วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ ลั่นเข้ามาไม่เคยทำใครตายด้วยอำนาจ โอด 2ปีแทบอ้วก เบื่อปัญหาเก่าๆ

นายกฯ ลั่นเข้ามาไม่เคยทำใครตายด้วยอำนาจ โอด 2ปีแทบอ้วก เบื่อปัญหาเก่าๆ

  • Share:

นายกฯ ชี้บทบาทการเมืองไทยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้การเมืองมีความหมายมากกว่าการเมือง โอดอยู่มา 2 ปีครึ่ง แทบอ้วก กินข้าวไม่ลง เพราะเบื่อกับปัญหาเก่าๆ

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีลงนามโครงการประชาสังคมเข้มแข็งสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ พร้อมร่วมพิธีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาสังคม ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. 2558

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ทุกคนทราบดีว่าวันนี้มีปัญหาหลายอย่างพัวพันกัน ทำให้ประเทศชาติชุลมุน ซึ่งรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง โดยใช้กลไกประชารัฐในการบริหารราชแผ่นดิน และมุ่งหวังการรวมกลุ่มของประชาชน ไม่ใช่รวมกลุ่มเพื่อสร้างความขัดแย้ง ยืนยันว่า รัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชน แต่ต้องมีเหตุผลเพียงพอและเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลเข้ามาไม่ได้ต้องการรังแกใคร แต่เข้ามาเซตระบบทั้งหมดให้ทำงานได้ แม้จะใช้กฎหมายและบางคนอาจไม่ชอบ แต่ทำเพื่อทุกคน และรัฐบาลต้องโดนจับจ้องตลอดเวลา ดังนั้นหากมีการกระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งตนไม่สามารถตัดสินถูกหรือผิดได้ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เวลามีคนตั้งคำถาม ตนรู้สึกหงุดหงิด เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำ 2 ปี กลับไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง ต่างคนเน้นแต่กิจกรรมตัวเอง และปัญหาก็นำมารุมอยู่ที่เดียว ตนไม่ต้องการให้ทำงานลอยๆ เพียงออกสื่อให้เห็น แต่มองที่ผลสัมฤทธิ์ หลายคนคาดหวังว่า นายกฯ ต้องเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ แล้วเวลาคาดหวังคนอื่นได้หรือไม่ คนที่ทำมาแล้วเคยฟังบ้างไหม อย่าคิดว่าบทบาทของการเมืองไทยมีเพียงการเลือกตั้ง ทุกคนต้องมีวิถีคิด มีวิถีชีวิต สังคม จะทำให้การเมืองมีความหมายมากกว่าการเมือง เป็นการเมืองภาคประชาชน กำหนดกลไกผ่านรัฐบาล เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย ซึ่งมีข้าราชการอยู่ตรงกลางและต้องร่วมกันตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ร้ายไปมา แล้วจะมีคนดีเหลืออีกหรือไม่ในประเทศไทย 

"ถ้าเรายังมองว่าการแก้ปัญหาของบ้านเมืองหรือการเมืองเป็นเรื่องของรัฐบาลและนักการเมืองเท่านั้น ประเทศก็จมปลัก วันนี้ต้องสร้างจิตสำนึกทางการเมือง ความเป็นพลเมืองไทย ไม่ใช่มีบทบาทเพียงการเลือกตั้ง แล้วบอกเรามีประชาธิปไตย วันนี้กำลังปรับกฎหมาย แต่กลับไม่ยอม หาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ยุบมันวันนี้เลยกลับไปที่เก่า ผมก็พร้อม คือมันสับสนอลหม่านไปหมด มันทำให้สมองผมเสียหาย โมโหบ้าง หงุดหงิดบ้าง ด่าผมโครมๆ ทุกวัน แล้วผมก็มาคิดนะ ให้ผมยิ้มรับหรือ ที่ผมหงุดหงิดเพราะต้องใช้สมอง 2 ปีครึ่งแล้วนะ แทบจะอ้วก ไม่อยากพูด ทุกวันกินข้าวไม่ลง เพราะเบื่อกับปัญหาเก่าๆ ผมจะไปบังคับใครไม่ได้ แต่ความจะอยู่หรือล่มสลายของประเทศจะบังคับตัวท่านเอง และหลายอย่างที่ทำมาจะถึงประชาชนทั้งสิ้น แต่ไม่ถึงในวันนี้เพราะโครงสร้างใหญ่ยังไม่เกิด กำลังทำอยู่ แล้วที่ผ่านมาทำไมไม่ทำกัน อย่ามาบอกวันนี้ทำไม่เสร็จสักที ก็มึงไม่ทำไว้เลย เช่น เรื่องขุดคูคลองที่ไม่ทำตั้งแต่ต้นแล้วมาด่าผมทุกวัน ประชาธิปไตยก็เป็นแบบนี้ ผมไม่ได้เข้ามาทำร้ายใคร เข้ามาไม่เคยทำให้ใครตายสักคนด้วยอำนาจของผม เป็นความแตกต่าง ทุกสมัย ทุกรัฐบาลแตกต่างกันหมด ด้วยอะไรต่างๆ และด้วยกลไกประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างเขาคิดกัน ผมไม่ได้สั่งให้เขาคิด เพราะเขากลัวจะเกิดแบบเดิม ไม่ได้คิดเพื่อผม และไม่เคยมาถามผมสักคำว่าจะเอายังไง จะอยู่ต่อไหม ก็เขียนกันไป ผมพูดอะไรไม่ได้ทั้งนั้น วันนี้ถือว่ามาเปิดใจ เปิดจนแหวะไปหมดแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันหน้ายังไม่รู้ว่าต้องถูกด่าอีกเท่าไร ที่ทำได้ทำไปแล้วยังไม่รู้ เพราะยังทำไม่สำเร็จ ยังอยู่ในขั้นที่ 1 ต้องเป็นไปตามขั้นตอน และมีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ซึ่งจะมั่นใจกันหรือไม่ว่าปัญหาจะแก้ได้เพียงปีเดียว จึงต้องวางระยะเปลี่ยนผ่านให้ดี ทั้งนี้ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ตนทำได้ดีที่สุดแล้ววันนี้ ทุกคนถามว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต้องมารับประกันแทนตนว่าจะไม่มีการต่อต้าน ไม่มีการทุจริต ไม่มีการเดินขบวน ซึ่งในวันหน้าอย่าไปโทษใคร โทษคนไทยกันเองเพราะเราเลือกตั้งเขาเข้ามา ตนก็โทษตัวเองเพราะเลือกตั้งเข้ามาเองทุกครั้ง 

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า หากปล่อยปละละเลยก็จะเกิดความสับสนอลหม่าน ซึ่ง พ.ร.บ.การละเมิดนั้น ไม่ว่าใครเป็นรัฐหรือเป็นนายกฯ ก็ต้องใช้ทุกกรณี ที่ผ่านมาไม่ใช้กันเอง แล้วทำไมถึงไม่ใช้ ถ้าตนไม่ทำก็จะโดนอีก ส่วนเรื่องทางแพ่งก็ไปว่ากัน ตนมายืนตรงนี้มีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งทุกคนมีสิทธิต่อรอง ฟ้องศาลปกครองก็ไปสู้มา ถ้าไม่เอาเข้ากระบวนการเลยก็จะเป็นแบบเดิม 

"การใช้ พ.ร.บ.ละเมิดไม่ใช่แค่จำนำข้าว แต่ใช้มาแล้วกว่า 5,000 คดี เพียงแต่ไม่สังเกตเอง ค่าเสียหายมันน้อยก็ลงโทษแต่ภายใน เป็นระบบระเบียบไม่ใช่เอาความสะใจ นับวันก็กลับมาที่เดิมว่าไม่เป็นธรรม โยนกลับมาพวกผมพวกพ้องทุจริต ขอให้แยกให้ออกให้สังคมเข้าใจพื้นฐาน ให้เกิดความรักความสามัคคีที่เรียกว่า การปรองดองในพื้นที่ ไม่ใช่การปรองดองที่เอาความเป็นความตายที่ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย แบบนี้ไม่ได้ แม้คนเดียวก็ไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้