตัวเธอเองรู้สึกตกใจ และช็อกไปอยู่พักใหญ่ๆ พูดอะไรไม่ออกเลย มันเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำใจได้ เพราะพระองค์คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคนในชาติ
 
“หลังจากทราบข่าว เราเปิดดูข่าวในโซเชียลมีเดีย ได้ย้อนดูภาพ ดูข่าวพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ ที่ทุกคนพร้อมใจกันแสดงความอาลัย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกเศร้าสลด พระองค์ทรงทำอะไรเพื่อประชาชนไว้เยอะมากจริงๆ ยกตัวอย่างได้จาก คลิปที่พระองค์ ทรงเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดมาหารือในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัยที่จะแก้ไขปัญหา ความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง ซึ่งไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกที่จะใส่พระราชหฤทัยความเป็นอยู่ของราษฎรได้มากขนาดนี้”
 
“ด้านคุณแม่หลังจากทราบข่าวก็เสียใจอย่างหนักที่สุดในชีวิตเช่นกัน เราก็ได้แต่คอยปลอบ เพราะสภาพจิตใจของแต่ละคนตอนนั้นแย่มากจริงๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ในการทำใจเสียเหลือเกิน ซึ่งบรรยากาศในพระราชพิธีพระบรมศพวันนั้นมันเศร้า หดหู่เกินกว่าจะพรรณนาได้ ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ระงมของประชาชน ก็ยิ่งทำให้รู้สึกใจสลายอย่างบอกไม่ถูก” 

พระองค์ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ทุกคน รวมถึงตัวเธอเดินหน้าต่อไปได้ และเมื่อในวันนี้ไม่มีพ่อหลวงแล้ว สิ่งเดียวที่จะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างทิ้งไว้ให้เราได้ก็คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวมต่อไป
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้เราอยากจะมาเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ที่สามารถช่วยเหลือประเทศได้ ซึ่งการทำงานการเมืองนั้น ก็เป็นความใฝ่ฝันของเราอย่างหนึ่ง เพราะมันทำให้เรามีโอกาสได้พบปะ พูดคุย สัมผัสกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เราได้ไปเห็นถึงปัญหาความทุกข์ยาก และช่วยเหลือพวกเขาอย่างที่พระองค์ทรงทำ เราอยากเข้าไปแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะจุดไหนก็ตาม ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ มันจะต้องช่วยๆ กันทำ”

ตอนที่พระองค์มีพระราชดำรัสเรื่องน้ำ ว่า...น้ำคือชีวิต ทุกวันนี้เราก็มีโครงการ จิตอาสา เติมฝัน ปันน้ำใจให้น้อง โดยไปมอบน้ำดื่มสะอาด และเครื่องกรองน้ำตามถิ่นทุรกันดารหรือตามโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งก็เป็นส่วนเล็กๆ ที่สามารถจะช่วยบรรเทาความขาดแคลนได้ในเบื้องต้น”

ในเรื่องการศึกษา พระองค์เคยตรัสเอาไว้ว่า เป็นงานสำคัญของประเทศชาติ ความเจริญ และความเสื่อมถดถอยของชาติ ขึ้นอยู่กับการศึกษาของคนทั้งเมืองเป็นข้อใหญ่ ฉะนั้นจะต้องทำให้ระบบการศึกษาเข้มแข็งยิ่งขึ้น อันนี้เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีความสนใจที่จะพัฒนาด้านการศึกษาให้แข็งแรงขึ้น หลายครั้งที่เราเห็นว่าปัญหามันคืออะไร อยู่ตรงไหน แต่ผู้เกี่ยวข้องก็ยังมีแต่การแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ เราคิดว่าความเท่าเทียมกันของการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นกุญแจเปิดโลกของพวกเขาให้กว้างขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะมองข้าม หรือละเลยตรงจุดนี้ไป

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น หากแต่ต้องกระจายการพัฒนาความรู้ออกไปให้ครอบคลุมยังท้องถิ่นที่ห่างไกลด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ การพัฒนาด้านการศึกษาเป็นอะไรที่ทำได้ยาก กว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องใช้เวลานาน อาจต้องรอถึง 10 ปี เป็นคนรุ่นต่อไป พอการเมืองเข้ามาอยู่ได้แค่ 2-4 ปีก็ออกไป ก็เลยไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน ติดขัดบ้าง อย่างไรก็ดี เราก็จะพยายามมุ่งเน้นพัฒนาตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพยายามผลักดันยกระดับให้คนในท้องถิ่นห่างไกล ได้รับการศึกษาเทียบเท่ากับคนในเมือง” ซึ่งต้นแบบที่พระองค์ทรงสร้างไว้ คือ มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม มูลนิธิพระดาบส รวมทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน หรือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ

และเมื่อเธอได้มีโอกาสเข้ามาทำงานด้านการเมือง มีหลายครั้งที่เธอท้อแท้ กับอุปสรรคในการทำงานต่างๆ มากมาย ซึ่งเธอก็ได้น้อมนำพระราชดำรัสต่างๆ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็น “ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นคุณธรรมสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จและความเจริญ” นอกจากนั้น ยังรวมถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความอดทน ความเพียรพยายาม ทำประโยชน์เพื่อประชาชนส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญยิ่งในการทำงาน 

เป็นกำลังใจ ในการก้าวเดินตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ช่วยกันคิดพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชน ในถิ่นทุรกันดารโดยไม่หวั่น หรือย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งเธอมั่นใจว่าเมื่อพระองค์ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างอันดีงามแล้ว เธอเองก็มุ่งมั่นที่จะน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ท่าน

การทำงานการเมือง ทำให้เธอได้สัมผัส และเข้าใจถึงปัญหาที่พ่อแม่พี่น้องได้พบเจออย่างแท้จริง ทุกอย่างคือประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่เธอจะเก็บเกี่ยว นำมาศึกษา เพื่อที่จะรวบรวมนำไปเสนอแนะ หรือผลักดันให้เป็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาในอนาคต เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนรับใช้ชาติต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ เธออยากจะให้คนไทยทุกคนเปลี่ยนความอาลัย ความรักที่มีต่อพ่อหลวงให้เป็น "พลังสำคัญ" ในการช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ สร้างความรัก ความสามัคคี ร่วมมือกันเดินตามที่ "พระองค์ท่านทรงสอน" เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินและบรรพบุรุษที่สละเลือดเนื้อและชีวิตให้พวกเราได้อาศัยอยู่อย่างร่มเย็น เป็นสุขภายใต้บ้านหลังเดียวกัน นั่นคือ ประเทศไทย

หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าก็คืบคลานเข้ามา ประชาชนบนผืนดินใหญ่ต่างหลั่งน้ำตาร่ำไห้แทบขาดใจ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าคนดังของเมืองไทยก็รู้สึกใจสลายไม่ต่างกัน... 26 ต.ค. 2559 14:43 4 พ.ย. 2559 10:06 ไทยรัฐ