วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แจ้งปอท.จับเฟซ ปล่อยชื่อ ก๊วนบินไปฮาวาย

แจ้งปอท.จับเฟซ ปล่อยชื่อ ก๊วนบินไปฮาวาย

  • Share:
ช่อง5ยืนยันผู้ประกาศไม่ได้ไป โฆษกกห.ปดมี‘สาวคนดัง-ซีพี’ ‘ศรีสุวรรณ’ร้องสตง.ให้เช็กบิล

โฆษกกลาโหมแจงภารกิจคณะ “บิ๊กป้อม” ใช้จำนวนคนมาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญต้องปฏิสัมพันธ์สารพัดปัญหา สร้างความร่วมมือกับสหรัฐฯ ยัน “ชลรัศมี”-ผู้บริหารซีพี ไม่ได้เดินทางไปด้วยตามโลกโซเชียลกระพือข่าว การบินไทยยันเที่ยวบินฮาวายโปร่งใสไร้ข้อกังขา คิดค่าใช้จ่ายเป็นราคาประมาณการ ผอ.ฝ่ายข่าว-ฝ่ายรายการช่อง 5 ร้อง ปอท.สอบเพจเฟซบุ๊ก “หยุดดัดจริตประเทศไทย” แพร่รายชื่อผู้โดยสาร การันตี “ชลรัศมี” อยู่จัดรายการสดที่สถานีวันที่ 29-30 ก.ย. ไม่มีวิชาแยกร่างไปฮาวาย ปอท.เด้งรับลุยสอบแชร์ข้อมูลเท็จ “ศรีสุวรรณ” ยื่น สตง.สอบคนร่วมทริป เมนูไข่ปลาคาเวียร์ ผู้ว่าการ สตง.ย้ำไม่พบทุจริต สิ่งผิดปกติ ด้าน ปชป.จี้ สนช.-สปท.ชงญัตติ หรือยื่นกระทู้ถามสลายปมคาใจดีกว่าปล่อยอึมครึมเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลไม่จบสิ้น นายกฯสอนเยาวชนรู้เท่าทันโซเชียล โลกกำลังวิตกภัยร้ายแรงจากโลกออนไลน์ แขวะนายกฯคนก่อนทำบ้านเมืองพัง เด้งแล้ว “ปรเมศวร์” หลังสวนหมัดวิจารณ์นายกฯ

ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง สำหรับการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐฯ ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม และคณะ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลที่มีความเคลือบแคลงในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เมนูอาหาร ตลอดจนคณะผู้ร่วมเดินทางไปด้วย

โฆษกแจงภารกิจคณะ “ประวิตร”

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงกรณีเอกสารรายชื่อผู้ร่วมคณะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐฯ ที่รัฐฮาวาย ว่า เอกสารที่มีการเผยแพร่เท็จจริงอย่างไรตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าคณะดังกล่าวเดินทางไป 38 คน และเดินทางกลับ 41 คน มีส่วนล่วงหน้าเพิ่มมาอีก 3 คน ทุกคนเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ต้องไปหลายคน เพราะตั้งแต่ คสช.เข้ามาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐมีข้อจำกัด เราจึงใช้โอกาสสร้างความเข้าใจ เขาเห็นความตั้งใจการแก้ปัญหาทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ การปรับมาตรฐานการบินพลเรือนที่มีพัฒนาตามลำดับ รวมถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่เขายอมรับว่าเป็นการทำประชามติที่ตรงไปตรงมา เรื่องเหล่านี้คือผลประโยชน์ของประเทศนับล้านล้านบาท หากไม่แก้ไขจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และคนที่ไม่ได้เข้าประชุมจะทำหน้าที่เสริมข้อมูล ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ เพราะงานด้านความมั่นคงไม่ได้วัดเรื่องกำไรหรือขาดทุน เราทำหน้าที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือระหว่างกัน และพัฒนาการเรื่องการต่างประเทศถือว่าดีขึ้น คนที่รอบล้อม พล.อ.ประวิตร ตามรูปใส่เสื้อฮาวาย ล้วนเป็น รมว.กลาโหมของอาเซียน ท่านเหมือนพี่ใหญ่ตัวจริงของอาเซียน เพราะเป็น รมว.กลาโหมสมัยที่ 2 ขอให้เข้าใจ เราพร้อมสร้างความสัมพันธ์แต่ไม่พร้อมชักศึกเข้าบ้าน

ยัน “ชลรัศมี” ไม่ได้ไปด้วย

เมื่อถามว่า เอกสารที่มีการเผยแพร่ปรากฏชื่อ พ.ต.หญิงชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวช่อง 5 ร่วมคณะด้วย มีข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.คงชีพตอบว่า “ไม่ได้เดินทางไปด้วย ผมไม่ทราบรายชื่อตามที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลเป็นอย่างไร แต่เขาไม่ได้ร่วมเดินทาง ผมไม่ได้พูดโกหก ข้อมูลในโซเชียลเมื่อเห็นแล้วก็ต้องวิเคราะห์ข้อมูล เพราะมีการบิดเบือนสูงขออย่าจับมานำเสนอไม่เช่นนั้นจะกระทบความน่า เชื่อถือสื่อของท่านด้วย ส่วนคำถามที่ว่ามีเกลือเป็นหนอนหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราอยู่ในยุคสังคมข่าวสาร มาปิดกันไม่ได้ เราเปิดกว้างเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน เราไม่หวาดระแวงใคร ต่างคนต่างก็ทำงานเพื่อประเทศ ผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง” เมื่อถามย้ำว่า จะมีการตรวจสอบเอกสารที่เผยแพร่ว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ หากไม่ใช่เอกสารจริงจะดำเนินคดีหรือไม่ พล.ต.คงชีพตอบว่า ทุกคนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากกล่าวร้ายคนอื่นก็จะผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าโพสต์ข้อความไม่ถูกต้องมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำกับอยู่ ต้องรอดูว่าคนที่ได้รับผลกระทบจะฟ้องกลับหรือไม่ องค์กรเสียหายได้รับผลกระทบหรือไม่ ถ้าได้รับผลกระทบต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ตอนนี้กระทรวงกลาโหมไม่คิดว่าได้รับผลกระทบ วันนี้อยากให้จบเรื่องนี้ อะไรที่ยังสงสัยขอให้ถาม

ไม่มีผู้บริหารซีพีร่วมคณะ

เมื่อถามว่า รายชื่อที่เปิดเผยมามีชื่อผู้บริหารของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ร่วมเดินทางไปด้วย พล.ต.คงชีพตอบว่า ไม่มีผู้บริหารซีพีร่วมเดิน ทางไปด้วย แต่มีผู้ประสานงานความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเข้ามาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่ คสช.เข้ามาใหม่ๆร่วมเดินทางไปด้วย และทั้ง 2 คนไม่ใช่ข้าราชการ แต่เข้ามาช่วยงาน ซึ่งความมั่นคงเกี่ยวโยงทุกเรื่อง

บินไทยแจงเที่ยวบินฮาวายโปร่งใส

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า กรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซื้อบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปฮอนโนลูลู รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยนั้น การบินไทยขอยืนยัน ว่าในเที่ยวบินขาไปมีผู้โดยสารจำนวน 38 คน และในเที่ยวบินขากลับมีผู้โดยสารจำนวน 41 คน ซึ่งเป็นจำนวนตามที่โฆษกกระทรวงกลาโหมได้แถลงไปแล้ว ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ขอตรวจสอบมาที่การบินไทยแล้ว และบริษัท พร้อมให้ความร่วมมือในการถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่าการคิดค่าใช้จ่ายการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่การบินไทยเสนอไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นราคาประมาณการ เป็นราคาที่เสนอระหว่างองค์กรของรัฐต่อรัฐตามราคาต้นทุนซึ่งสามารถตรวจสอบได้ และสามารถเปรียบ เทียบราคากับสายการบินอื่นในระดับพรีเมียมได้และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว การบินไทยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง

จัดเมนูระดับพรีเมียมให้เลือก

นายจรัมพรกล่าวว่า สำหรับเรื่องอาหารบนเครื่องบินทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับให้บริการอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งหมด 4 มื้อหลัก รวมทั้งอาหารว่างตลอดการเดินทาง และอาหารสำรองที่ต้องจัดเตรียมไว้ในกรณีที่การทำการบินไม่เป็นไปตามแผนการบิน ซึ่งการจัดเตรียมอาหารจะพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ทำการบิน โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮาวาย ใช้เวลาทำการบิน 12.30 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวกลับเส้นทางฮาวาย-กรุงเทพฯ ใช้เวลาทำการบิน 12.45 ชั่วโมง ทั้งนี้การบินไทยได้นำเสนอเมนูหลากหลายให้กับผู้ซื้อบริการเป็นผู้เลือกก่อนการเดินทาง เพื่อให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบินตามมาตรฐานพรีเมียมของการบินไทย ในส่วนของการเลือกใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ทำการบิน เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่สามารถบินข้ามทวีปได้โดยไม่ต้องแวะพักเติมเชื้อเพลิงระหว่างทาง และเป็นแบบเครื่องบินที่บริษัทมีให้บริการได้เพียงพอ สามารถนำมาให้บริการเช่าเหมาลำได้ โดยไม่กระทบกับตารางการบินปกติ

ช่อง 5 พบ ปอท.แจงกรณี “ชลรัศมี”

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง ผอ.ฝ่ายรายการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) พร้อมด้วย พ.อ.จิรศักดิ์ เอี่ยมสมบุญ ผอ.ฝ่ายข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.ปอท. และ พ.ต.อ.ณรงค์ แม้นเหมือน พงส.ผทค.กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีเฟซบุ๊กเพจ “หยุดดัดจริตประเทศไทย” เผยแพร่รายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินที่ TG8885 และ TG8886 ที่ได้เช่าเหมาลำไปฮาวาย พบว่าลำดับที่ 20 มีชื่อของ MAJ CHONRATSAMEE NGATHAWEESUK ที่นั่ง 24F ต่อมา พ.ต.หญิงชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวสาว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โพสต์ข้อความชี้แจงผ่าน “Tippy leds” เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา จัดรายการสด “เช้านี้ประเทศไทย” ร่วมกับนายวิทย์ สิทธิเวคิน พิธีกรชายคู่ อยู่ที่สถานีเวลา 07.00-08.00 น. ไม่ได้ไปต่างประเทศอย่างที่เป็นข่าว

ยันอยู่จัดรายการวันที่ 29-30 ก.ย.

พ.อ.ธนาธิปกล่าวว่า ททบ.5 ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ มีการจัดรายการสดใน 1 วันประมาณ 5 รายการ หนึ่งในนั้นคือรายการเช้านี้ประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 07.00-08.00 น. โดยรายการสดสามารถดูย้อนหลังได้ผ่านทางเว็บไซต์ ททบ.5 และดูผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ ห้องสดของทางสถานีจะมีการทำรายการข่าวติดๆกัน ดังนั้นผู้กำกับรายการ ผู้ช่วยหรือพนักงานก็จะเห็นกันหมดว่าใครมาจัดรายการหรือไม่มา ซึ่งถือเป็นพยานชี้ชัดได้ วันนี้ที่มาชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการจัดรายการสดของเราไม่สามารถบันทึกเทปก่อนได้ ยืนยันว่าทาง ททบ.5 ทำรายการสดทุกๆวัน ไม่มีการดองข่าว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามพยานบุคคลได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า พ.ต.หญิงชลรัศมีจะเดินทางไปขึ้นเครื่องหลังจากที่จัดรายการเสร็จสิ้น พ.อ.ธนาธิปตอบว่า สำหรับการเดินทางตนไม่ทราบ แต่ทราบเพียงว่าในวันที่ 29 ก.ย. พ.ต.หญิงชลรัศมีได้จัดรายการโดยใส่เสื้อสีแดงที่ปรากฏตามรูป อีกทั้งวันที่ 30 ก.ย. พ.ต.หญิงชลรัศมียังคงมาทำรายการตามปกติ ดังนั้นหมายความว่า พ.ต.หญิงชลรัศมีไม่สามารถแยกร่างมาได้ ทั้งนี้ พ.ต.หญิงชลรัศมีจะเข้ามาแจ้งความด้วยตัวเองหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เป็นเรื่องส่วนบุคคล

ปอท.ลุยสอบคนกระพือข้อมูล

พ.อ.จิรศักดิ์เผยว่า การทำรายการข่าวเช้านี้ประเทศไทย จะต้องมีการมาประชุมกันก่อนทุก 5 โมงเย็นของทุกวัน ว่าจะเสนอข่าวประเด็นอะไรในวันต่อมา ฝ่ายตนก็จะเตรียมภาพ และพอเช้าวันต่อมาจึงจะนำเสนอข่าว โดยผู้จัดรายการจะต้องมาตั้งแต่ 05.00 น. เพื่อทบทวนหัวข้อหาข่าว ในวันที่ 29-30 ก.ย.เป็นรายการสดอย่างแน่นอน ตนจะต้องเจอกันทุกเช้าเพื่อซักถามในประเด็นที่นำเสนอ

ด้าน พ.ต.อ.สยามกล่าวว่า ในส่วนของอำนาจหน้าที่ของ บก.ปอท.ก็จะนำข้อมูลที่ ททบ.5 มอบให้นั้น ตรวจสอบทางสถานียืนยันแล้วว่าเป็นรายการสด ดังนั้นก็สันนิษฐานได้ว่าข้อมูลที่นำไปลงนั้นอาจเป็นข้อมูลเท็จจึงต้องทำการตรวจสอบทางเทคนิคอีกครั้ง

ร้อง สตง.สอบคณะ “บิ๊กป้อม”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือต่อนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ขอให้ตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณ การเช่าเครื่องบินการบินไทยแบบเหมาลำ เดินทางไปประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-สหรัฐฯ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และคณะ โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่ร่วมเดินทาง ถ้ามีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเดินทางไปด้วยถือว่าผิดระเบียบ อาจเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองด้วย และเมนูอาหารที่ระบุว่ามีไข่ปลาคาร์เวีย ด้วยนั้นจริงหรือไม่ เชื่อว่า สตง.สามารถเรียกเอกสารมาตรวจสอบได้ โดยอยากให้ตรวจสอบรองนายกฯ คณะกรรมการกำหนดราคากลางและดีดีการบินไทย ในฐานะมีส่วนร่วมใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้ เพราะสาธารณชนสงสัยและหาข้อยุติไม่ได้

ผู้ว่าการ สตง.ยันไม่มีผู้ประกาศข่าวไป

ขณะที่นายพิศิษฐ์กล่าวว่า สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ เรื่องนี้ สตง.รวบรวมข้อมูลบางส่วนไว้แล้ว วันที่ 3 ต.ค.ได้เดินทางไปที่การบินไทยเพื่อตรวจสอบเรื่องการรับงานบริการเที่ยวบินนี้ว่าเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ แต่ยังไม่ได้รวบรวมตัวเลขถึงที่สุดและการวางบิล สตง.ต้องดูหลักฐานการวางบิลของการบินไทยก่อน และโจทย์ครั้งนี้คือการตรวจสอบรายชื่อคณะที่เดินทางไป พบว่าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทหารและมีผู้สื่อข่าวช่อง 5 และช่างภาพ แต่ไม่มีผู้ประกาศข่าวช่อง 5 ร่วมเดินทาง ทั้งนี้เมื่อไม่มีเที่ยวบินปกติไปฮาวาย จึงมีความจำเป็นต้องเช่าเหมาลำ และการเดินทางของ รมว.กลาโหม และคณะหลายประเทศก็เดินทางในลักษณะนี้ ส่วนการตั้งเรื่องเบิกจ่ายของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะตรวจสอบต่อไป โดยได้ข้อมูลเบื้องต้นคือหนังสือเชิญอย่างไม่เป็นทางการจากฝ่ายมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอดคล้องกันกับช่วงเวลาที่มีการประชุม

ย้ำไม่พบทุจริต-สิ่งผิดปกติ

เมื่อถามว่า จะตรวจสอบเอกสารรายชื่อผู้ร่วมเดินทางที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพราะไม่ตรงกับรายชื่อที่ สตง.มีอยู่หรือไม่ นายพิศิษฐ์ตอบว่า เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ แต่ สตง. จะยึดเอกสารที่ได้จาก สลน. ซึ่งไม่มีรายชื่อของบุคคลภายนอกที่ถูกอ้างอิงถึงในขณะนี้ และจากการตรวจสอบของ สตง. ยังไม่พบความผิดปกติ ไม่มีเรื่องทุจริต เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมได้แถลงว่ามีบางคนที่อยู่ในรายชื่อ เปลี่ยนใจไม่ร่วมเดินทาง นายพิศิษฐ์ตอบว่า สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องของการใช้งบประมาณในการเดินทาง ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางไปจะเปลี่ยนใจอย่างไร หากต้องการให้ตรวจสอบจะดูให้ เพื่อหาคำตอบที่สบายใจสำหรับทุกฝ่าย คาดว่าจะใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล และจะชี้แจงต่อสาธารณะอีกครั้งในวันที่ 7 ต.ค.นี้ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าบุคคลภายนอกที่มีรายชื่อในเอกสารที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ได้ร่วมเดินทางไปด้วยหรือไม่นั้น สามารถสอบถามไปยังสถานีต้นสังกัดถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และหากจำเป็นที่จะต้องเชิญเจ้าตัวมาให้ข้อมูลก็จะดำเนินการ

ปชป.บี้ สนช.-สปท.ชงญัตติซักถาม

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีสื่อโซเชียลเปิดเผยรายชื่อคณะที่ร่วมเดินทางไปฮาวายกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ว่า เรื่องนี้สงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าเหตุใดจึงเปิดเผยรายชื่อของคนที่ร่วมคณะไปในเที่ยวบินนี้ไม่ได้ จะอ้างเหตุผลเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงอย่างไรก็ไม่ระบุ ทั้งที่ปกติขนาดสัญญาในการจัดซื้อจัดจ้างยังมีกฎหมาย ป.ป.ช.กำหนดให้ต้องเปิดเผยราคากลางในเว็บไซต์ แล้วชื่อผู้โดยสารจะเป็นความลับได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ใช่ความลับอะไร ดังนั้นขอเรียกร้องให้ สนช.และ สปท. ช่วยทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนชาวบ้านให้สมกับเงินเดือน โดยการตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติถามเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารเบื้องต้นในการใช้งบประมาณ ไม่ต้องรอให้ สตง. หรือ ป.ป.ช.สอบเพราะใช้เวลานาน ดีกว่าปล่อยให้อึมครึม เป็นกระแสข่าวลือข่าวปล่อยในสื่อโซเชียล ถูกนำไปดิสเครดิตรัฐบาลไม่จบสิ้น

“บิ๊กตู่” สอนเยาวชนรู้เท่าทันไอที

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.15 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนอาเซียนเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระยุคลบาท” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดโครงการตอนหนึ่งว่า อาเซียนเชื่อมโยงกันทั้งหมดแตกต่างเพียงภาษาวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิด การพัฒนาเยาวชนให้เติบโตทันความเปลี่ยนแปลงของ โลก โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร ทำให้เกิดกระบวนการการคิด ไม่ใช่พอมีปัญหาถามแต่ยูทูบ-กูเกิล ไม่ใช่ปล่อยให้ไปอยู่แต่ในเทคโนโลยีที่บางครั้งเป็นอันตราย ทั้งเรื่องการปกครอง บริหารราชการแผ่นดิน เพราะโซเชียลมีเดียบางครั้งไม่สามารถตรวจสอบความชัดเจนได้ในทันที ก็ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องสร้างกระบวน
การเรียนรู้ใหม่ไม่ทิ้งของเก่า

เผยโลกวิตกอันตรายจากโซเชียล

“การที่เราเสพสื่อและโซเชียลมีเดียอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้คืออันตรายของทั้งโลก ผมไปประชุมที่ไหนปัญหาที่ผู้นำทั่วโลกพูดถึงคืออันตรายที่เกิดจากไซเบอร์เพราะเราหาแหล่งที่มาตรวจสอบไม่ได้ กว่าจะตรวจสอบพบก็เสียหายไปแล้ว ทุกคนต้องสร้างจิตสำนึกของการเป็นนักโซเชียลที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องบังคับตัวเองว่าเราจะเขียนอะไร วิจารณ์ใครนั้นเรามีข้อมูลเพียงพอหรือยัง ไม่ใช่ใครส่งมาก็ส่งต่อ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เสียหายไปถึงเวทีโลก ปัญหาภายในประเทศก็แก้กันภายในประเทศให้ได้ ไม่ใช่เอาปัญหาภายในประเทศมาให้คนอื่นแก้ เราไม่ควรดูถูกตัวเองทุกประเทศมีขีดความสามารถของตัวเอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ปลื้มต่างชาติใช้หลัก ศก.พอเพียง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง จะได้ไม่ต้องบังคับไม่ต้องมีกฎหมาย เพราะโลกใบนี้เราใช้กฎหมายกันมามากพอแล้ว เกิดความขัดแย้งพอสมควร ต้องทำให้ทุกคนมีจิตสำนึกว่า
ทำอย่างไรให้ประเทศชาติเกิดความสงบ ปลอดภัย โดยไม่มองแค่ตัวเองต้องนึกถึงคนอื่นขยายออกไปเรื่อยๆจนเกิดความยั่งยืน เราต้องมีความพอประมาณ มีเงินมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย อย่างน้อย 28 ประเทศได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ตนคิดว่าสิ่งนี้ถือเป็นรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานมาให้คนไทยและชาวโลก ไปที่ไหนตนพยายามพูดเรื่องนี้เพราะอยากให้พวกเราคิดด้วยกัน อย่าเพิ่งเบื่อ เราเสียเวลาฟังเรื่องไม่เป็นเรื่องมานานแล้ว

แขวะนายกฯคนก่อนทำพัง

ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับข้าราชการและประชาชนระหว่าง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่วัดโบสถ์ล่าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาว่า การที่ประชาชนยังประสบปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ความผิดของประชาชน ผิดที่คนมาเป็นนายกฯก่อนหน้านี้ บริหารบ้านเมืองไม่สำเร็จ แต่ในขณะนี้ในสายตาต่างประเทศมองไทยดีขึ้น ปัญหาการทุจริตก็ถูกจัดลำดับดีขึ้นในรัฐบาลนี้ แต่จะแก้ให้หมดไปได้ทันทีคงไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นมานานแล้ว ต้องขอเวลาบ้าง วันนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เรียกว่าการปฏิรูปประเทศที่ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการบาดเจ็บสูญเสียล้มตาย อย่างที่บางคนพูดว่า การเปลี่ยนแปลงต้องมีบาดเจ็บล้มตาย ขณะไอ้คนที่พูดมันบาดเจ็บล้มตายหรือไม่ หลายอย่างมากระทบตน บางเรื่องจริงหรือไม่จริง บิดเบือนเพราะอะไร ก็ไปหาเหตุผล ตนไม่ฝืนความเป็นประชาธิปไตยแน่นอน ไม่ได้อยากจะอยู่ให้นานจนเกินแกง แก่แล้ว ไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ

อย่าให้คนหน้าตาดีหลอกอีก

นายกฯกล่าวว่า วันนี้มาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พูดเกเรไม่ได้ ใครมาพูดโกหกในวัดไม่ตายดีหรอก เชื่อเถอะ ใครที่เคยพูดโกหกในวัดคอยดู หลายอย่างมันมีกรรมอยู่แล้ว กรรมมันสนองกรรมหมด รัฐบาลนี้ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ วันนี้ทุกเรื่องมาถามนายกฯหมด ตั้งแต่ในบ้านยันต่างประเทศ ตอบโต้ในทีวี ในโซเชียล หน้าตนไม่น่าเชื่อถือมั้ย หน้าขี้โกงมั้ย อย่าไปมองหน้าอย่างเดียว เดี๋ยวถูกหลอกอีกจากพวกที่หน้าตาดีๆ ส่วนกำนัน ผู้ใหญ่ อบต. ท้องถิ่น ไม่มีใครเขาทำอะไรท่าน เว้นแต่ท่านทำตัวของท่านเอง อย่าทำอะไรตามใจชอบ ต้องรับฟังประชาชน

ปรับแก้ร่าง รธน.ใกล้เสร็จแล้ว

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ตามที่กำหนดจะส่งให้นายกรัฐมนตรีในวันที่ 11 ต.ค. จากนั้นจะเริ่มกระบวนการออกกฎหมายลูกที่ต้องให้เวลาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา โดยเฉพาะกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ต้องให้เวลา กกต.และพรรคการเมืองเตรียมตัว โดยเฉพาะ กกต.ที่ต้องเลือกกรรมการใหม่เพิ่มอีก 2 คน ส่วนการจัดสัมมนารับฟังความเห็นกฎหมายลูกที่เหลือ และการรับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดที่เกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ จะต้องทำโดยเร็ว ในระยะเวลา 1 เดือนเศษ จะเร่งทำกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.และพรรรคการเมืองให้เสร็จก่อน เพื่อให้พร้อมต่อการจัดเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่ สนช.จะนัดประชุมวันที่ 7 ต.ค. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ยังไม่ได้มอบหมายว่าจะให้ใครไปชี้แจง อาจจะเป็นนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แต่ตนคงไม่ไปชี้แจงด้วยตนเอง

เล็งปรับแนวสรรหา กกต.จังหวัด

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่ง กรธ.ตั้งเป้าจะทำให้แล้วเสร็จเป็นลำดับแรก ว่า กรธ.อยู่ระหว่างระดมความเห็นเพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ตอบโจทย์ คือ ต้องแก้ปัญหาความเคลือบแคลงในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและสุจริตและโปร่งใส การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาเรื่องจัดการเลือกตั้ง แต่มีความเคลือบแคลงต่อกระบวนการตรวจสอบ ดังนั้นอาจต้องปรับในส่วนของ กกต.จังหวัด เพื่อให้ได้คณะทำงานที่มีประสบการณ์และไม่เกรงกลัวต่อกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ สำหรับข้อเสนอของ กกต. ที่ให้ กกต. จังหวัดมาจากการสรรหาจากบุคคลและภาคประชาชนในพื้นที่อาจไม่ตอบโจทย์ดังกล่าว ดังนั้น กรธ.ได้หารือเบื้องต้นอาจปรับแนวทางการสรรหา กำหนดให้บุคคลโดยตำแหน่งเข้ามาทำหน้าที่ กกต.จังหวัด เพื่อลดความเกรงกลัวของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ยืนยันว่าไม่มีการเซ็ตซีโร่องค์กร หรือพรรคการเมืองแต่อย่างใด

อดีต 40 ส.ส.ขู่ฟ้องกลับ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 10.15 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นำโดยนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เป็นครั้งที่ 2 ขอให้ทบทวนมติการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม โดยนายสามารถกล่าวว่า มายื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติดังกล่าว เนื่องจาก ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ ยืนยันว่า อดีต 40 ส.ส.เสนอกฎหมายตามหน้าที่ และรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ก่อนเสนอร่างกฎหมายก็ผ่านขั้นตอนกลั่นกรองของสภาอย่างถูกต้อง การถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง หากในอนาคต ส.ส. ครม. หรือประชาชนจะเข้าชื่อเสนอกฎหมายต้องส่งให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบก่อนหรือไม่ ทั้งนี้หาก ป.ป.ช.ยืนยันตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนถูกต้อง อดีต ส.ส. 40 คน จะขอใช้สิทธิฟ้องร้องกรรมการ ป.ป.ช.เป็นรายบุคคลถึงการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนที่ ป.ป.ช.อ้างว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีเนื้อหาสร้างความปรองดอง ให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนที่มาชุมนุม ไม่มีเนื้อหาล้างผิดให้แกนนำทุกสี

“วีระ” รับไม่ได้เป่า 2 คดีดังช่วย คสช.

ขณะที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ให้เปิดเผยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติไม่รับเรื่องการกล่าวหาการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และกรณีไม่รับเรื่องการกล่าวหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ใช้อำนาจหน้าที่บรรจุนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชาย เข้ารับราชการเป็นทหารปฏิบัติภารกิจพลเรือน กองทัพภาค 3 โดยมิชอบ โดยนายวีระกล่าวว่า ทั้งสองกรณีมีลักษณะเหมือนกันคือ ป.ป.ช.ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน จึงต้องมาขอให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อเท็จจริง พยานหลักฐานจากการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า มีเหตุผลมาหักล้างข้อกล่าวหาของตน รู้สึกรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น คิดว่าเป็นการปัดคดีของมิตร คสช.ทั้งหมด โดยเฉพาะที่ พล.อ.ปรีชาบรรจุบุตรชายเป็นทหารนั้น เป็นการทำหนังสือให้ตนทราบแบบเงียบๆว่า ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลว่าไม่รับเรื่องไว้ไต่สวนเพราะเหตุใด

ไล่บี้ถอนคำสั่งเลื่อนขั้น 35 ขรก.

นายวีระกล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่เพิกถอนคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 141/2548 ลงวันที่ 31 ต.ค.2548 กรณีการเลื่อนข้าราชการ 35 ราย ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ระดับ 9 โดยมิชอบ ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเป็นคำสั่งมิชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาผ่านมา 1 ปี แล้ว แต่นายสรรเสริญยังไม่เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน ป.ป.ช. กระทรวงการคลัง และประชาชน ที่ต้องจ่ายเงินเดือน เงินบำนาญแก่ข้าราชการทั้ง 35 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. รวมอยู่ด้วย เพราะขณะนั้นได้รับการเลื่อนให้ดำรงตำแหน่งพนักงาน ป.ป.ช.ระดับ 9 จากคำสั่งดังกล่าว จนกระทั่งได้ขึ้นเป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้สิทธิสมัครเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)และ ป.ป.ช. จนได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากนายสรรเสริญเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อใด จะมีผลให้นายวิทยาต้องกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ช.ระดับ 8 ทำให้นายวิทยาอาจขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพ้นจากตำแหน่ง

สั่งสอบอัยการวิจารณ์ “ประยุทธ์”

เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้แจงกรณี นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัววิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เเสดงความไม่พอใจ ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนาย ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องให้สอบสวน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายและคณะญาติ ได้ประโยชน์ราชการหลายเรื่อง รวมถึงการพาดพิง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า บทความดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวของนายปรเมศวร์ ไม่เกี่ยวข้องกับ อสส. ล่าสุดได้มีหนังสือเวียนกำชับให้บุคลากร อสส.ทั่วประเทศถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร พ.ศ. 2554 โดยเคร่งครัดแล้ว สำหรับกรณีของนายปรเมศวร์ อสส.ได้มีคำสั่งให้นายประณต ผ่องแผ้ว ผู้ตรวจการ อสส. ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นรายงานอัยการสูงสุดทราบและพิจารณาต่อไป

ออกคำสั่งเด้งแล้ว “ปรเมศวร์”

ต่อมา ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่ง อสส. ที่ 1905/2559 เรื่องให้พนักงานอัยการช่วยราชการและปฏิบัติราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 15 19 และ 27 พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 จึงมีคำสั่ง ดังนี้ 1.นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาด คดีอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา 2.นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา รักษาการในตําแหน่งรองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาด คดีอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.59 สั่ง ณ วันที่ 5 ต.ค.59

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ผู้บริหารของสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายระหว่างตรวจสอบ จึงเห็นควรย้ายนายปรเมศวร์จากตำแหน่งเดิมก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ

นปช.โดนคุกรอลงอาญา 2 ปี

ที่ศาลอาญา ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แนวร่วม นปช. และนายธีรวัฒน์ บุญพา ลูกน้องคนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม จัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ระหว่างวันที่ 9 ม.ค. ถึง 13 เม.ย. 52 โดยศาลเห็นว่าโจทก์มีพยานยืนยันว่า มีการรบกวนสัญญาณจากอาคารเอ็มพี ทาวน์เวอร์ จึงประสานกองร้อยควบคุมฝูงชนเข้าตรวจค้นกระทั่งสามารถยึดเครื่องส่งวิทยุได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้มี หรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคม จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิด 2 กรรมนั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมี และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ลงโทษจำคุกนายธีรวัฒน์จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 6 หมื่นบาท คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 1 ปี 4 เดือน ปรับ 4 หมื่นบาท แต่การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นเหตุร้ายแรง จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้