วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ได้ของฟรีมีตังค์ใช้! แหวกกระเป๋าเน็ตไอดอล เป้ารีดภาษี-สะพัดปีละ700ล.

ได้ของฟรีมีตังค์ใช้! แหวกกระเป๋าเน็ตไอดอล เป้ารีดภาษี-สะพัดปีละ700ล.

  • Share:

“ได้สั่งเจ้าหน้าที่ตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบริษัท ผู้ให้บริการผ่านออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งไทยและต่างชาติ เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แอพพลิเคชั่น เพราะถือเป็นนิติบุคคลที่เปิดให้บริการในประเทศไทยและมีผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อมีรายได้ก็ต้องนำสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง”

นี่คือเสียงของ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาแย้มแนวทางการเก็บภาษีเข้าหลวงแบบใหม่ โดยพุ่งเป้าตรงมาที่ธุรกิจออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับวันจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล โดยเล็งที่จะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เพื่อเปิดทางให้บริษัทผู้ให้บริการผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้อง

อุต๊ะ!...แค่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป เหล่าบรรดาคนหล่อสวย กิ๊บเก๋ นักรีวิวสารพัดสิ่ง บนโลกโซเชียลมีเดีย ถึงกับสะดุ้งเฮือก ใครมาถามว่ามีรายได้เท่าไรก็ถึงกับเหนียมอายไม่กล้าเอื้อนเอ่ย เพราะกลัวสรรพากรจะถามหา...ว่าแต่คุณรู้หรือไม่ ในธุรกิจบนโซเชียลมีเดียในแต่ละปีมีเงินสะพัดแค่ไหน เน็ตไอดอล แต่ละคนได้เงินเดือนละเท่าไร หากรีวิวสินค้าไปแล้วขายดีขึ้นจริงหรือไม่ วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะมาเปิดเผยให้ทุกคนได้ทราบกัน

ปุ่มไลค์มีมูลค่า
เปิดรายได้เน็ตไอดอล ดีงามพระรามแปด พุ่งสูงเดือนละเกือบ 2 ล้าน

จากการสืบเสาะของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ และได้รับการเปิดเผยจาก เน็ตไอดอลสาว 3 คน ซึ่งทีมข่าวฯ ขอใช้ชื่อสมมติ เป็น น้องแอปเปิ้ล น้องส้ม และน้องมะนาว ตามคำขอของแหล่งข่าวที่ขอปิดชื่อและนามสกุลจริง

น้องแอปเปิ้ล เน็ตไอดอลสาว ที่มีแฟนเพจนับล้านคน ยอมรับว่า การรับรีวิวสินค้ามีด้วยกัน 3 ลักษณะ คือ ภาพถ่าย วิดีโอ และ facebook live โดยมีการเผยแพร่ใน 2 ช่องทาง คือ facebook และ Instagram สำหรับงานที่รับส่วนใหญ่จะเป็นงาน ถ่ายภาพคู่สินค้า 1 รูป ต่อ 1 ช่องทาง ราคาอยู่ที่ 40,000 บาท ถ้าเป็นลักษณะคลิปวิดีโอ 1 คลิป ต่อ 1 ช่องทาง ราคา 45,000 บาท ส่วนใหญ่แล้ว จะรับงานที่เป็นสัญญาระยะยาวคือ 4-6 เดือน โดยจะประกอบด้วย คลิปการใช้สินค้า 4 คลิปและรูปคู่สินค้า 12 ภาพ ราคา 300,000 บาท ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ เฉลี่ยแล้วต่อเดือนก็จะมีสินค้ามาให้รีวิว 4-6 ชิ้น พูดง่ายๆ คือ ได้เงินเฉลี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาท/เดือน รายได้ดังกล่าวเฉพาะสินค้าอาหารเสริม ครีมบำรุงผิวต่างๆ ยังไม่นับรวม เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า ที่คิดราคาภาพละ 3,000-8,000 บาท เมื่อยอดติดตามเยอะก็จะรีวิวสินค้าให้น้อยลงเพื่อสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง เพราะสามารถเรียกราคาในเรตที่สูงขึ้นได้อีก

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้สึกพึงพอใจมาก เพราะหลังจากการรีวิวไปแล้ว ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเทียบกับราคาค่าจ้าง กับ ผลตอบรับที่ได้ มีความคุ้มค่าและไม่แพงเกินไป เหมือนเป็นการบอกปากต่อปากว่าเรารีวิวแล้วยอดขายเพิ่มขึ้น จึงทำให้ในแต่ละเดือนมีหลากหลายแบรนด์เข้ามาให้รีวิวสินค้าต่อเนื่อง แต่ตรงนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่า ไม่ได้ใช้จริงทุกชิ้น แค่ถ่ายรูปถ่ายคลิปเพื่อรีวิว” น้องแอปเปิ้ล กล่าว 

อินโฟกราฟฟิคเปรียบเทียบราคาค่าจ้าง

ส่วนน้องส้ม เน็ตไอดอลสาวอีกราย วัยกระเตาะ ที่มีแฟนเพจนับล้านคนเช่นกัน เผยกับทีมข่าวฯ สั้นๆ ว่า การรับงานมี 3 แบบ คล้ายกับเน็ตไอดอลคนอื่น คือ คลิป รูป และก็ facebook live แต่เธอไม่ยอมเปิดเผยว่ามีรายได้เดือนละเท่าไร บอกแต่เพียงว่า ถ้าถ่ายรูปคู่กับสินค้า จะคิดในราคา 20,000 บาท คลิปวิดีโอ ราคา 30,000 บาท ส่วนสินค้าประเภทเสื้อผ้า จะไม่คิดเงิน เพราะว่าแลกกับของที่ได้มา ซึ่งเสื้อผ้าที่รีวิวส่วนใหญ่แบรนด์ดัง ที่คนทั่วไปนิยมซื้อใส่กันอยู่แล้ว

ส่วนน้องมะนาว เน็ตไอดอลสาวที่มีผู้ติดตามนับแสนคน บอกว่า ถ้ารีวิวผลิตภัณฑ์ครีมต่างๆ ราคารูปละ 25,000 บาท ถ้าเป็นคลิป ราคา 35,000 บาท หากเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น ขนม เสื้อผ้า คิดรูปละ 10,000 บาท คลิปราคา 20,000 บาท ในแต่ละเดือนจะมีคนติดต่อมาประมาณ 10 ราย แต่รับงานจริงได้แค่ 3-4 รายเท่านั้น เพราะติดสัญญากับทางค่าย

หากหน้าตาดี มีคนตามเยอะ ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
เจาะเบื้องลึกเบื้องหลัง การรับเงิน ค่าจ้าง ของไอดอลคนดัง ไม่จ่ายภาษีจริงหรือ...?

ส่วนเบื้องหลังการรับงานแต่ละชิ้นนั้น ทั้ง 3 คน พูดในทำนองเดียวกันว่า การรับงานแต่ละครั้ง จะพิจารณาถึงความปลอดภัยของสินค้าเป็นอันดับแรกว่าสินค้าได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อตกลงรายละเอียดของราคาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือเซ็นสัญญาในการว่าจ้างพร้อมระบุข้อตกลง รูปแบบการเผยแพร่ วัน-เวลาในการชำระค่าจ้าง พร้อมทั้งส่งสินค้าและโอนเงินเข้ามาในบัญชี

โดยปกติแล้วแบรนด์ขนาดใหญ่เมื่อทำสัญญา จะมีการโอนเงินค่าจ้างและจ่ายค่าภาษีเพิ่มจากค่าจ้างให้ หรือถ้าไม่ทำสัญญา ก็จะอยู่ในลักษณะสัญญาใจ ซึ่งจะไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากนิยมจ่ายเป็นเงินสดมากกว่า

เมื่อถามว่า เคยถูกเบี้ยวหรือไม่ เน็ตไอดอลสาว 2 คน ยอมรับว่าเคยโดนโกง จึงต้องลบผลงานดังกล่าวออก ส่วนสาเหตุที่มีงานเข้ามาเยอะนั้น เชื่อว่าได้ผลลัพธ์คุ้มค่าโดยใช้เงินไม่มาก

“ยืนยันว่า ถ้าจะมีการตรวจสอบการเสียภาษี ก็พร้อม เพราะส่วนตัวก็เสียภาษีอยู่แล้วทุกปี อย่างไรก็ตาม ฉันไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าเน็ตไอดอลคนอื่นจะจ่ายเหมือนกันหรือไม่ มันแล้วแต่คน...” น้องแอปเปิ้ล กล่าว

ตัวอย่างหนังสือสัญญาว่าจ้างงาน
เน็ตไอดอล เครื่องมือใหม่ทางการตลาด เหตุไฉนจึงได้รับความนิยม ?

ด้าน คุณสุธิดา มาลัยพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาสื่อดิจิตอล และอดีตผู้บริหารด้านสื่อดิจิตอลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า เวลานักโฆษณาจะซื้อสื่อ เขาจะซื้อเพราะว่าสื่อนั้นมีผู้บริโภคตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เราเรียกเน็ตไอดอลว่าเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่มีผู้ตามหรือผู้ชมของสื่อเป็นจำนวนมากและนั่นคือกลุ่มเป้าหมายที่นักโฆษณานั้นต้องการ

เน็ตไอดอลแต่ละคนจะสร้างตัวตน และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ทำให้กลุ่มผู้ติดตามก็แตกต่างกันออกไปด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์สามารถเลือกได้ว่า เน็ตไอดอลคนไหน เหมาะกับผลิตภัณฑ์อะไร เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

“เน็ตไอดอลมักจะสร้างความเชื่อได้เร็ว เพราะเป็นคนที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ เมื่อเกิดความเชื่อแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการนำไปสู่การซื้อตาม agency จะคำนึงถึงเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาสื่อดิจิตอล ยังย้ำว่า การใช้เน็ตไอดอลถ้าเทียบกับการใช้สื่อประเภท โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นับได้ว่า มีค่าใช้จ่ายและการลงทุนที่น้อยกว่ามาก รวมถึงยังเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด และไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ตรงนี้เลยเป็นช่องทางให้สินค้าจำพวกครีมหน้าเด้งที่ไม่ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา หรือ (อย.) ใช้เหล่าเน็ตไอดอลเป็นช่องทางในการกระจาย content ไปยังผู้บริโภค

สุธิดา มาลัยพันธ์
สื่อดิจิตอลบุกตลาดโฆษณามูลค่ากว่า 7 พันล้าน แต่ไร้การตรวจสอบการจ่ายภาษี

นอกจากนี้ อดีตผู้บริหารด้านสื่อดิจิตอลชั้นนำของประเทศไทย ยังได้เปิดเผยถึงมูลค่าในวงการโฆษณา เรียกการใช้เน็ตไอดอลโฆษณา ยังมีเงินหมุนเวียนมหาศาล มากถึง 700 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่การ google facebook line และ youtube ทำเงินมากมายมีมูลค่ารวมกันถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี คำถามคือ การจะไปเก็บภาษีเน็ตไอดอล ก็ควรจะเก็บภาษีสื่อเหล่านี้ด้วยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการเรียกเก็บภาษีของสื่อเหล่านี้มาก่อน

“ระหว่างเงิน 7,000 ล้าน กับ 700 รัฐบาลควรจะเรียกเก็บเงินใครก่อน แต่รัฐบาลกลับเก็บภาษีคนที่ เสียภาษี 700 ก่อน กลายเป็นว่าทุกวันนี้ google line อยู่กันอย่างสบาย และก็ไม่ยอมเก็บภาษี สิ่งเหล่านี้ยุติธรรมแล้วหรือไม่” คุณสุธิดา กล่าวอย่างน่าขบคิด

อย่างไรก็ดี เธอยังได้ฝากถึงสื่อกระแสหลักอีกว่า สิ่งสำคัญของสื่อยุคนี้ คือ ต้องทำอย่างไรให้สามารถสร้าง content ที่มีคุณค่าและแตกต่างจากสื่ออื่นๆ โดยใช้ทรัพยากรบุคคลน้อยที่สุด แต่ก็ไม่ใช่สักแต่ว่านักเขียน content อะไรก็ได้ โดยไม่ดูเลยว่าผู้อ่านคือใคร การลงทุนที่ต้นทุนต่ำกว่า แต่ได้ผลลัพธ์สูง มันสร้างความคุ้มค่ากว่าเยอะ ถ้าสื่อหลักยังไม่มีการปรับตัว อนาคตก็อาจจะลำบากขึ้นแน่นอน.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้