วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สลดตีนผีชนนร.ไทย นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราในสิงคโปร์นานครึ่งเดือน

สลดตีนผีชนนร.ไทย นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราในสิงคโปร์นานครึ่งเดือน

  • Share:

หัวอกพ่อแม่ระทม ส่งลูกสาวคนเดียว วัย 16 ปี ไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ แต่กลับตกเป็นเหยื่อตีนผีซิ่งฝ่าไฟแดงชนกระเด็น อาการสาหัส เป็นเจ้าหญิงนิทรา ใน รพ.นานกว่าครึ่งเดือน พ่อเหยื่อระบุรีบเดินทางตามไปเฝ้าถึงข้างเตียงทันทีที่รู้ข่าว ผ่ากะโหลกแล้ว 2 ครั้ง หมดค่ารักษาไปล้านกว่าบาท ได้แต่หวังปาฏิหาริย์ ที่สุดช้ำคดีกลับไม่คืบหน้า อ้างต้องรอคนเจ็บฟื้นมาให้ปากคำ ด้านกรมการกงสุลไทยยืนยันสถานทูตไทยในสิงคโปร์รู้เรื่องแล้ว และเข้าเยี่ยมที่ รพ.ตลอด พร้อมเร่งประสานเรื่องประกัน ส่วนเรื่องคดียังต้องรอตำรวจท้องที่สอบสวนก่อน

เรื่องราวของสาวน้อยวัย 16 ปี นักเรียนไทย ที่พ่อแม่ส่งไปเรียนที่สิงคโปร์ เป็นความหวังของบ้าน แต่กลับถูกตีนผีซิ่งรถมาชนจนอาการโคม่า นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามาตั้งแต่ราวกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 ต.ค.หลังได้รับการประสานจาก นางยีน เฟื่องฟู คนไทยในสิงคโปร์ ว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.เดินทางไปทำธุระที่โรงพยาบาล KK Women’s and Children’s และได้พบ น.ส.อรุณลักษณ์หรือน้องลักษณ์ เจตนาธรรมจิต อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นเอส 2 (เทียบเท่า ม.2 ของไทย) โรงเรียนซานยู แอดแวนติสต์ ถูกรถชนอาการโคม่านอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเป็นเวลา 10 กว่า วันแล้ว ไม่มีเพื่อน และครอบครัวสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จากการพูดคุยกับพ่อแม่ของน้องลักษณ์ ทราบว่า น้องประสบอุบัติเหตุถูกรถชนระหว่างข้ามถนนเพื่อเดินทางไปทำกิจกรรมกับโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่คดีไม่มีอะไรคืบหน้า และไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก เนื่องจากสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ เบื้องต้นจึงขอให้สามีซึ่งทำงานหนังสือ พิมพ์ที่สิงคโปร์ช่วยเหลือหาข้อมูลอุบัติเหตุดังกล่าวและติดตามคดีให้ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ตำรวจ ท้องที่สิงคโปร์อ้างว่า ต้องรอให้น้องลักษณ์ฟื้นมาสอบปากคำก่อน ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นชายสัญชาติสิงคโปร์ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ จึงติดต่อขอความช่วยเหลือ นสพ.ไทยรัฐ ช่วยเป็นสื่อกลางประสานทางการไทย ติดตามเร่งรัดคดี ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมกับน้องลักษณ์และครอบครัว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์นายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต อายุ 49 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บิดาน้องลักษณ์ ขณะนี้เฝ้าดูแลลูกสาวอยู่ที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ นายสรายุทธิ์กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุตนไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก เพราะตอนนั้นอยู่ที่เมืองไทย และทราบข่าวลูกสาวถูกรถชนในเช้าวันที่ 18 ก.ย.หลังเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง แม่ของเพื่อนลูกสาวโทร.มาแจ้งว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้น ช่วงก่อน 7 โมงเช้า แถวหอพักของลูกสาวบนถนน บาเลสเทียร์ ก่อนที่ลูกจะเดินทางไปถึงโรงเรียนเพื่อร่วมกิจกรรมเยี่ยมผู้สูงอายุของบ้านพักคนชรา ที่โรงเรียนจัดขึ้น และรถได้ชนลูกขณะที่กำลังข้ามถนนเพื่อไปยังป้ายรถเมล์ ตนกับภรรยารีบเดินทางไปสิงคโปร์ ไปถึงโรงพยาบาลพบลูกสาวนอนไม่มีสติอยู่ในห้องไอซียู ทราบจากหมอคร่าวๆว่า น้องลักษณ์มีอาการปวดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ และกระดูกแขนซ้าย แตก แม้ตอนนี้ได้รับการผ่าตัดกะโหลกไป 2 ครั้ง แต่อาการยังน่าเป็นห่วง ยังนอนไม่ได้สติ มันเป็นความปวดร้าวมาก พวกเรามีกันอยู่เพียง 3 คน พ่อแม่ลูก ส่งลูกสาวไปเรียนที่สิงคโปร์ตามลำพัง เพราะเห็นว่าสิงคโปร์มีระบบการศึกษาดี และเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงเมืองหนึ่ง

นายสรายุทธิ์กล่าวอีกว่า คืนก่อนเกิดเหตุน้องลักษณ์เพิ่งโทร.มาปรึกษาว่าจะหาซื้อของขวัญอะไรดีเพื่อไปร่วมทำกิจกรรมเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา ไม่คิดว่าตอนเช้าน้องลักษณ์จะมาประสบอุบัติเหตุกลายเป็นแบบนี้ ตอนนี้ได้แต่หวังว่าน้องลักษณ์จะลืมตาลุกขึ้นมาคุยกับตนและภรรยาเหมือนเดิมอีกครั้งโดยเร็ว น้องลักษณ์เป็นลูกสาวคนเดียวของเรา เราจะเสียเธอไปไม่ได้ แม้ค่ารักษาพยาบาลตอนนี้จะสูงถึง 60,000 ดอลลาร์ (สิงคโปร์) ส่วนเรื่องคดีความตนไม่รู้เรื่องเลย ทราบแต่ว่าทางสถานทูตไทยกำลังให้ความช่วยเหลือติดตามคดีให้อยู่

ด้าน ด.ญ.กชมน เตชธนกิจเลิศ เพื่อนสนิท หอพักอยู่ห้องเดียวกับน้องลักษณ์กล่าวว่า น้องลักษณ์แต่งชุดนักเรียนออกจากห้องพักเดินทางไปโรงเรียนก่อน หลังจากนั้นตนก็ออกจากห้องพักตามไป ระหว่างทางก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำภาพถ่ายของน้องลักษณ์มาถามว่า รู้จักคนในรูปมั้ย พอตอบว่ารู้จักและขอให้เขาพาไปที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงทราบว่ามีคนนำเพื่อนของตนไปส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ภาพที่เห็นในที่ เกิดเหตุคือ แว่นตาและร่มของน้องลักษณ์อยู่ด้วยกัน แต่รองเท้ากระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ข้างหนึ่งอยู่กลางถนนและอีกข้างหนึ่งอยู่ริมถนน

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามการช่วยเหลือ นร.ไทยรายนี้ และได้รับการเปิดเผยจากนายวุฒิโรตฆ์ รัตนะสังฑ์ นักการทูตชำนาญการ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างแดน กรมการกงสุล ว่าทางกองคุ้มครองฯได้รับเรื่องจากสถานทูตไทยในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ 19 ก.ย. นายสรายุทธิ์และนางจิราณี เจตนาธรรมจิต พ่อและแม่ของ น.ส.อรุณลักษณ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมลูกสาว ซึ่งอุบัติเหตุเกิดวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา และ ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ย. สถานทูตได้ส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลที่ น.ส.อรุณลักษณ์รักษาตัวอยู่ 2 ครั้ง และในวันที่ 3 ต.ค.ได้เข้าไปเยี่ยมอีก ซึ่งนายสรายุทธิ์ เล่าให้ฟังว่า น.ส.อรุณลักษณ์เดินออกจากหอพักไปทำกิจกรรมของโรงเรียน ขณะที่กำลังข้ามถนน มีรถมาพุ่งชนจนกระเด็น ทำให้ศีรษะของ น.ส.อรุณลักษณ์กระแทกพื้นอย่างรุนแรง จนหมดสติ แพทย์ตรวจพบเลือดคั่งในสมอง และได้ผ่าตัดกะโหลกเอาเลือดที่คั่งอยู่ออกมา จนถึงขณะนี้อาการยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอยู่

นักการทูตชำนาญการ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างแดน กล่าวว่า พ่อของ น.ส.อรุณลักษณ์แจ้งว่า ทางโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่ได้ทำประกันชีวิตให้กับนักเรียนทุกคน คาดว่าลูกสาวต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานพอสมควร เงินประกันอาจจะไม่เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาล ขณะนี้ ทางสถานทูตไทยในสิงคโปร์ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับทางโรงพยาบาลขอผ่อนจ่ายค่ารักษาให้แล้วในเบื้องต้น สถานทูตสอบถามไปยัง น.ส.ซินดี้ อาจารย์ที่ดูแล น.ส.อรุณลักษณ์ เกี่ยวกับเรื่องประกันแล้ว กำลังรอรายละเอียดอยู่ ไม่ทราบว่าเงินส่วนนี้จะเพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ส่วนคนที่ขับรถชน น.ส.อรุณลักษณ์ นั้น น.ส.ซินดี้แจ้งว่า ตำรวจสิงคโปร์กำลังสอบปากคำอยู่ ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีได้ ตอนนี้สถานทูตทำได้เพียงเข้าไปเยี่ยม น.ส.อรุณลักษณ์ และเจรจาเรื่องค่ารักษาพยาบาลว่าจะสามารถลดหย่อนได้หรือไม่ ส่วนเรื่องคดีนั้นสถานทูตสามารถติดตามเรื่องได้หากมีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเราสามารถส่งคนเข้าไปติดตามคดีให้ได้ โดยจะประสานทนายความให้ โดยครอบครัวผู้เสียหายจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง อย่างไรก็ตาม สถานทูตจะติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ถึงคดีนี้ว่า สถานเอกอัครราชทูต รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ว่า มีคนไทยถูกรถชน เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ได้ให้กงสุลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประจำสถานเอกอัครราชทูตไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลแต่ยังไม่ฟื้น และได้ติดตามสอบถามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ ทราบว่า น.ส.อรุณลักษณ์เดินข้ามถนนและถูกรถเก๋งชน หลังเกิดเหตุคนที่ขับรถชนได้หยุดรถลงมาเรียกรถแท็กซี่ให้ช่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์ที่เกิดเหตุ รวมทั้งสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีไม่ได้ อย่างไรก็ดี ทางสถานเอกอัครราชทูตได้ให้กงสุลไปเยี่ยมถึง 3 ครั้งแล้ว เพื่อรวบรวมรายละเอียดต่างๆ โดยวันที่ 4 ต.ค. จะยื่นหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์และเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งรัดคดีให้กระจ่างชัดโดยเร็ว เนื่องจากคนเจ็บยังไม่ได้สติและนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง เท่าที่ทราบขณะค่ารักษาประมาณ 6 หมื่นเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 1.5 ล้านบาทเศษ

“ทางสถานเอกอัครราชทูตไม่ได้นิ่งเฉยได้ติดตามเรื่องคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด แต่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีไม่ได้ ขอพูดคุยกับคนขับรถก็ไม่ได้ ตำรวจไม่อนุญาต วันที่ 4 ต.ค.ให้นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูต ไปเยี่ยมคนเจ็บอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดคุยกับพ่อแม่ของคนเจ็บด้วย” นายธงชัยกล่าว

วันเดียวกัน สมาคมไทย (สิงคโปร์) ได้จัดรณรงค์ทางเพจของสมาคมไทย (สิงคโปร์) (Thai Association Singapore) ขอความช่วยเหลือในกลุ่มคนไทยในสิงคโปร์และชาวสิงคโปร์เพื่อระดมเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลน้องลักษณ์ ผ่านสายฮอตไลน์ภายในประเทศสิงคโปร์ เบอร์ 9448 8411

อย่างไรก็ดี คดี นร.ไทยถูกรถชนจนโคม่าคดีนี้ สื่อดังในสิงคโปร์อย่างเดอะ สเตรทส์ ไทม์ส เพิ่งมีการ รายงานข่าวไปเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุ มาร่วมครึ่งเดือน โดยอ้างคำพูดของนายสรายุทธิ์ เจตนาธรรมจิต บิดาของเหยื่อตีนผี ที่ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.เดอะ นิวส์ เปเปอร์ ของสิงคโปร์ ที่โรงพยาบาล KK Women’s and Children’s เล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุก่อนที่ น.ส.อรุณลักษณ์ ลูกสาวเรียนอยู่ที่โรงเรียนซานหยู่ ในสิงคโปร์ ถูกรถชนระหว่างข้ามถนนบาเลสเทียร์ เพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทางตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. ซึ่งขณะนี้อาการยังอยู่ในขั้นโคม่า ได้รับการผ่าตัดสมองแล้วสองครั้ง โอกาสที่จะรอดมีเพียงครึ่งต่อครึ่ง โดยคุณหมอที่ดูอาการเผยว่า หากผู้บาดเจ็บเริ่มรู้สึกตัวหรือส่งสัญญาณการเคลื่อนไหวช่วง 7 วันแรกก็อาจมีความหวัง ซึ่งลูกสาวเริ่มขยับตาครั้งหนึ่งกับขยับนิ้วเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ตนต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว 60,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.5 ล้านบาท

ขณะที่สื่อดังกล่าวรายงานว่า ได้รับการเปิดเผยจากโฆษกกรมตำรวจสิงคโปร์ว่า วันเกิดเหตุได้รับแจ้งเรื่องอุบัติเหตุเมื่อเวลา 06.30 น. พร้อมยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อตามหาผู้ก่อเหตุ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้