วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"หมอเสริฐ" เปิดวิสัยทัศน์ ปั้นศูนย์สุขภาพผงาดเวทีโลก

"หมอเสริฐ" เปิดวิสัยทัศน์ ปั้นศูนย์สุขภาพผงาดเวทีโลก

  • Share:

“หมอเสริฐ” หรือนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (มหาชน) หรือ BDMS เริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึง “บิ๊กดีล” การซื้อขายที่ดิน 15 ไร่ อันเป็นสถานที่ตั้งโรงแรมสวิส โฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ และอาคารสำนักงาน Promenade ในราคากว่า 10,800 ล้านบาท ที่ถือเป็นดีลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา!!!

“ผมใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่วันเดียว เพราะเรามีโครงการที่จะลงทุนทำศูนย์สุขภาพครบวงจร หรือ Wellness Center อยู่แล้ว และให้บริษัทประเมินมาตีราคาที่ดินก็คุ้มค่าที่จะซื้อ ที่สำคัญต้องรีบเพราะมีต่างชาติหลายรายสนใจ ถ้าเราไม่ซื้อเขาซื้อแน่ เจ้าของก็มีความสุขที่ที่ดินยังเป็นของคนไทยอยู่

ที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่สีเขียวท่ามกลางความเจริญของย่านธุรกิจ มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะนำมาพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจร ผมไม่คิดจะตัดต้นไม้ทิ้งซักต้น จะพยายามเก็บไว้ให้มากที่สุด เพราะมันมีคุณค่า สวยงามอยู่แล้ว”

“หมอเสริฐ” เผยถึงแผนที่จะพัฒนาที่ดินผืนงามที่มีคุณค่ามากที่สุดในกรุงเทพมหานคร ว่าบริษัทจะใส่เงินลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้เป็น “ศูนย์สุขภาพครบวงจร” แห่งแรกในเอเชียในนาม BDMS Wellness Clinic ที่มีมาตรฐานระดับโลกเทียบเท่ายุโรปและสหรัฐอเมริกา

เปิดโฉม BDMS Wellness Clinic

“หมอเสริฐ” เล่าว่า ปัจจุบันสภาพของโรคเปลี่ยนไป มีโรคใหม่ๆพัฒนาขึ้นมาเยอะมาก ขณะเดียวกันผู้คนก็มีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ มีการตื่นตัวของกระแสรักษ์สุขภาพ ทั้งด้านโภชนาการ อาหารเสริม การออกกำลังกาย และการใช้บริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งโรงพยาบาลในเครือ BDMS พบว่ามีผู้มารับบริการทางการแพทย์ในด้านที่เกี่ยวข้องกับกระแสนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น BDMS Wellness Clinic แห่งนี้ จะให้บริการในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ!! มุ่งให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพที่แข็งแรงในองค์รวม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจรวมถึงมีอายุยืนยาวขึ้น มีหมอผู้เชี่ยวชาญและเก่งที่สุดในโลกมาทำวิจัยทางวิชาการแพทย์ในเชิงลึก เพื่อดูแลรักษาคนไข้อย่างเต็มรูปแบบ

“หมอเสริฐ” ฉายภาพให้ฟังว่า ศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งนี้ จะประกอบด้วยการบริการ 3 ส่วนหลักสำคัญซึ่งเป็นบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Longevity and Anti-Aging) เริ่มแรก คือการป้องกัน (Prevention) ทำอย่างไรไม่ให้คนเป็นโรค เน้นดูแล รักษาสุขภาพ อาหารการกินการอยู่ ขั้นต่อมาคือบริการรักษาโรค สำหรับผู้ที่ป่วยหรือเป็นโรคอยู่แล้ว

และส่วนสุดท้ายคือ ดูแลให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้อีก เช่นปัจจุบันอายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 74 ปี แต่ต้องการมีอายุที่ยาวขึ้น ก็มีวิธีดูแลให้มีอายุยืนหรือชราอย่างมีความสุข!!

ดึงสุดยอดหมอจากทั่วโลก

ภายในศูนย์ BDMS Wellness Clinic แห่งนี้ นอกจากจะมีหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่เราได้พัฒนาโรงพยาบาลที่มีอยู่ในเครือ 43 แห่ง ยกระดับเป็นศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะโรค หรือ Excellence Center 9 แห่งในปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในศูนย์ด้านหัวใจ ศูนย์มะเร็ง สถาบันลำไส้และทวารหนัก ศูนย์วิทยาศาสตร์และประสาทวิทยา ศูนย์เจริญพันธุ์สำหรับผู้มีบุตรยาก ศูนย์ทันตกรรมและ BrightView เซ็นเตอร์ดูแลเรื่องตา

เรายังเป็นพันธมิตรกับสถาบันทางการแพทย์ระดับโลกในต่างประเทศอีก 6–7 แห่ง โดยดึงศาสตราจารย์และหมอเก่งๆจากทั่วโลกบินมาร่วมรักษาคนไข้ร่วมกันที่นี่!!

เช่น หมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งที่ได้รับการยอมรับว่า “เก่งที่สุดในโลก” เป็นศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ส่วนด้านสมองก็มี Dr.Keith Black ศาสตราจารย์จากสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียง จนได้รับฉายา Heroes of Medicine หรือ Hero Doctor ที่จะมารักษาดูแลร่วมวิเคราะห์วิจัยคนไข้เฉพาะคน รักษาและป้องกันไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน

“หมอเสริฐ” ให้ข้อมูลว่า เมื่อก่อนคนเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ เป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 แต่ปัจจุบันคนตายด้วยโรคมะเร็งมากที่สุด ตามด้วยโรคสมอง จากสถิติทางการแพทย์คนที่มีอายุเกิน 60-65 ปี มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากถึง 1 ต่อ 6 นอกจากนี้ยังมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันด้วย

“แต่สมัยก่อนคนอายุสั้น เสียชีวิตไปก่อนที่จะเห็นอาการของโรค ปัจจุบันคนอายุยืนขึ้นจึงพบผู้ป่วยโรคสมองทั้งอัลไซเมอร์และพาร์กินสันมากขึ้น”

แต่ที่น่าตื่นเต้นเมื่อ “หมอเสริฐ” บอกเราว่า ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ BDMS Wellness Clinic แห่งนี้จะมีเครื่องมือที่ส่องสำรวจเข้าไปในตา แล้วสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ทันที หากพบว่ามีโอกาสเป็น ก็จะสามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอัลไซเมอร์เป็นแล้วไม่มีทางรักษา ซึ่งจากสถิติพบว่า เมื่อสมองถูกทำลายเกิน 20% ผู้ป่วยจึงจะออกอาการว่าเป็นอัลไซเมอร์

แต่หากพบได้ก่อนที่สมองจะถูกทำลาย เราก็จะหาทางรักษาหรือชะลออาการได้ เมื่ออยู่ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ!!

สร้างรายได้ “เมดิคอลทัวริซึ่ม”

“เราใช้หมอและคนเก่งจากทั่วโลกที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาร่วมรักษา หากคนไข้ต้องการหมอที่เก่งที่สุดในโลกคนไหนมารักษาให้บอกมา เราจะหามาให้ได้ โดยปีแรกจะรับคนไข้เพียง 100 คน โดยเชิญให้มาเป็นสมาชิก ซึ่งเป็นเศรษฐีนักธุรกิจเจ้าของกิจการจากทั่วโลก”

“หมอเสริฐ” ยังกล่าวด้วยว่า แม้ว่าสนนราคาค่าบริการของศูนย์แห่งนี้อาจจะสูง แต่ยังถูกกว่าสิงคโปร์ 2-3 เท่า ขณะที่มาตรฐานทางการแพทย์และการบริการของคนไทยได้รับการยอมรับว่าสุดยอด และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยดีกว่าที่อื่นๆ เป็นแหล่งช็อปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ดึงดูดคนไข้และผู้ติดตามหรือครอบครัวให้อยากมาเมืองไทย สร้างรายได้ การท่องเที่ยวเข้าประเทศนอกจากค่ารักษาพยาบาลที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก

ทั้งนี้จากข้อมูลปี 2012 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกถึง 40 ล้านคนที่เดินทางไปรักษาตัวในต่างประเทศ หรือ “เมดิคอล ทัวริซึ่ม (Medical Tourism)” โดย 14% ของรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้จากคนไข้ทางการแพทย์เหล่านี้ ซึ่งรวมๆแล้วมีมูลค่ามหาศาลมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

คนออสเตรเลียเดินทางออกไปรักษาตัวในต่างประเทศมากที่สุดถึง 96% เพราะประเทศเขาเป็นระบบประกันสังคม หากเป็นโรคที่นอกเหนือจากที่ระบบประกันสังคมดูแล เขาจะออกไปรักษาในต่างประเทศ ขณะที่ในแต่ละปีมีมหาเศรษฐีชาวจีนเดินทางไปรักษามะเร็งที่สหรัฐฯสูงถึงปีละกว่า 1 ล้านคน

“ต่อไปคนเหล่านี้จะมารักษาที่เรา ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อ BDMS Wellness Clinic เปิดเป็นทางการ เราพร้อมดูแลคนไข้ในภูมิภาคนี้ทั้งหมด!!”

นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพแล้ว ยังมีบริการอื่นๆสำหรับสมาชิกและครอบครัวหรือผู้ติดตามตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองไทย นอกจากที่พักที่สงบร่มรื่นจากห้องพักในโรงแรมกว่า 300 ห้อง ยังมีบริการเครื่องบิน รถและเรือส่วนตัว หากสมาชิกต้องการเดินทางไปที่ไหน ทำอะไร เราดูแลให้หมดทั้งการเดินทางท่องเที่ยว ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต หรือจะไปทำธุรกิจอะไรในระหว่างนี้ ซึ่งเราเรียกบริการนี้ว่า “Mr.Friday” เป็นบริการเสริมที่ต่อยอดจากการรักษาสุขภาพ!!

ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ และความกังวลว่าการทุ่มลงทุนด้วยเม็ดเงินหลักหมื่นล้านบาทนี้ อาจเป็นตัวที่ฉุดรั้งให้ผลประกอบการของ BDMS ประสบปัญหาขาดทุน เพราะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย ขณะที่ศูนย์แห่งนี้จะยังไม่สามารถสร้างรายได้เข้ามาอย่างเต็มที่ “หมอเสริฐ” กลับบอกว่า ผมมั่นใจและผมไม่กลัวเลย เพราะเราเห็นโอกาสของธุรกิจที่จะสร้างรายได้ ซึ่งเป็นการต่อยอดของธุรกิจโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ที่เราทำอยู่ก่อนแล้ว

“เฉพาะแค่ตึกอาคารสำนักงาน Promenade 12 ชั้นที่มีอยู่ เราเอาพนักงานออฟฟิศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา ที่ปัจจุบันต้องไปเสียเงินเช่ากระจัดกระจายในที่ต่างๆ ให้มาใช้สำนักงานที่นี่ แค่นี้ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากแล้ว ขณะที่ราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) ได้ประเมินตีมูลค่าไว้สูงถึง 11,323 ล้านบาท สูงกว่าราคาที่ซื้อมาเพียง 10,800 ล้านบาท และราคาที่ดินในย่านนี้ก็สูงขึ้นทุกปี”

เมื่อ BDMS Wellness Clinic เริ่มเปิดบริการอย่างเต็มที่ในปีหน้า เราอาจได้เห็นกำไรตั้งแต่ปีแรกที่ลุยงานกันเลยก็ได้!!!

จาก รพ.กรุงเทพ...สู่อาณาจักร BDMS

“หมอเสริฐ” เล่าย้อนไปว่า เมื่อเริ่มแรกที่ตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งครบรอบ 45 ปี เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนของคนไทยแห่งแรกของประเทศ หากไม่นับรวมโรงพยาบาล BNH ซึ่งสร้างโดยมิชชั่นนารี ชาวเยอรมันในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเพื่อนๆและคนในวงการแพทย์ต่างบอกว่า โรงพยาบาลเราอยู่ไม่ได้ “เจ๊งแน่นอน” เพราะขนาดโรงพยาบาลของรัฐ เงินเดือนทั้งหมอ และพยาบาล รัฐบาลจ่ายให้ ยังขาดทุนบักโกรก!!

“แต่ด้วยความที่ผมเป็นนักเรียนแพทย์ที่ทำกิจกรรม เป็นนายกสโมสรคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทำกิจกรรมกับนักเรียนแพทย์ต่างสถาบันด้วย ทำให้มีเพื่อนฝูงรุ่นพี่รุ่นน้องเยอะมาก เมื่อจบออกมาแล้ว ทุกคนออกไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ก็พูดเล่นๆกับเพื่อนๆ ว่า แค่ส่งคนไข้มาให้โรงพยาบาลผมแห่งละ 1 คนก็อยู่ได้แล้ว”

แต่ในที่สุด โรงพยาบาลกรุงเทพก็เติบโต ขยายกิจการมาจนเป็นอาณาจักร BDMS ในทุกวันนี้ ผมไม่เคยไปไล่ซื้อ หรือเทกโอเวอร์ใคร มีแต่เขาเอาโรงพยาบาลมาเสนอขายให้ มาขอให้เราไปช่วยฟื้นฟู เพราะผมยึดหลักการทำธุรกิจคือเป็นมิตรและเป็นพันธมิตรกับทุกคน ไม่สร้างศัตรู ศัตรูถือเป็นมิตรที่ไกลที่สุด ดังนั้นผมไม่เคยมีปัญหาหรือแข่งขันกับใคร!!

หากโฟกัสอาณาจักรของ BDMS ในวันนี้ ถือเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการภายใต้ชื่อโรงพยาบาล 6 กลุ่มคือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล รวมถึงธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้านการแพทย์อื่นๆ เช่น ธุรกิจผลิตยาและน้ำเกลือ

นอกจากนี้ ยังมีสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ (Bangkok Academy of Sports and Exercise Medicine) หรือ BASEM ที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า (FIFA) ได้มอบประกาศนียบัตรยกให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศทางการแพทย์ของฟีฟ่า หรือ FIFA Medical Centre of Excellence เพื่อเป็นการรับรองว่า โรงพยาบาลกรุงเทพและสถาบันฯจะสามารถดูแลนักกีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้ในมาตรฐานระดับสากล ซึ่งนับเป็น “แห่งแรกในประเทศไทย” และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเป็นลำดับที่ 3 ของเอเชีย และลำดับที่ 26 ของโลก!!

“หมอเสริฐ” ทิ้งท้ายว่าปัจจุบันแนวคิดด้านการดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก คนอยากมีชีวิตยืนยาวขึ้น ดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ขณะที่โรคใหม่ๆก็พัฒนาเร็วขึ้นธุรกิจ Healthcare จะเป็นธุรกิจที่เติบโตและอยู่ได้อย่างมั่นคงยั่งยืนที่สุด

“ขณะที่มาตรฐานการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ของไทย ไม่แพ้ใครในโลก ประเทศไทยกำลังจะเป็น Medical Hub ตามเป้าหมายที่รัฐบาลอยากให้เป็น ศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งนี้จึงตอบโจทย์ได้ทั้งหมด!!”


ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้