วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล พูดถึง... การปฎิรูปประเทศบนบริบทของในหลวง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล พูดถึง... การปฎิรูปประเทศบนบริบทของในหลวง

  • Share:

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่เศรษฐกิจมหภาคมีการเติบโตตามเป้าหมายไม่น้อยกว่า 3% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ)

แต่ในภาพที่เล็กลงมา กลับมีปัจจัยบ่งชี้ให้เห็นความวิตกกังวลจากการเลิกจ้างคนงานที่เพิ่มขึ้นถึง 34.8% ในไตรมาสที่ 2 เนื่องเพราะในช่วงเดือนกรกฎาคมกำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมลดลง ถึงระดับ 62.34% เพราะการส่งออกไม่รวมทองคำลดลง 8.4%

ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า การอยู่ดีกินดีขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เร็ว แม้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพียงใดก็ตาม แต่ภาคการผลิตและส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยยังต้องพัฒนา และปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถอีกมาก

บทความประจำสัปดาห์นี้ ทีมเศรษฐกิจ จึงขอนำเสนอแนวทางการสร้างจุดแข็ง และภูมิคุ้มกัน ตนเองในบริบทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านการอรรถธิบายของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาจุดแข็ง ของตัวเอง ในเรื่องของการระเบิดจากข้างใน และการสร้าง “ภูมิสังคม” เหมือนภูมิคุ้มกันตน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีจุดแข็งจากการเป็นเมืองเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ แต่กลับไปมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง”

“แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวนี้ สะท้อนให้เห็นได้จาก บริษัท ดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ที่ทรงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน และในปีนี้บริษัท ซึ่งดูแลเกษตรกรประมาณ 5,000 ราย ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้สูงถึง 15% เป็น 1,800 ล้านบาท ทั้งยังสามารถเตรียมการ ขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทด้วย แม้สถานการณ์จ้างงานโดยรวมของประเทศจะสร้างความกังวลใจ ให้กับรัฐบาลก็ตาม” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวอารัมภบท

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฯ รายงานผลการดำเนินงานว่า “ดอยคำเติบโตได้ เพราะเราดูแลคนสี่ฝ่ายให้ได้รับความเป็นธรรม คือ พนักงาน คู่ค้า ผู้บริโภค และสังคม ส่วนรวม เพราะดอยคำเป็นธุรกิจเพื่อสังคม คือ เราทำธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ พอมีกำไร แล้วนำกำไรนั้นมาร่วมกันพัฒนาสังคม”

บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ตั้งขึ้นตามพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2537 เพื่อต่อยอดงานของมูลนิธิโครงการหลวง ที่ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่นมาตั้งแต่ปี 2512 โดยดอยคำมีสภาพเป็นนิติบุคคล ทำการผลิต และการพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป

“ใครๆก็ทราบว่า ดอยคำมาจากโครงการหลวง แต่ในการทำธุรกิจ เราไม่มีความได้เปรียบใดๆ การลงทุน เราก็กู้ แม้ว่าจริงๆแล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะเอาเงินมาลงก็ได้ แต่เราเข้มงวดกับตัวเองเพื่อให้แข่งขันได้จริง แม้แต่ในการทำตลาดตามห้างเราก็ทำเหมือนผู้ประกอบการรายอื่นๆ”

บริษัทกู้เงินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ครั้งแรก เพื่อปรับปรุงโรงงานหลวงเต่างอย จังหวัดสกลนคร การปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่ในช่วงนั้น มีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ด้วยงบประมาณเกือบ 500 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์การผลิตน้ำมะเขือเทศใหญ่ และขณะนี้ก็กำลังเตรียมการกู้เงินครั้งใหม่อีก 2,000 ล้าน บาท เพื่อปรับปรุงโรงงานหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กับโรงงานหลวงแม่จัน จังหวัดเชียงราย

“รับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ให้ดอยคำผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ประชาชนหาซื้อได้สะดวก เป็นแก่นใน การทำงานของบริษัท รวมถึงการลงทุนเพิ่มต่างๆ ก็เพื่อสนองพระราชดำรินั่นเอง”

โรงงานหลวงโนนดินแดง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2525 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรแก่ราษฎรที่ยากจน แต่ต้องปิดตัวลงในปี 2543 เพราะขาดทุน และวัตถุดิบ ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้พิจารณาปรับปรุงโรงงานให้เปิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำผลไม้ในอนาคต

“ทุกวันนี้เราต้องขนกล่องเปล่าไปทางเหนือ บรรจุเสร็จก็นำกลับลงมาขาย ระบบการขนส่งแบบนี้ทำให้ต้นทุนยังคงสูง ในขณะที่โรงงานที่โนนดินแดงใกล้กว่า มีเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯ และท่าเรือชายฝั่งทะเลตะวันออกดีกว่า นี่คือเราต้องคิดและพัฒนาไม่หยุด เพื่อให้เรามีสินค้าที่ดีในราคาที่เหมาะสม”

ในฐานะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านน้ำผลไม้ และผลไม้อบแห้ง ดอยคำให้ความสำคัญ กับการวิจัยและพัฒนาบนพื้นฐานสินค้าเกษตรที่ปลูกได้เองในประเทศ ซึ่งคณะนักวิจัยและพัฒนาชาวไทยประสบความสำเร็จในการคิดค้นสูตรน้ำผลไม้ จนทำให้น้ำมะม่วง “ดอยคำ” และน้ำมะเขือเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ “ดอยคำ” ได้รับรางวัล 2 ดาวทองคำจากสถาบันรับรองรสชาติอาหารและเครื่องดื่ม (International Taste & Quality Institute : ITQI) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

การดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ยึดความเป็นธรรม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทำให้ดอยคำก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ทั้งยังสามารถมีส่วนช่วยเหลือผู้เดือดร้อนต่างๆได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น เอากำไรไปรับซื้อมังคุด ซื้อหม่อน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคาตกต่ำมากๆ เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเป็นธุรกิจเพื่อสังคมก็สามารถทำกำไรได้และยังทำประโยชน์แก่สังคมได้อย่างยั่งยืนด้วย

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเงื่อนไขในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ 3 ระดับโดยเฉพาะเมื่อทราบเป็นที่ชัดแจ้งว่าภาคเกษตรกรรมเป็นจุดแข็งของประเทศคือ 1.ทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิดการรวมกลุ่มกันในระดับครัวเรือนของเกษตรกร การรวมกลุ่มกันจะทำให้เกิดข้อที่ 2 ตามมาคือ แบ่งปันทรัพยากร ธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อบริบทของข้อ 1 กับข้อ 2 ดำเนินไปอย่างมีบูรณาการร่วมกัน ก็ย่อมจะทำให้เกิดข้อที่ 3 คือ มีความเข้มแข็งในการสร้างแบรนด์ สร้างคุณภาพประสิทธิภาพการผลิต ทำให้สามารถต่อรอง หรือ เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการผลิต และตลาดจากท้องถิ่นสู่ตลาดต่างประเทศหรือในระดับโลกได้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของประเทศไทยดูเหมือนจะอยู่ตรงที่ไม่สามารถจะก้าวต่อไปในขั้นของการสร้างแบรนด์ หรือผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และแข่งขันได้ ด้วยเหตุเพราะไม่มีความรอบรู้เพียงพอ ไม่นำเอางานวิจัยต่างๆมาสนับสนุนภาคการผลิต และไม่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง

ดร.สุเมธให้ข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาสำคัญๆที่รุมเร้าประเทศไทยไว้มากถึง 11 เรื่องใหญ่ๆด้วยกัน ทุกเรื่องล้วนต้องใช้เวลาในการแก้ไข กระนั้นก็ยังมีทางลัดของทางรอด คือ ต้องศึกษาแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนำมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในสภาวการณ์ปัจจุบันที่คนไทยทุกฝ่าย กำลังมองหาหนทางในการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ปัญหาและความท้าทายสำคัญที่คนไทย และประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ 11 เรื่องนั้น มีอยู่ด้วยกัน ดังนี้

1.มีการสูญเสียที่ดินทำกิน ประชาชนบางส่วนไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ 2.ผู้คนขาดความรู้ ทั้งยังไม่สามารถ ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัตน์ และเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ 3.ขาดโอกาสในการเข้าถึง และไม่ได้รับความคุ้มครองจากหลักประกันความมั่นคงทางสังคม 4.มีปัญหายาเสพติด ตลอดจน มีความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 5.เกิดความเหลื่อมล้ำและแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท

6.เกิดความเสื่อมถอยของเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยที่กระทบต่อความสามัคคีของคนในชาติ 7.เกิด ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ 8.มีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วภายใต้การจัดการฟื้นฟูที่ทำได้อย่างจำกัด 9.เกิดภัยพิบัติต่างๆจากธรรมชาติ 10.การเมืองภายในประเทศมีแนวโน้มอ่อนไหว และไม่แน่นอน และ 11.ยังมีการขูดรีดเอาเปรียบของประเทศทุนนิยมขนาดใหญ่

ทุกปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวโยงกัน และล้วนต้องการเวลาในการแก้ไขปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ดร. สุเมธ กล่าวว่า การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอดระยะเวลาการครองราชย์อันยาวนาน ทำให้เกิดแนวคิดหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งพัฒนาเรื่องน้ำและป่ามาโดยตลอด เพราะทรงประจักษ์ชัดว่า การทำให้ภาคเกษตรรุ่งเรือง ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมดี เป็นจุดแข็งของประเทศ แต่แทนที่ประเทศไทยจะพัฒนาไปในแนวทางที่ยึดจุดแข็งของตน ก็กลับหันไปพัฒนาในหนทางที่ตัวเองไม่มีความพร้อม

“ไทยไม่เลือกยืนอยู่บนจุดแข็งของตนเอง มีความพยายามพัฒนาไปในด้านต่างๆที่ไม่มีความพร้อม ต้องพึ่งพิงทั้งเทคโนโลยีและทุนจากต่างประเทศ เพราะเราไม่มีความรู้ ความพร้อม และละเลยภาคเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของตัวเอง จึงทำให้เกิดความไม่สมดุล และเกิดปัญหาอื่นๆตามมามากมาย”

นอกจากการยืนบนจุดแข็งของตนเองแล้ว ดร.สุเมธกล่าวว่า การพัฒนา “คน” เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับ “ภูมิสังคม” “การระเบิดจากข้างใน” และ “อวิโรธนะ” ที่จะให้คนเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนมาตลอด คือ การสร้าง “ภูมิสังคม” สิ่งนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะการพัฒนาใดๆก็ตาม ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสภาพแวดล้อม ทั้งทางภูมิศาสตร์ และทางสังคม...

เช่น การทรงงานในภาคเหนือ จะทรงถือแผนที่ในพระหัตถ์ตลอดเวลา เพื่อศึกษา สภาพแวดล้อม ภูเขา ที่ราบ ทางน้ำ แต่ไม่ใช่เท่านั้น จะทรงศึกษาสภาพทางสังคมของคนด้วย เช่น ชนเผ่าต่างๆ มีอุปนิสัย วัฒนธรรมอย่างไร เพราะแม้แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ เดียวกัน ก็มีวัฒนธรรมความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน จนทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างที่สุด การพัฒนาต่างๆจึงสำเร็จ เพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคนในพื้นที่นั้น”

ดร.สุเมธกล่าวว่า สำหรับประชาชนคนไทยนั้น การมุ่งสู่ความพอเหมาะพอดี เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้พึ่งพิงตนเองได้ และพัฒนาต่อไปได้

“ในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา เกิดความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ แต่กลับมีชุมชน 603 แห่ง ที่พัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริที่ไม่ได้รับผลกระทบเลย ทั้งยังมีเศรษฐกิจ ดีขึ้นมากด้วย หรืออย่างทางภาคใต้ที่คนจำนวนมากเดือดร้อนเพราะราคายางตกต่ำ ก็กลับมีบางชุมชนที่มีน้ำและเลิกการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะหันมาปลูกพืชที่ทยอยให้ผลผลิตตลอดปีจนมีรายได้ต่อเนื่อง”

ความพอเหมาะพอดี ยังรวมถึงทัศนคติทางสังคมด้วย เช่น ค่านิยมประชาธิปไตยในแบบตะวันตก ก็อาจทำให้ไทยเป็นสังคมที่อยู่ได้ไม่เป็นสุข เพราะขาดความพอเหมาะพอดี

“คนไทยเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตะวันตกกันมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมี ชาวตะวันตกมากมายที่อยากมาเที่ยว มาอยู่อาศัยในไทย เพราะมีความสุขมากกว่าในประเทศของตนเอง”

จากปัญหาต่างๆที่รุมเร้าประเทศอยู่นี้ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาชี้ว่า จุดสำคัญในการปลูกฝังชาวไทย คือ “ธรรม” ซึ่งนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะธรรมข้อสิบ คือ “อวิโรธนะ” ซึ่งหมายถึงความไม่คลาดธรรม ไม่ยอมทำผิด จะทำอะไร ต้องทั้งดี และถูกต้องทั้งสองอย่าง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ความดีนั้นสมบูรณ์

“ถ้าขาดอย่างใดไปก็อาจจะวุ่นได้ เช่น คนขายพวงมาลัยบนถนน เขาหาเลี้ยงชีพสุจริตก็เป็นเรื่องดี แต่ก็ผิดกฎหมาย ส่วนคนมีเงินเอาไปเก็บไว้นอกประเทศเช่น ที่บริติช เวอร์จิน ถึงไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็ไม่ผิดกฎหมาย”

ฉะนั้น การแก้ปัญหาต่างๆให้ประเทศชาติได้นั้น จะต้องทำดี และทำถูกต้องด้วย โดยยึดหลักภูมิสังคม และความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ตามแนวทางของ “ประชารัฐ” ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นแนวทางที่อยู่ในเนื้อร้องเพลงชาติไทยมานานแล้ว.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้