วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชี้ถ้านายกฯยุบสภา พงศ์เทพ ยันคนประหลาดใจ

ชี้ถ้านายกฯยุบสภา พงศ์เทพ ยันคนประหลาดใจ

  • Share:
‘วิษณุ’แจงไม่ได้บอกว่าใช้ม.44ได้! ‘สมชัย’แนะพรรคการเมืองจับมือ เลือกนายกฯจากส.ส.คือทางออก

“วิษณุ” ปัดใช้ ม.44 ยุบสภา ระบุนำมาใช้ไม่ได้ กรณีรัฐสภาชุดใหม่เกิดสุญญากาศตั้งนายกฯ ไม่ได้หลังเลือกตั้ง ระบุเป็นอำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตามรัฐธรรมนูญ “พงศ์เทพ” รับไม่ไหว ตรรกะสุดประหลาดรัฐบาลยึดอำนาจมาล้มกระดานเลือกตั้งที่ประชาชนลงแรงเลือกผู้แทนเข้ามา “องอาจ” แนะอย่าเพิ่งด่วนสรุปมีนายกฯคนนอก ฟันธงตรงกับเพื่อไทย กรณีเลือกนายกฯไม่ได้เกิดขึ้นยาก “สมชัย” ชงสูตรพรรคการเมืองจับมือเป็นหนึ่งเดียวตั้งนายกฯสกัดนายกฯคนนอก ตัดตอนอำนาจยุบสภา “ไพบูลย์” เชื่อ 2 พรรคใหญ่เล่นเกมซูเอี๋ยตั้งรัฐบาลแน่ ชี้อาจเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคกลาง “เรืองไกร” ท้าให้สอบถึงก้นครัว พร้อมแบบัญชีทรัพย์สินให้ดูจนล่อนจ้อน ลุยยื่นสอบ “อภิรดี” เงินงอก “วัฒนา” ดอดพบ “ทักษิณ” ที่อเมริกา เตือนบ้านเมืองไร้ความยุติธรรม อาจนองเลือดเกิดสงครามกลางเมือง

ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่ม หลังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเผยแนวทางการยุบสภาผ่าทางตัน กรณีรัฐสภาชุดใหม่ตกลงเลือกนายกฯกันไม่ได้ภายหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่าอำนาจการยุบสภายังคงอยู่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์นั้น

“วิษณุ” แจงใช้ ม.44 ยุบสภาไม่ได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ กรณีระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีอำนาจยุบสภาฯ หากหลังการเลือกตั้งแล้วไม่สามารถเลือกนายกฯได้ว่า กรณีหลังการเลือกตั้งแล้วไม่สามารถเลือกนายกฯได้ ถือเป็นทางตัน รัฐบาลชุดนี้เมื่อยังทำหน้าที่อยู่ต้องหาทางออก ทางออกที่ว่าเป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตย คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลมีอำนาจในการยุบสภา โดยใช้พระราชกฤษฎีกายุบสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านประชามติ เหมือนที่เคยทำกันมา และไม่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ประกาศยุบสภาได้ ยืนยันไม่เคยบอกว่าใช้มาตรา 44 ในการยุบสภา เพียงแต่อธิบายว่าเมื่อยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดนี้ คสช. และมาตรา 44 ยังมีอยู่เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าสามารถใช้มาตรา 44 ในการยุบสภา

ตรรกะสุดประหลาดยุบสภาล้มโต๊ะ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุหากรัฐสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจยุบสภา และยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะประหลาดใจหรือไม่ เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการยึดอำนาจกลับมายุบสภา ยุบ ส.ส.ที่ประชาชนเลือกเข้ามา และต้องเลือกกันใหม่ แต่ถึงอย่างไรยังเชื่อว่าเหตุการณ์เลือกนายกฯไม่ได้ด้วยเสียงข้างมากไม่น่าเกิดขึ้น เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วอาจได้นายกฯคนนอก นายพงศ์เทพตอบว่า บางคนอาจคิดอย่างนั้น เพราะคิดว่าคนนอกที่มีเสียง ส.ว.ในรัฐสภา 250 เสียงสนับสนุนอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าต้องการให้คนบริหารประเทศ เป็นคนที่ประชาชนเลือกมา หรือให้คนที่ไม่ได้เลือกมาเป็นต่อ ถ้าต้องการเลือกนายกฯเอง ก็ต้องทุ่มคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองใดพรรค การเมืองหนึ่ง แบบที่เคยเกิดขึ้นในเมียนมา แบบนั้นไม่มีนายกฯคนนอกแน่

ไม่มั่นใจการทำงานองค์กรอิสระ

นายพงศ์เทพยังกล่าวอีกว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายลูกมีความสำคัญ ทำให้บทบัญญัติบางมาตรามีความหมาย และอาจทำให้มีปัญหาน้อยลงหรือมากขึ้นได้ เช่น กรรมการองค์กรอิสระทั้งหลาย จะได้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก มันก็ทำให้ระบบทั้งหลายผิดเพี้ยนไปหมด ถามว่ากรรมการองค์กรอิสระ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีผลประโยชน์ของตัวท่านเองเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ช่วงนี้ประชาชนจะสามารถมั่นใจว่าท่านเหล่านี้จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ยึดหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง หรืออาจกังวลว่าจะได้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่

อย่าด่วนสรุปมีนายกฯคนนอก

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่บางฝ่ายยังคาใจไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าจะทำให้มีนายกฯคนนอกว่า ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติบ้านเมือง วันนี้รัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศใช้ กฎหมายลูกก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงยังเดายากว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร การด่วนสรุปว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้ไม่ได้นายกฯจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แต่จะได้นายกฯจากคนนอกนั้นจึงเร็วเกินไป รัฐบาลจะบริหารงานได้ราบรื่น ควรมีเสียง ส.ส. สนับสนุนเกิน 250 คน จะช่วยให้รัฐบาลผ่านกฎหมาย ผ่านงบประมาณ ผ่านการอภิปรายไม่ไว้ วางใจได้ เพราะเวลารัฐบาลบริหารงานจะไม่มีเสียงของ ส.ว. 250 คน มายกมือสนับสนุนด้วย ฉะนั้นการมี ส.ว.สนับสนุนนายกฯคนนอกถึง 250 คน ก็คงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นายกฯทำงานได้

เป็นไปได้ยากเลือกนายกฯไม่ได้

นายองอาจกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้ความเห็นว่า ถ้าเลือกนายกฯไม่ได้ อาจใช้มาตรา 44 สั่งให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่นั้น ไม่ได้มองว่าเป็นการข่มขู่ นายวิษณุคงชี้ให้เห็นถึงขั้นตอนกฎหมาย และอำนาจที่รัฐบาล คสช. มีอยู่ คือ มาตรา 44 ที่ยังสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลและ คสช. ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะทำเช่นนั้น การหานายกฯไม่ได้หลังการเลือกตั้งคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ จึงไม่ควรไปวิตกกังวลล่วงหน้าจะดีกว่า

ข้องใจ “วิษณุ” ส่งสัญญาณอะไร

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดกรณีที่ คสช.ต้องใช้มาตรา 44 ยุบสภา หากรัฐสภาเลือกนายกฯไม่ได้ภายใน 6 เดือน ที่สำคัญคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำถามพ่วง ก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว กรณีเลือกนายกฯจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้ ก็เพิ่มบทบาท ส.ว.สรรหาเข้ามาปลดล็อกอีกทางหนึ่ง หรือถ้าสุดท้ายแล้วรัฐสภาเลือกนายกฯไม่ได้จริงๆ ก็ยังมีมาตรา 5 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ซึ่งเป็นการนำมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 และฉบับก่อนหน้านี้ มาขยายเพิ่มเติมผ่าทางตันการเมืองไทย จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะถึงขั้นใช้คำสั่ง คสช. มาตรา 44 ยุบสภาทิ้งไป ทั้งๆที่ประชาชนเพิ่งเลือกตั้งมา ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่นายวิษณุมาเปิดประเด็นนี้เพื่อส่งสัญญาณหรือไปเบี่ยงเบนเรื่องอะไรกัน

แนะพรรคการเมืองจับมือจิ้มนายกฯ

ที่ห้างเดอะสตรีท รัชดาฯ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 44 เพื่อยุบสภา หากรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่าหากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองได้ ก็เปิดทางให้เลือกนายกฯจากคนนอก เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการเดดล็อกทางการเมืองหรือเกิดปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ส่วนการยุบสภาถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งทางกฎหมายสามารถทำได้ เพราะถ้าหาก ส.ส.ตกลงกันไม่ได้ที่จะให้มีนายกฯมาจาก ส.ส.และไม่อยากได้นายกฯที่เป็นคนนอก การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ก็สามารถทำได้ การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งสูงถึง 3,000 ล้านบาท และไม่แน่ใจว่าการยุบสภาจะได้นายกฯที่มาจาก ส.ส.ทันทีเลยหรือไม่ แต่หากพรรคการเมืองไปตกลงกัน รวมเป็นหนึ่งเดียวได้เสียงข้างมากในสภาแล้วเลือกนายกฯที่เป็น ส.ส.ก็จะได้ไม่ต้องยุบสภา ซึ่งแนวทางนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติเรายินดีที่จะจัดการเลือกตั้ง จะเลือกตั้งกี่ครั้งเราทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่จะคุ้มหรือไม่หรือเป็นประโยชน์หรือไม่ก็ต้องกลับไปคิดเอา อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าช่วงเดือน ก.ค.2560 ระบบการทำงานของ กกต.จะพร้อมจัดเลือกตั้งได้ทุกเวลา

ดักคอถ้าเซ็ตซีโร่ต้องเสมอภาค

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการเซ็ตซีโร่ กกต.นั้น ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 กับรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ 2559 กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระไว้ต่างกัน โดยรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระ แต่รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ 2559 กำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระตามบทบัญญัติของกฎหมายลูก ซึ่งต้องดูว่ากฎหมายลูกว่าจะเขียนให้กรรมการองค์กรอิสระอยู่จนครบวาระ หรือจะเขียนให้กรรมการที่มีอยู่เดิมเริ่มต้นนับวาระการดำรงตำแหน่งใหม่ หรือเขียนให้สรรหาหรือรีเซ็ตกรรมการใหม่ การยกร่างกฎหมายลูกควรคำนึงถึงเหตุและผลการอยู่หรือไปว่าจะมีผลดีผลเสียมากน้อยแค่ไหน หากจะเซ็ตซีโร่ก็ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกองค์กรและคำนึงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายหรือไม่

“ไพบูลย์” เชื่อ 2 พรรคใหญ่ซูเอี๋ย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ก่อกระแสให้เกิดนายกฯคนนอกว่า เชื่อว่าสุดท้ายใครจะได้เป็นนายกฯอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน เชื่อว่าประชาชนจะใช้ทุกสูตรเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง เพราะมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1.คนดี 2.ซื่อสัตย์ และ 3.มีความสามารถ แม้ขณะนี้กระแสสังคมบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯคนนอกอีกครั้ง แต่ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจเด็ดขาด เพราะหากภายหลังการเลือกตั้งสมมติว่าสองพรรคใหญ่ได้คะแนนเสียงรวมกันเกิน 376 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งที่จะสนับสนุนผู้เหมาะสมเป็นนายกฯ ก็เชื่อได้ว่าสองพรรคใหญ่จะจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยจะเทคะแนนให้พรรคอันดับสองได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คอยถ่วงดุลพรรคการเมืองที่ได้เป็นนายกฯในฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างเช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคอันดับที่สองไม่สนองนโยบาย เพราะพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าจะมีคะแนนเสียงในสภาฯเป็นอันดับหนึ่ง

อาจดันนายกฯพรรคขนาดกลาง

นายไพบูลย์กล่าวว่า ในช่วงนี้แม้จะเห็นข่าวว่าสองพรรคใหญ่ประกาศไม่มีทางจับมือกันแน่นอน ก็อาจเป็นเพียงละคร เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เสียคะแนนนิยม นอกจากนี้ยังมีอีกสูตรเพื่อป้องกันความขัดแย้งของสองพรรคใหญ่ ก็อาจจะให้คนจากบัญชีพรรคการเมืองของพรรคขนาดกลาง ที่สองพรรคใหญ่ยอมรับได้ขึ้นเป็นนายกฯก็ได้ ดังนั้น ในฐานะพรรคประชาชนปฏิรูปจึงขอตรวจสอบถ่วงดุลสองพรรคการเมืองใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดการจับมือกันได้สำเร็จ พร้อมผลักดันนายกฯคนนอก ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นนายกฯอีกสมัยได้สำเร็จ โดยในวันเลือกตั้งในอนาคตหากใครต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็อย่าเลือกผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคการเมืองใหญ่ให้เข้ามาจำนวนมาก

กรธ.ไม่ทำหนังสือถามศาล รธน.แล้ว

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้มอบหมายให้ กรธ.แต่ละคนไปศึกษาทำความเข้าใจในคำวินิจฉัยของศาล และจะประชุมเพื่อพิจารณาในวันที่ 3 ต.ค. โดยจะคิดว่าจะเขียนยังไงให้เกิดความเข้าใจและตรงกับคำวินิจฉัยของศาล ยืนยัน กรธ.ต้องเขียนให้ออกมาดีที่สุดและต้องชัดเจน เพราะเมื่อนำไปใช้จะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันอีก ส่วนตัวคิดว่าการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเสร็จก่อน 12 ต.ค. เพื่อให้มีเวลาทบทวน ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยระหว่างนี้ กรธ.จะไม่ทำหนังสือเพื่อขอคำชี้แจงจากทางศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่อาจจะสอบถามหรือปรึกษากันภายในเพื่อหลีกเลี่ยงงานด้านธุรการ ที่อาจจะทำให้เกิดความล่าช้า กระทบกับระยะเวลาการทำงานได้

“เสรี” อวย “บิ๊กตู่” ให้อำนาจทุกสิ่ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการเสนอร่างกฎหมายลูกว่าด้วย กกต. ว่า สปท.การเมืองจะเสนอเกี่ยวกับอำนาจเชื่อมต่อระหว่าง กกต.ชุดเดิม 5 คน กับอีก 2 คน ที่ต้องตั้งขึ้นให้ครบ 7 คน ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติกำหนดไว้ นอกจากนี้ได้จัดทำรายงานข้อเสนอ 4 กฎหมายลูกสำคัญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนไปชี้แจงต่อสมาชิก สนช. โดยอาจร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย สำหรับแนวทางผ่าทางตันหากเลือกนายกฯไม่ได้ในอนาคต ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เสนอให้ใช้มาตรา 44 ยุบสภานั้น เห็นด้วย เพราะจะเป็นทางออกให้รัฐบาลสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือมีอีกทางคือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตามกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตยได้ทันที ทั้งนี้ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนไปเลือกผู้แทนชุดใหม่เข้ามา หลังชุดเดิมไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

“เรืองไกร” ท้าให้สอบจนล่อนจ้อน

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. อยากตรวจสอบว่ามีอาชีพอะไรว่า ไม่เกรงกลัวและยินดีให้ตรวจสอบ โดยขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบจากบัญชีที่เคยยื่นไว้ 3 ครั้งเมื่อดำรงตำแหน่ง ส.ว. แล้วให้นำผลแจ้งให้นายกฯทราบ และขอให้หน่วยงานอื่น เช่น กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบด้วย หากเห็นว่าตนมีอาชีพไม่สุจริต หลบเลี่ยงภาษีหรือมีการกระทำใดที่ผิดกฎหมาย ขอให้ดำเนินคดีทันที แต่ถ้าไม่พบความผิด ขอให้นายกฯแถลงต่อสังคมด้วยว่าอาชีพและบัญชีทรัพย์สินของตนไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนที่ตนร้องตรวจสอบเรื่องต่างๆ บ่อยๆนั้น เป็นการทำหน้าที่ของประชาชนคนหนึ่งที่ช่วยแจ้งข้อมูลให้ส่วนราชการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น

กัดไม่ปล่อยกรณี “อภิรดี” เงินงอก

นายเรืองไกรกล่าวด้วยว่าในวันที่ 3 ต.ค. จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กรณีเงินเข้าบัญชีจำนวน 970,000 บาท เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 58 สมัยเป็น รมช.พาณิชย์ และได้โน้ตด้วยลายมือว่า “ร้านถูกใจ” ซึ่งเข้าใจว่าเป็นร้านค้าลักษณะเดียวกับร้านธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ สงสัยว่าเงินจะเข้าบัญชีส่วนตัวได้อย่างไร ถ้าเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบ เงินจำนวนดังกล่าวมีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ จึงอยากให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ รวมทั้งจะติดตามคำร้องกล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กรณีอุทกภัยเมื่อปี 54 ที่ตนได้ยื่นไว้ ว่าไปถึงไหนแล้ว เพราะตอนนี้มีคนมโนว่าน้ำท่วมปี 54 เกิดจากการ บริหารสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่มีหลักฐานใหม่เป็นมติคณะรัฐมนตรีว่าน้ำท่วมปี 54 เกิดขณะที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

“วัฒนา” ดอดพบ “ทักษิณ” ที่สหรัฐฯ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “อย่าทำให้ประเทศถึงทางตัน” ว่าคดีที่ตนถูกฟ้องตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ซึ่งพยานปากสุดท้ายคือนายสุนัย ผาสุก เบิกความสรุปว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองที่ตรงกับความเห็นของนานาอารยประเทศสันติ ไม่ปลุกเร้าสร้างความรุนแรง ตนทราบว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา วันที่ 1-3 ต.ค. จึงเดินทางไปหา โดยนายทักษิณจองห้องให้พวกเราพักด้วยกัน และพาไปเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ลูกสาวของตน

หวั่นไร้ยุติธรรมนำสู่นองเลือด

นายวัฒนากล่าวว่า หลายคนแสดงความเป็นห่วงเรื่องคดีที่กำลังถาโถมเข้ามาหาตนและพรรคพวก โดยเห็นว่า คสช. กำลังใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคนไทยจำนวนมากและประชาคมโลกต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เห็นว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยงมาก เพราะหากประชาชนไม่สามารถแสวงหาความเป็นธรรมได้จากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ต้องแสวงหาความเป็นธรรมกันเอง ซึ่งก็คือสงครามกลางเมืองแบบที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะมันคือการสูญเสียของทุกฝ่าย ทางออกเดียวที่จะหลุดจากความขัดแย้งคือการสร้างความปรองดองด้วยการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากกฎเกณฑ์ใดไม่สามารถใช้บังคับได้อย่างเท่าเทียมก็ต้องเลิกกฎเกณฑ์นั้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ประชาชนเห็นว่ากำลังถูกเลือกปฏิบัติ อำนาจที่มีในมือควรใช้เพื่อสร้างความปรองดองมากกว่าใช้ประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม เหลือกระบวนการยุติธรรมไว้เป็นทางออกให้กับประชาชนดีกว่า อย่าเอามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองจนไม่เหลือทางออกให้กับประเทศ เพราะอันตราย

“ทักษิณ” แวะรำลึกที่ทำงานเก่า

วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว เป็นรูปนายทักษิณอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ระบุข้อความว่า “คุณพ่อส่งรูปมาให้ดูแวะไปเยี่ยมที่เก่าๆสมัยพ่อเรียน+ทำงานที่สหรัฐอเมริกาค่ะ ส่งมาบอกว่า ไปดูร้าน Kentucky Fried Chicken ที่พ่อเคยทำงานปี 1973 ตอนไปเรียนปริญญาโท ได้ชั่วโมงละ USD 1.60 ตึกด้านในทำใหม่และขยายใหญ่กว่าเดิม”

“อำนวย” โดดป้อง “อุดมเดช” ไม่ผิด

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาถอดถอนนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล กรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจากการเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ว่า การที่ ส.ส.เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯเมื่อพบข้อบกพร่องสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยใช้เลขรับเดิมไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เป็นระเบียบปกติที่ทุกสมัยทำกันมา จึงเห็นว่าการกระทำของนายอุดมเดชไม่น่าจะมีความผิด ดังนั้น ก่อนที่ สนช.จะพิจารณาลงมติไปนั้นอยากให้ไปศึกษาระเบียบข้อบังคับของสภาฯอย่างละเอียดก่อน

“บิ๊กเจี๊ยบ” นำทัพเบิร์ธเดย์ “บิ๊กบัง”

วันเดียวกัน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ได้เปิดบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน ให้ตัวแทนข้าราชการ ภาคเอกชน และนายทหารซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าอวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 70 ปี โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนใหม่ นำข้าราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เข้าอวยพร พล.อ.สนธิ และมอบกระเช้าผลไม้ ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัยได้กล่าวชื่นชม พล.อ.สนธิในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาที่เคยปฏิบัติงานร่วมกันตั้งแต่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) จนกระทั่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ว่า เสียสละอดทนทำงานเพื่อบ้านเมืองจนเป็นแบบอย่างให้กำลังพลในกองทัพ ขณะที่ พล.อ.สนธิได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาอวยพร และฝาก ผบ.ทบ.ทำกองทัพให้ประชาชนรัก เพราะถ้าประชาชนรักกองทัพแล้ว ประชาชนจะรักสถาบันด้วย จากนั้น พล.อ.สนธิได้มอบหนังสือจำนวน 3 เล่ม ให้กับ พล.อ.เฉลิมชัย และแขกที่มาร่วมอวยพรเป็นของที่ระลึก

“ไก่อู” เล็งสลายความจำเจกรมกร๊วก

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า วันที่ 3 ต.ค. เวลา13.00น. จะไปพูดคุยหารือกับเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ทุกหน่วยงานถึงแผนงานปีที่ผ่านมาและแผนงานในปีหน้า รวมถึงปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆที่จะต้องแก้ไข รวมถึงอาจต้องชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มอบหมายมา ไม่อยากให้เรียกว่าเป็นการมอบนโยบาย เพราะตนไปให้นโยบายอะไรไม่ได้ ยังใหม่ ต้องให้เกียรติทุกคน การที่จะปรับเปลี่ยนให้ประชาชนหันมาดูสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาหลายคน ทั้งด้านการตลาด ด้านเทคนิค เริ่มแรกอาจปรับรายการให้มีความน่าสนใจ สอดคล้องนโยบายของนายกฯที่ไม่อยากให้เป็นสถานีข่าว แต่อยากให้เป็นสถานีเพื่อการพัฒนาประเทศ และไม่นำเสนอข่าวที่อวยรัฐบาลมากเกินไป แต่ให้นำเอาเนื้อหาที่รัฐบาลทำไปแล้ว เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างไรมาเสนอ จึงต้องปรับแผนให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ดังกล่าว

โยน กห.แจงค่าใช้จ่าย “บิ๊กป้อม”

พล.ท.สรรเสริญยังกล่าวถึงกรณีมีการเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณราคากลางการจ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศโดยเครื่องบินพาณิชย์ ที่รัฐฮาวาย สหรัฐฯระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. ที่มีวงเงินสูงถึง 20 ล้านบาท ซึ่งมีกระแสว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมว่า ตอบแทนไม่ได้ ไม่รู้รายละเอียด เพราะไม่เคยไปดูงานต่างประเทศ ไม่เคยจัดงานแบบนั้น ขอให้ถามจากทางโฆษกกระทรวงกลาโหมจะดีกว่า แต่การไปต่างประเทศบางครั้งก็มีส่วนที่จะต้องออกเอง และมีส่วนที่ทางประเทศเจ้าภาพออกให้ ต้องดูเป็นรายกรณี

ถกราบรื่นกลาโหมอาเซียน–สหรัฐฯ

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงผลการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN-US Defense Informal Meeting) ระหว่าง 29 ก.ย.-1 ต.ค.59 ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้หารือร่วมกับ รมว.กลาโหมสมาชิกอาเซียน มีความเห็นร่วมกันว่าภัยคุกคามภูมิภาคปัจจุบันมีความหลากหลาย และเชื่อมโยงกันทั้งการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ โจรสลัด จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศเพื่อรับมือปัญหา โดย รมว.กลาโหมสหรัฐฯได้กล่าวสนับสนุนอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค กระชับความร่วมมือกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ร่วมแก้ไขข้อขัดแย้ง โดยสหรัฐฯพร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่องเพื่อรับมือภัยคุกคามต่างๆ โดยเฉพาะความร่วมมือเรื่องการก่อการร้าย ส่วนปัญหาทะเลจีนใต้ สหรัฐฯให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ และกฎหมายสากล การจัดทำข้อตกลงร่วมกัน การแก้ปัญหาผ่านช่องทางการทูต และจัดตั้งเครือข่ายร่วมรักษาความมั่นคง พร้อมทั้งต้องการให้จีนเข้ามามีส่วนร่วม

เลือกปลัด ทส.ไม่ยึดติดอาวุโส

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยความคืบหน้าการแต่งตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ แทนนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า กำลังพิจารณาสรรหาคนที่เหมาะสม ต้องสามารถดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.แก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับกรมที่มีปัญหาเกือบทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะกรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ 2.แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบในกระทรวง และ 3.แก้ปัญหาขยะให้ได้ เมื่อถามว่า ปลัด ทส.คนใหม่ จะพิจารณาจากอาวุโสหรือความเหมาะสม พล.อ.สุรศักดิ์ตอบว่า เลือกตามความเหมาะสมไม่เกี่ยวกับความอาวุโส เอาคนที่ทำงานได้ เมื่อถามอีกว่า ปลัด ทส.คนใหม่จะเป็นคนในหรือคนนอก พล.อ.สุรศักดิ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และต้องเป็นคนที่ ครม.เห็นชอบด้วย เมื่อถามว่ารายชื่อปลัด ทส.คนใหม่จะเข้า ครม.วันที่ 4 ต.ค.นี้หรือไม่ รมว.ทส.ตอบว่า ยังไม่ทราบ

“หลานปลอด” เต็ง 1 ซิวเก้าอี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้าราชการระดับ 10 ที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาในลำดับต้นๆ คือนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นหลานชายนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.สุรศักดิ์ ที่ออกมาปกป้องนายชลธิศบ่อยครั้งทั้งเรื่องการนำข้าราชการกรมป่าไม้กว่า 30 คน ลาพักร้อนไปเที่ยวต่างประเทศ เรื่องข้าราชการถูกคุกคามทางเพศที่กรมป่าไม้ เรื่องความล่าช้าในการแก้ปัญหาภูทับเบิกและเขาหัวโล้น เป็นต้น ส่วนลำดับรองลงไปคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัด ทส. ที่ถือว่ามีลำดับอาวุโสสูงสุดใน ทส. แต่เคยถูก พล.อ.สุรศักดิ์ย้ายจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ มาเป็นรองปลัด ทส. รวมทั้งนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.สุรศักดิ์ ให้ดูแลเรื่องการยุบรวมกรมทรัพยากรน้ำกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

จี้ “บิ๊กตู่” ทวงคืนสมบัติชาติ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกปฏิบัติภารกิจชุด “ทวงคืนสมบัติชาติ” จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ติดตามตรวจสอบ เร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ของผู้รับผิดชอบในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือไอซีทีเดิม กรณีสัญญาสัมปทานดาวเทียม หรือ คดีทางกิจการโทรคมนาคม ที่ศาลพิพากษาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้มีอำนาจทางการเมือง ขอให้นายกฯ บอกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ติดตามเรียกคืนค่าเสียหายค่าชดเชยจากเอกชนในคดีนี้ ตลอดกว่า 2 ปีรัฐบาล คสช.มีรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดย คสช.ผ่านไป 2 คน แต่กลับละเลยเร่งดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกาฯ รัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนเข้าข่ายน่าสงสัยอยู่แล้วว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีเจตนาช่วยรักษาผลประโยชน์เอกชนหรือไม่ หากรัฐบาลนี้ยังมิได้ดำเนินการข้อสงสัยเดียวกันก็เกิดขึ้น ควรจะต้องพิจารณาเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ด้วย

นปช.พร้อมไต่สวนถอนประกัน

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมคัดค้านคำร้องที่อัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาสั่งเพิกถอนการประกันตัวนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนายนิสิต สินธุไพร จำเลยร่วมในคดีที่แกนนำนปช. 24 ราย ตกเป็นจำเลยคดีก่อการร้าย ที่อยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องครั้งแรกวันที่ 3 ต.ค. เวลา 09.00 น. ว่า ได้รับสำเนาคำร้องขอถอนประกันตัวแล้ว แกนนำทั้ง 5 คนจะเดินทางไปศาลเพื่อร่วมกระบวนการไต่สวนตามกำหนดนัด ส่วนตัวเห็นว่าการยื่นคำร้องครั้งนี้ไม่เป็นธรรมเสมือนการลงโทษทางอาญา ทั้งที่คดียังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิด การคัดค้านคำร้องครั้งนี้จะนำพยานบุคคลและหลักฐานที่มีมาแสดงต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยต่อไป

โพลเฝ้าหวัง “บิ๊กตู่” แก้ปัญหา ศก.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ปีที่ 3 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในความคาดหวังของประชาชน” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,374 คน ระหว่างวันที่ 20-30 ก.ย.พบว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังในปีที่ 3 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อันดับแรก ร้อยละ 83.18 ระบุเศรษฐกิจดีขึ้น มีการลงทุนขนาดใหญ่ รองลงมาร้อยละ 79.24 ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ร้อยละ 72.08 คนไทยรักสามัคคี บ้านเมืองสงบ ร้อยละ 71.65 มีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย และร้อยละ 69.34 รัฐบาลเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน มีผลงานเป็นรูปธรรม ส่วนใครที่จะทำให้ประชาชนสมหวัง ร้อยละ 74.56 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีความเป็นผู้นำ ทำงานมุ่งมั่น ตั้งใจ รองลงมา ร้อยละ 72.17 ภาคประชาชน เพราะทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกัน ประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง และร้อยละ 63.11 คณะรัฐมนตรี เพราะเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล

ภาพความขัดแย้งยังติดตาติดใจ

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ความเดือดร้อนของประชาชน กับแรงสนับสนุนของสาธารณชนต่อการทำงานของรัฐบาล” จากประชาชน 1,267 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 ก.ย.-1 ต.ค.พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.0 ยังคงจำได้ถึงภาพความขัดแย้งรุนแรงในอดีต เช่น กลุ่มชุมนุมประท้วง การเผาทำลายห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ร้อยละ 67.8 มองว่า ยุคนักการเมืองจากการเลือกตั้งในอดีต มีปัญหาขัดแย้งของคนในชาติมากกว่ายุครัฐบาล คสช. และร้อยละ 53.2 มองว่า ปัญหาความขัดแย้งกำลังเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อถามว่า ถึงวันนี้เดือดร้อนอะไรมากที่สุด ร้อยละ 39.6 เดือดร้อนเรื่องไม่มีเงินใช้มีปัญหาหนี้สิน รองลงมาคือ ร้อยละ 14.8 น้ำท่วมภัยพิบัติ ร้อยละ 13.9 ข้าวปลาอาหารราคาแพง เมื่อถามถึงการสนับสนุนรัฐบาล ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.1 ขออยู่ตรงกลาง เป็นพลังเงียบ ร้อยละ 41.4 สนับสนุน และร้อยละ 11.5 ไม่สนับสนุน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้