วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เร่งรวมพยานบุคคลปมทุจริตขุดลอกคลอง-ทำถนนโคราช ก่อนชงผู้ว่าฯ สตง.

เร่งรวมพยานบุคคลปมทุจริตขุดลอกคลอง-ทำถนนโคราช ก่อนชงผู้ว่าฯ สตง.

  • Share:

ผอ.สำนักตรวจสอบพิเศษภาค 4 เผย เร่งรวบรวมพยานหลักฐานทุจริตขุดลอกคลอง-ทำถนนโคราช ขาดแต่พยานบุคคลให้ข้อมูล เสนอผู้ว่าการ สตง. ชี้มูลความผิด ก่อนส่งเรื่องถึง ป.ป.ช.-ป.ป.จ.

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 59 นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 4 เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ทำโครงการขุดลอกคลอง และทำถนน หลังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบว่า มีการตั้งราคางานโครงการไว้ 500,000 บาท เท่ากันทุกโครงการ ส่อเข้าข่ายฮั้ว โดยมีการเบิกจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวไปแล้ว 11 โครงการ รวมเป็นเงิน 5.5 ล้านบาท และมีการตรวจสอบรวม 33 โครงการที่มีการเบิกจ่ายไปแล้วของ อบจ.นครราชสีมา (กรรมสนองโกง! ผวจ.โคราชฟันไม่เลี้ยง อบจ.งาบงบทำถนน-ขุดลอกคลอง)

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้รับเรื่องจาก สตง.นครราชสีมา ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งหลักฐานบางส่วนได้มาจาก สตง.นครราชสีมา คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกไม่นานจะสามารถรวบรวมส่งให้ทางผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พิจารณาและชี้มูลความผิดตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ พยานบุคคลนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการในแต่ละโครงการในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งผู้ที่เบิกจ่ายและผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติการเบิกจ่าย แต่ในเบื้องต้น จากการตรวจสอบ 11 โครงการ ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ พบว่าได้มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วแต่กลับไม่มีการดำเนินการตามโครงการที่กำหนดไว้

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไขข้อบัญญัติการจ่ายที่ได้มีการมาปรับเป็นโครงการละ 500,000 บาททั้งหมดนั้น ทางสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 4 ก็ยังคงต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและพยานบุคคล เพื่อจะหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าการแก้ไขดังกล่าวมีเจตนาที่บริสุทธิ์หรือไม่ คือ การทำได้โดยกฎหมายหรือทำได้โดยอำนาจหน้าที่ของ อบจ.หรือไม่ เพื่อเสนอให้ทางผู้บังคับบัญชาคือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พิจารณาและสั่งการต่อไป ซึ่งจะต้องเริ่มดำเนินงานในงบประมาณปี 2560 ที่จะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนข้อมูลต่างที่ทาง สตง.นครราชสีมา กำลังดำเนินการอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขุดลอกคลอง การก่อสร้างถนน ก็จะทยอยส่งเข้ามาให้ทางสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 4 ซึ่งเบื้องต้นจากการประมาณมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 5,500,000 ล้านบาท ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จะเป็นผู้ที่พิจารณาสั่งการ

นอกจากนี้ นายสุทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นความผิดนั้นปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่า มีการเบิกจ่ายเงินแต่ไม่มีการดำเนินการ ซึ่งเป็นการทุจริตหรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 46 กฎหมายของ สตง. ซึ่งหากผลการชี้มูลออกมาอย่างนี้ทาง สตง. จะต้องส่งเรื่องให้ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการดำเนินการในเรื่องของอาญา และทางแพ่ง แล้วจะส่งเรื่องให้ทางจังหวัด ให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด (ป.ป.จ.) ดำเนินการทางวินัยและทางละเมิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตาม สตง. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใคร เป็นเพียงผู้ที่รวบรวมความจริงทั้งหมดส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ซึ่งพยานหลักฐานที่ทาง สตง. มีอยู่ขณะนี้ก็มีเพียงพยานทางเอกสาร พยานวัตถุ ก็เหลือแต่เพียงพยานบุคคลที่จะมาให้ข้อมูลเพื่อที่จะให้ครบถ้วนเพื่อเป็นไปตามกระบวนการปกครอง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้