โจนาทาน จาร์วิส ผู้อำนวยการกรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ เคยเปรยว่า “คนหนุ่มสาวทุกวันนี้ห่างโลกธรรมชาติมากกว่าคนรุ่นไหนๆ ก่อนหน้าเขา” นี่เป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง จาร์วิสพูดเรื่องนี้มาสองปีแล้วในงานเสวนาต่างๆ ในช่วงก่อนถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของกรมอุทยานแห่งชาติในปีนี้ “มีหลายครั้งเลยครับที่ดูเหมือนว่า อุทยานแห่งชาติไม่เคยตกยุคมากเท่ายุคสมัยของไอโฟน” เขาเตือนในปาฐกถาครั้งหนึ่ง “อุทยานแห่งชาติเสี่ยงต่อความล้าสมัยในสายตาของประชากรที่หลากหลายและขาดสมาธิจดจ่อมากขึ้นเรื่อยๆ”

ในวาระการครบรอบการก่อตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ (National Park Service) เราได้ยินได้ฟังมามากเรื่องงบประมาณและการบำรุงรักษาที่ล่าช้า เรื่องการมีนักท่องเที่ยวมากเกินไป และภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่ผู้พิทักษ์สถานที่สุดพิเศษของเรากังวลมากที่สุดคือคนรุ่นต่อไป อุทยานของเรามีปัญหาเรื่องความหลากหลาย ทั้งช่วงวัยและสีผิว ในยุคสมัยที่ชาวอเมริกันเกือบหนึ่งในสี่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และครึ่งหนึ่งของทารกที่เกิดมาเป็นชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ เราได้รับการบอกกล่าวว่า ผู้มาเที่ยวอุทยานเป็นคนสูงวัยและมีผิวขาว

...


“ถ้าเราเป็นองค์กรธุรกิจ ในระยะยาวมีหวังปิดกิจการแน่ครับ” จาร์วิสกล่าว เขาชี้ไปยังภาพใส่กรอบแขวนอยู่บนผนังสำนักงาน เป็นภาพทิวทัศน์สัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอนอาบด้วยแสงงามยามเย็น ผมเห็นภาพนี้มาก่อน และเคยปีนป่ายไปตามยอดเขาเหล่านั้น แต่มันก็ยังคงทำให้ผมรู้สึกพิศวงได้ แต่พอให้เด็กเมือง ซึ่งเติบโตขึ้นโดยปราศจากธรรมเนียมการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดูภาพสวยๆ แบบเดียวกัน จาร์วิสก็เข้าใจอย่างถ่องแท้

“สำหรับพวกเขา มันดูน่ากลัว อ้างว้าง อันตราย ไม่ปลอดภัย พวกเขาบอกว่า ‘ผู้คนไปอยู่ไหนกันหมด’ เราเจอท่าทีแบบเดียวกันเมื่อนำกลุ่มนักเรียนจากลอสแอนเจลิสไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเดทแวลลีย์ เด็กๆ ไม่ยอมลงจากรถ ความเงียบ ความมืดสนิท ทำให้เด็กๆ ประสาทเสียและรู้สึกกลัว”


อุทยานแห่งชาติเป็นของทุกคน แต่ดูเหมือนว่าจะใช้บริการกันแค่บางคน “อุทยานแห่งชาติเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราครับ” จาร์วิสบอก “แต่อุทยานต้องเป็นมากกว่าตึกโบราณและสิ่งน่าทึ่งทางธรรมชาติซึ่งดึงดูดคนประเภทหนึ่งๆ เท่านั้น” แซลลี จูวล์ รัฐมนตรีกิจการทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา สังเกตเห็นสิ่งเดียวกัน ตอนที่เธอเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาร์อีไอ (REI) บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์กลางแจ้ง

“ที่อาร์อีไอ เราใช้เวลาอย่างมากไปกับการพิจารณาแนวโน้มที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจของเราในอีก 25 ปีข้างหน้า” เธอบอกผม “เราได้รู้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง นั่นคือ สำหรับคนอเมริกันผิวสีและคนอเมริกันเชื้อสายลาตินแล้ว มีอุปสรรคเชิงวัฒนธรรมที่ขัดขวางการจะไปสนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้ง สำหรับคนวัยหนุ่มสาวนั้น ในหลายกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี” การศึกษาอื่นๆ ก็ได้ผลอย่างเดียวกัน การสำรวจนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุมครั้งหลังสุดของกรมอุทยานแห่งชาติซึ่งเผยแพร่เมื่อห้าปีก่อน ไม่มีข้อมูลหรือตัวเลขเกี่ยวกับอายุ แต่พบว่า ผู้มาเที่ยวอุทยานเป็นคนผิวขาวมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด


เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จาร์วิสเริ่มโครงการรณรงค์ที่เสนอใบหน้าที่แตกต่างออกไปของอุทยาน ปกแผ่นพับครบรอบหนึ่งร้อยปีของกรมอุทยานแห่งชาติเป็นภาพวัยรุ่นอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (ผิวสี) กำลังมองหนุ่มสาวอีกห้าคนกระโดดจากท่าเรือลงไปในทะเลสาบ พวกเขากำลังสนุกสนาน ขณะที่ภูมิประเทศรอบข้างไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเงียบเหงาเลย นี่คืออุทยานที่มีคนไปเที่ยว ปัจจุบันการส่งเสริมการขายให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ทั้งคนที่หนุ่มสาวกว่า ตลอดจนคนผิวสีน้ำตาล คนผิวสี และคนผิวขาว โครงการหนึ่งชื่อ “พาลูกเที่ยวอุทยาน” ซึ่งเปิดตัวโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้นักเรียนเกรด 4 (เทียบเท่าประถมศึกษาปีที่สี่) ทุกคนและครอบครัวเข้าอุทยานแห่งชาติฟรีเมื่อปีการศึกษาที่ผ่านมาและช่วงปิดภาคฤดูร้อน

...

โครงการรณรงค์ครั้งใหม่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป็นงานใหญ่ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดที่นับว่าใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของกรมอุทยานแห่งชาติ ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิด “การตลาด” จอห์น มิวร์ นักธรรมชาติวิทยาซึ่งเกิดในสกอตแลนด์ และเป็นกระบอกเสียงของคณะผู้ผลักดันให้ตั้งอุทยานแห่งชาติ อาจหัวเสียที่ได้ยินเช่นนั้น แต่เสียงตอบรับเบื้องต้นมีแนวโน้มที่ดี จูวล์กล่าวว่า คนหนุ่มสาวและคนผิวสีจำนวนมากขึ้นกำลังไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ สิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงามตระการตา และศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของสหรัฐฯ มีผู้ดาวน์โหลดบัตรผ่านพิเศษในโครงการพาลูกเที่ยวอุทยานอย่างน้อยสองล้านคน


ปัญหาเรื่องเทคโนโลยีแก้ยากกว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า คนหนุ่มสาวใช้เวลาอยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์วันละมากกว่าเจ็ดชั่วโมง หรืออยู่กับหน้าจอมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับเด็กอายุ 11 ถึง 14 ปี ตัวเลขสูงถึงวันละ 12 ชั่วโมง “เราคงไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในเขตป่าหรอกค่ะ” จูวล์กล่าว “แต่คำถามคือ ทำอย่างไรเราจึงจะนำเทคโนโลยีมาใช้แทนที่จะก่นด่ามัน”

...

แทนที่จะโกรธแค้นยุคสมัย กรมอุทยานแห่งชาติได้กระโดดร่วมวงไพบูลย์กับยุคดิจิทัล คงพูดได้ทำนองนั้น กรมอุทยานโหมโฆษณาโครงการเพื่อหาคนมากขึ้นและอายุน้อยลงให้มาเที่ยวชมอุทยาน... เอ่อ “ผลิตภัณฑ์” ของกรม โดยการใช้เว็บไซต์ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ การจัดกิจกรรมโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และการออกบูธชั่วคราวตามเมืองใหญ่ๆ เช่น นิวยอร์ก ซึ่งผู้ใช้สามารถชมการท่องเที่ยวเสมือนจริง (virtual tour) ของทุกอุทยานแห่งชาติ พูดอีกอย่างได้ว่า พวกเขาตัดสินใจใช้หน้าจอเพื่อพยายามดึงคนหนุ่มสาวออกจากหน้าจอนั่นเอง

เรื่อง ทีโมที อีแกน กับ เคซีย์ อีแกน
ภาพถ่าย โครีย์ อาร์โนลด์

ที่มา - National Geographic
www.ngthai.com