วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปลดภาระเกษตรกรทั่วประเทศ

ปลดภาระเกษตรกรทั่วประเทศ

  • Share:

ใช้ ม. 44 แยกหนี้ดี-เสีย-ตั้งกองทุนแฮร์คัท ธ.ก.ส.

ทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยใหม่ด้วยการขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ประกาศ Hair Cut ตัดหนี้สะสมของเกษตรกรไทยทั้งประเทศแล้วให้แยกเป็น Bad Bank–Good Bank จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหนี้ภาคเกษตรกรรมของประเทศ เช่นเดียวกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมา

ขณะที่ Bad Bank ให้ดำเนินการเฉกเช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ต่างๆที่ถูกแยกเป็นหนี้เสียออกไปต่างหากเพื่อขายหนี้นั้นให้กับผู้ที่ต้องการ หรือที่ยังมีความสามารถทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยเหตุที่การปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย มีความจำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านไปพร้อมๆกัน ที่ผ่านมา แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มแล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ แต่ยังไม่ได้ทำ หรือทำไม่ครบวงจรในอันดับแรกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือจะต้องมีการพิจารณาเรื่องการปรับลดหนี้ หรือตัดหนี้สินสะสมที่เกษตรกรทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 60% ของประชากรไทย 65.7 ล้านคนลงให้ได้ เพื่อลดภาระที่เกษตรกรต่างต้องแบกรับอยู่

“ในช่วงเกิดวิกฤติค่าเงินบาท หรือต้มยำกุ้ง รัฐบาลยังยอมที่ปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยได้ หลังจากปิด 56 ไฟแนนซ์ไปแล้ว มีการแยก Bad Bank-Good Bank ตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องของหนี้ด้อยคุณภาพ หนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยการ Hair-Cut และจัดการขายหนี้นั้นออกไปก่อนจะเอาเงินส่งคืนให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ ธปท.ดำเนินการอยู่” ทีมงานระดับสูงของรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจกล่าว

มาตรการเช่นว่านี้ เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไทยมีอันต้องล้มครืนลง โดยหลังจากมีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ออกไปแล้ว ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบรรดาลูกหนี้ทั่วไป โดยเฉพาะลูกหนี้ภาคธุรกิจเอกชน ก็ยังสามารถทำธุรกรรมการเงิน ให้บริการการเบิกจ่ายเงิน รวมถึงดำเนินการทางธุรกิจ และการผลิตต่อไปตามปกติได้

ส่วนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ฝากเงินครั้งนั้น มีรายงานจาก ธปท.ระบุว่าคิดเป็นจำนวน 554,149 ล้านบาท ขณะที่มีการเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไป 169,139 ล้านบาท, ฟื้นฟูกิจการด้วยการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) 650,750 ล้านบาท และมีค่าดอกเบี้ยจ่าย-ค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิหลังหักเงินนำส่ง และเงินได้อื่นๆอีก 27,412 ล้านบาท รวมความเสียหายสุทธิทั้งสิ้น 1,401,450 ล้านบาท ส่วนเงินที่มีการนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯเพื่อใช้หนี้หลังขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 359,584 ล้านบาท เหลือเป็นยอดหนี้รวม 950,121.03 ล้านบาท

ในกรณีเดียวกัน หากมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหนี้สินของเกษตรกรก็จะต้องมีการแยกหนี้ดี-หนี้เสียออกจากกัน แล้วตัดหนี้สูญที่สะสมมานานในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกไป ทั้งนี้ จากการสำรวจสภาวะความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ พบว่า 1 ครอบครัวมีรายได้ต่อหัวต่อปีเพียง 90,000 - 100,000 บาท หากนำมาหารครัวละ 3 คน แต่ละคนจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำเพียง 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ขณะที่ราคาพืชผลการเกษตรปัจจุบันตกต่ำอย่างรุนแรง แม้ ครม.เพิ่งจะมีมติจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรที่ยากจน ซึ่งไปขึ้นทะเบียนคนยากจนไว้ 2.85 ล้านคน คิดเป็นหนี้สินรวม 334,525 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จำนวน 3,000 บาท ส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้ 1,500 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

“ถ้ายังไม่ยื่นมือเข้าไปแก้หนี้ให้เกษตรกรซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ย ธ.ก.ส. หรือเจ้าหนี้นอกระบบอยู่ แม้จะให้เงินช่วยไป ภาระต่างๆก็ไม่ได้ถูกปลดเปลื้อง ขณะที่ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ต้นทุนการผลิต และคุณภาพการผลิตต่อไร่ยังต่ำ ก็ไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้อย่างถาวร และทำให้รัฐไม่สามารถทำดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการปฏิรูปภาคเกษตรได้”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้