วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศุลกากรไล่ล่าชิปปิ้งโกงภาษี!

ศุลกากรไล่ล่าชิปปิ้งโกงภาษี!

  • Share:

ลั่นพบทุจริตจริงถอนใบอนุญาตห้ามรับงานอีก

กรมศุลกากร ไล่ล่าชิปปิ้งโกงภาษี สั่งขึ้นบัญชีดำ 30 วัน หากตรวจสอบพบกระทำผิดจริง ประกาศยกเลิกเป็นชิปปิ้งทันที ทั้งบุคคล และนิติบุคคล พร้อมเร่งขันน็อตคุมสินค้านำเข้า 8 รายการ และคุม 5 ด่านสำคัญ ป้องกันเจ้าหน้าที่โกง

นายกุลิศ สมบัติศิริ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กรมศุลกากรจะขึ้นทะเบียนตัวแทนออกของ หรือชิปปิ้ง ที่มีอยู่ประมาณ 10,000 รายทั่วประเทศให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อนำรายชื่อของชิปปิ้ง ซึ่งมีทั้งประเภทบุคคล และนิติบุคคลมาประเมินความเสี่ยงว่า ชิปปิ้งรายใดมีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดกฎหมายศุลกากร เช่น การสำแดงราคา หรือแจ้งจำนวนสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง แก้ไข หรือปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น

โดยหากพบว่ามีการทุจริต หรือกระทำผิดกฎหมายศุลกากรจะสั่งห้ามทำธุรกิจใดๆกับกรมศุลกากร หรือขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อรอผลการตรวจสอบจากสำนักงานบริหารกลางของกรมศุลกากร หากตรวจสอบแล้ว พบว่ากระทำความผิดจริง กรมศุลกากรจะประกาศยกเลิกการเป็นชิปปิ้ง หรือถอนใบอนุญาตการเป็นชิปปิ้งทันที และหากผู้กระทำผิดมีรายชื่อเป็นกรรมการของบริษัทนิติบุคคล จะขึ้นแบล็กลิสต์ ห้ามผู้มีรายชื่อในบริษัทนั้นๆทำพิธีการใดๆกับกรมศุลกากรอีกต่อไปเช่นกัน ที่ผ่านมา กรมศุลกากรยังไม่เคยลงโทษชิปปิ้งในลักษณะนี้เลย

“ที่ผ่านมา กรมศุลกากรประสบปัญหาเรื่องการรับเงินใต้โต๊ะจากภาคเอกชน โดยมีชิปปิ้งตัวกลางในการเจรจาต่อรองราคา เพื่อให้เกิดความสมยอมระหว่างเจ้าหน้าที่กับบริษัทเอกชน ดังนั้น หากเราสามารถควบคุมชิปปิ้งให้อยู่ในกฎ กติกาที่ถูกต้อง และมีความโปร่งใส เชื่อว่าปัญหาการทุจริตจะลดลง หรือหมดไปจากกรมศุลกากรอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการชิปปิ้งทั่วประเทศ มีประมาณ 10,000 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชิปปิ้งอิสระ หรือบุคคลธรรมดา โดยมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่เกิน 200 ราย เป็นบริษัทชิปปิ้งขนาดใหญ่ และขนาดกลาง โดยเป็นบริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ 15-16 ราย และบริษัทขนาดกลางอีก 150 ราย ซึ่งบริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ กรมศุลกากรไม่ห่วงพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดคือ ชิปปิ้งประเภทบุคคล และบริษัทชิปปิ้งขนาดกลาง เพราะยอมรับว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในเรื่องการทุจริตมากที่สุด

นายกุลิศกล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 60 ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59-30 ก.ย.60 กรมศุลกากรตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ให้ตรงตามประมาณการ ที่ได้รับมอบจากกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 60 ตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 120,500 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 59 ได้รับมอบหมายจัดเก็บรายได้ในครั้งแรก 120,000 ล้านบาท ต่อมากระทรวงการคลังได้ปรับลดลงเหลือ 114,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ผลการจัดเก็บรายได้จริงอยู่ที่ 111,000 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการที่ปรับปรุงใหม่เพียง 3,000 ล้านบาท ดังนั้น ในปีงบประมาณใหม่นี้ กรมจะยึดเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 120,500 ล้านบาท โดยไม่ปรับลดประมาณการรายได้ลง

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 60 กรมศุลกากรจะให้ความสำคัญและเข้มงวดกับสินค้านำเข้า 8 รายการ ประกอบด้วย 1.ยานยนต์ 2.เหล็ก 3.ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก 4.เครื่องใช้ไฟฟ้า 5.เวชภัณฑ์ 6.พลาสติก 7.เครื่องจักร และ 8.สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุด และมีโอกาสเสียภาษีไม่ครบถ้วน ส่อให้เกิดการทุจริตได้ง่าย และยังจะให้ความสำคัญกับด่าน 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ด่านแหลมฉบัง 2.ด่านท่าเรือกรุงเทพฯ 3.ด่านลาดกระบัง 4.สำนักงานศุลกากรกรุงเทพฯ และ 5.ด่านตรวจสินค้าสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งครอบคลุมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศถึง 92% ซึ่งหากเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในปีนี้จะได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการขานรับนโยบายการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล กรมศุลกากรจะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล เช่น หุ่นยนต์ สินค้าไบโอชีวภาพ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น มาจัดกลุ่มให้ถูกต้อง และสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล โดยจะนำพิกัดอัตราภาษีศุลกากรขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวยูทีโอ) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) มาเป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อพิจารณาอัตราภาษี จากปัจจุบันสินค้าเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเบ็ดเตล็ด และเสียภาษีแบบเหมารวม เพราะที่ผ่านมา ไทยยังนำเข้าจากต่างประเทศไม่มากนัก ซึ่งการจัดกลุ่มใหม่จะทำให้อัตราภาษีที่กรมศุลกากรจะจัดเก็บ จะต่ำกว่าดับบลิวยูทีโอและอาฟต้า เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย

“กรมศุลฯ ต้องทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งอัตราภาษีที่เราจะเรียกเก็บจากสินค้านำเข้ากลุ่มนี้ ต้องช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทั้งการนำเข้าแบบสำเร็จรูปและชิ้นส่วน นอกจากนี้ ยังจะตั้งฟรีโซน หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อลดภาระต้นทุน และสนับสนุนงานด้านการวิจัยด้วย”

นายกุลิศกล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 60 กรมศุลกากรยังจะเร่งผลักดันงบลงทุนให้ได้ 89% ของงบลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะงบลงทุนในการปรับปรุงด่าน และสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ ลงทุนติดตั้งเครื่องเอกซเรย์และกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต รวมถึงการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้ง 36 แห่งด้วยระบบเอ็นเอสดับบลิว (National Single Window : NSW) โดยรวมงานมาไว้ที่เดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออกและนำเข้า.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้