วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'คนตุลา' เตือนผู้มีอำนาจมีสติ อย่าใช้ความรุนแรง หวั่นสร้างความขัดแย้ง

'คนตุลา' เตือนผู้มีอำนาจมีสติ อย่าใช้ความรุนแรง หวั่นสร้างความขัดแย้ง

  • Share:

มธ.จัดงานครบรอบ 40 ปี "6 ตุลา 19" เตือนสติผู้มีอำนาจอย่าใช้ความรุนแรง หวั่นสร้างข้าศึกภายในรัฐ ชี้การสังหารหมู่ไม่ใช่คำตอบ แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ ระบุการใส่ร้ายป้ายสีเป็นการสร้างความขัดแย้ง แนะนัก ปชต.ต้องอดทน องค์กร 3 ส่วน “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” ต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค.59 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดกิจกรรมครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 โดยกิจกรรมแรกนั้นคือการแสดงนาฏกรรม "ลีลาศิลป์ 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 จารึกไว้ในใจชน" จากนั้นมีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 41 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลเเด่วีรชน ต่อมา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน พร้อมประกอบพิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก่อนกล่าวสดุดีจากตัวเเทนฝ่ายต่างๆ ขณะเดียวกันได้จัดนิทรรศการ "จาก 14 ตุลา 16 ถึง 6 ตุลา 19" ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาเวลา 08.00 น. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมกับเปิดน้ำพุแห่งความหวัง 

นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากนั้น นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวหัวข้อ "40 ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย : 40 ปีเปลี่ยน - 40 ปี ไม่ผ่าน?" ตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา ยังมีความคลุมเครือ แต่เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้นจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตกี่ราย และไม่รวมผู้ที่ถูกเผา จึงเป็นข้อเตือนใจ และหากเปรียบกับการเมืองไทย ก็เหมือนรถไฟที่กำลังเดินทางใน 2 รูปแบบ คือ 1.รถไฟเด็กเล่น ที่วิ่งวนกลับไปกลับมา วิ่งไปข้างหน้าแล้วกลับมาจุดเดิม ซึ่งไม่ใช่หลักประกันในการพัฒนาการเมือง แต่เป็นหลักประกันที่ดีของผู้นำกลุ่มอนุรักษ์นิยมและทหาร 2.รถไฟเหาะ เมื่อขึ้นจุดสูงสุดก็ลงสู่จุดต่ำสุด ซึ่ง 2 ลักษณะนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน แต่ถอยหลังกลับไปในปี 2475 และ 2516 ซึ่งตอกย้ำว่าการรัฐประหารกลายเป็นกฎมากกว่าข้อยกเว้น การพัฒนาก็จบด้วยการรัฐประหารอยู่ดี ทั้งนี้ยอมรับว่าการใช้กำลังในระบอบการเมืองปี 2553 นั้นไม่แตกต่างกับเมื่อปี 2516 เป็นการใช้กำลังขนาดใหญ่จัดการผู้เห็นต่าง  ถือเป็นบทเรียนว่าการฆ่าสังหารหมู่ไม่ได้ผลตอบแทน แต่กลายเป็นสงคราม ซึ่งเป็นข้อเตือนสติกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ซึ่งถ้าใช้ความรุนแรงก็จะเกิดกระบวนการสร้างข้าศึกภายในรัฐ การสังหารหมู่ไม่ใช่คำตอบ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหา และการใส่ร้ายป้ายสีเป็นการสร้างความขัดแย้ง

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า ตนขอฝากคนรุ่นหลังไว้ว่าวันนี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีเงื่อนทั้งบวกและลบ ในปัจจุบัน มีเงื่อนไขที่ดีกว่าคนรุ่นก่อนคือมีสื่อโซเชียลมีเดียสื่อสังคมเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการต่อสู้ ขณะเดียวกันต้องคิดว่าทำอย่างไรที่จะสร้างเงื่อนไขใหม่ในการพัฒนาการเมือง ดังนั้นการต่อสู้ของนักประชาธิปไตยต้องยอมรับว่าการพัฒนาการเมืองต้องใช้เวลาและความอดทน  ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์และเป็นนักบริหาร ทั้งนี้ขอเสนอว่าการพัฒนาประชาธิปไตยหากแยกทหารออกจากการเมืองไม่ได้ไม่ต้องคิดเรื่องประชาธิปไตย และถ้าจะเอาทหารกลับเข้ากรม ผู้มีอำนาจนอกระบบต้องพาการเมืองไทยกลับเข้าสู่ระบบ ให้องค์กร 3 ส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ สามารถตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่การตรวจจับและทำลายดุล นอกจากนี้ยังมองว่าหลังจากนี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกกดทับจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ร่าง อย่างไรก็ตามในวันนี้ประชาธิปไตยต้องมีการพูดคุยและคิดถึงอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่การด่ากันเอง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้